ร้อยวันที่ฉันเปลี่ยน วันที่หนึ่ง

ยี่สิบเอ็ด เดือนสาม ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเอ็ด

ฉันตัดสินใจลงมือสมัครสมาชิกเว็บนี้ หลังจากที่เคยคิดจะสมัครเมื่อปีที่แล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ ส่วนเหตุผลยังไม่ขอเล่าในวันนี้
หลังจากคลิกนั้น กรอกนี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็เรียบร้อยและได้เขียนกระทู้นี้ รวดเร็วสมใจอยากจริงๆเชียว
ตั้งแต่วันนี้ไปอีกจนครบวันที่หนึ่งร้อย ฉันจะมาเล่าเรื่องราวในชีวิตจริงของฉันให้คุณอ่าน
เรื่องราวของการเปลี่ยนแปลง ความคิด ทัศนะคติ และการใช้ชีวิต ในด้านการเงินเป็นหลัก
อาจมีด้านอื่นๆแทรกมาด้วย ถ้าน่าสนใจฉันจะเล่าปนไปด้วย เพื่อให้คุณคุ้มค่าทุกตัวอักษร

เอาล่ะ อย่าเกริ่นมากนี้ไม่ใช่พิธีหน้าเสาธง จะอะไรเยอะแยะ

ก่อนอื่นฉันจะเล่าก่อนว่า ทำไมฉันต้องเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ และใช้เวลาถึงร้อยวันเชียวหรือ

ฉันอายุสามสิบเอ็ด ย่างสามสิบสอง ชีวิตฉันครบสูตรคนขี้แพ้
ขี้เกียจ รักสบาย ไม่ชอบการเรียนรู้ ทรัพย์สินมีแค่รถมอไซค์ กับแหวนทองที่อยู่ในโรงจำนำ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ไถ่มันก็เป็นหนี้สินอยู่ด้วยซ้ำ
แค่นี้ แค่นี้จริงๆ แต่อย่าถามหาหนี้สินนะ มันยิบย่อยมากยังก่ะทางแยกใน กทม.

ฉันลาออกจากงานประจำมาเกือบสองปีแล้ว มีรายได้หลักมาจากการขายของทั้งออนไลน์และตลาดนัด
บางช่วงปลาเยอะก็ได้หลักแสน บางช่วงปลาน้อยก็ได้หลักร้อย บางช่วงมีปลาแต่ทว่าเหยื่อหมด คือทุนหมดนั่นเองก็ใช้ชีวิตแบบท้าทายกันไป

มีอยู่วันหนึ่งฉันไปเรียนการตลาดบนเฟซบุ๊ก กับกูรูท่านหนึ่งแล้วมีคำถามหนึ่งที่สั่นสะเทือนความคิดความเชื่อของฉันอย่างมาก

กูรู : ขายของได้เดือนละเท่าไหร่?
ฉัน : ไม่แน่นอนค่ะ มีทุกหลัก ร้อย ถึง แสน
กูรู : รายได้ไม่นิ่ง แสดงว่ายังขายไม่เป็น ถ้าขายเป็นต้องมีรายได้คงที่หรือเพิ่มขึ้นสิ
ฉัน : ...........................................

แน่นอนว่าฉันเงียบ ก็ไม่รู้จะตอบว่าไงนี้ ในวันนั้นฉันก็เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเอาแต่คิดวนไปวนมากับประโยคสนทนาข้างบน
ฉันขายของมาก่อนที่จะออกจากงานประจำ ลูกค้าประจำเยอะ เพราะฉันพูดจาดี บริการทุกระดับประทับใจ
ของที่เอามาขายก็หมดทุกครั้ง แล้วตรงไหนที่ฉันขายไม่เป็นกันเล่า

นั่นเป็นเพียงจุดประกายเล็กๆในชีวิต ที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงค้างคาใจตลอดเวลาตั้งแต่วันนั้น
เคยมีพี่หัวหน้าคนหนึ่งของฉันสอนว่า เมื่อถึงเวลาที่เราต้องก้าวไปอีกจุด
เราจะรู้ตัวเองและคิดอะไรได้เองเยอะมาก
หรือว่าฉันถึงจุดนั้นแล้ว หลายครั้งฉันนั่งคิดทบทวนกับตัวเอง

ฉันต้องการอะไร ฉันจะไปไหน และตอนนี้ฉันอยู่ตรงจุดไหน

บางวันมันก็ว่างเปล่า แต่ทว่าบางวันมันก็พรั่งพรู แต่ที่ฉันไม่เคยเข้าใจคือ เมื่อเวลาผ่านไป สองวัน สองอาทิตย์ สองเดือน คำตอบของฉันก็เปลี่ยนไปอีกแล้ว ฉันจับจด ไร้แก่นสารขนาดนี้เลยเหรอ เบื่อง่าย
ไม่พยายามขนาดนี้เลยใช่ไหม บางครั้งฉันก็อยากตายให้มันแล้วๆไป แบบสิ้นคิดไงเงินหมด หนี้รุมไม่รู้จะเอาไงต่อกับชีวิตดี

เผื่อถ้าคุณจะสงสัยทำไมไม่กลับไปทำงานประจำ ทำไมไม่หาอะไรทำๆไปก่อนให้ได้เงินมาใช้ก่อน
เหมือนที่คนรอบตัวฉันชอบถามว่า เมื่อไหร่จะออกไปหาอะไรทำสักที

คือเรื่องมันเป็นอย่างงี้ ในขณะที่ฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าเป้าหมายของฉันคืออะไร อยู่ตรงไหน
แต่ฉันกลับรู้แน่ชัดว่างานประจำไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะทนทำได้
ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือไม่สู้งาน แต่ไม่ว่าจะคิดในแง่ไหน ฉันก็ไม่ชอบงานประจำเอาเสียเลย
เหมือนให้คุณทนฟังเพลงที่ไม่ชอบทั้งดนตรี คำร้อง นักร้อง อย่างนั้นเลยทีเดียว

ดังนั้นแน่นอนว่าฉันต้องหาตัวเองให้เจอว่าชอบอะไร และทำมันให้ถึงที่สุด ทำให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลย
เมื่อความคิดมันเปลี่ยน ชีวิตมันก็เปลี่ยนตาม

คุณเชื่อไหมประโยคที่ว่า "โลกภายในสร้างโลกภายนอก" หรือไม่
ส่วนฉันเชื่อหมดใจ
ฉันจำได้ว่าได้ยินประโยคนี้ครั้งแรกจากใครสักคนบนช่องยูทูป ที่ไม่ได้ตั้งใจเปิดไปฟังด้วยซ้ำ
ตอนนั้นฉันคิดว่ามันเหมือนการพูดสะกดจิต ก็เลยฟังผ่านๆ ไม่สนใจอะไรมากนัก ไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันมันจะกลายมาเป็นหนึ่งในความเชื่อหลักของฉันไปแล้ว

ฉันก็เหมือนใครอีกนับไม่ถ้วน ที่เป็นคนต่างจังหวัด และได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในเมื่องหลวง
เมืองที่แสนจะวุ่นวาย เมืองที่ถนนหนทางว่าเยอะแล้ว รถราบนถนนเยอะยิ่งกว่า
แต่ก็ช่างเถอะ ถ้าให้บ่น เอ้ยพูดถึง กทม. วันนี้คงบรรยายไม่หมด เอาเป็นว่า 6 ปีที่ผ่านมา ฉันรู้สึกเพียงพอแล้วกับอากาศที่สูดดม กับผู้คนรอบข้าง กับสิ่งแวดล้อมของที่นี่ คือข้อดีของที่นี่ก็มีมากอยู่ไม่งั้นฉันคงไม่อยู่มาได้ตั้งหกปีหรอก แต่นั่นไม่สลักสำคัญอะไร

ประเด็นมันอยู่ที่ ฉันไม่เคยใช้ชีวิตที่บ้านเกิดตัวเองเลย ตั้งแต่เรียนก็อยู่โรงเรียนประจำ มหาวิทยาลัยก็ไปอีกจังหวัด ตั้งแต่จบทำงานก็ไม่เคยอยู่บ้าน
แล้วฉันจะอยู่ได้หรือไม่ ฉันคิดหนัก ช่างใจจนตราชั่งพังเป็นสิบๆอันแล้วมั้ง

ฉันจะหารายได้มาจากไหน ฉันจะเอาอะไรกิน

ตรงกันข้ามที่บ้านดีใจปานถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพราะพวกเขากรอกหูฉันทุกวันว่ากลับบ้านเถอะลูก
บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ เงินเดือนหมื่นต้นๆก็อยู่สบายแล้วลูกเอ้ย

ฉันใช้เวลาเกือบสองปี ถึงตัดสินใจว่ากลับก็กลับว่ะ เอาไงเอากัน

เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าลาแล้วหนา ..... เพลงนี้ลอยมาดูเศร้าพิลึก

พอไปถึงบ้านจริงก็ยังแปลกที่ คนข้างบ้านก็ยังแปลกหน้า เพราะหมู่บ้านนี้ครอบครัวฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่นาน ฉันจึงไม่ได้เกิดและโตที่นี้ แถมไม่ค่อยอยู่บ้าน คือฉันเป็นคนแปลกหน้าที่แท้ทรูของที่นี้เลยก็ว่าได้ ใครผ่านไปมาก็จะสนใจ มอง หรือทักถาม แรกๆฉันยอมรับว่ารำคาญ คงเพราะอยู่แบบไม่สนใจใครมานาน พออยู่แบบสังคมชาวบ้านมันปรับตัวไม่ได้ อึดอัด และ เครียด

แต่นั่นมันเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนนี้เหรอ มองมามองกลับ ถามมาถามกลับไม่โกง
ก็จะกลมกลืนขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ตอนนี้เรื่องนอกบ้านไม่ใช่ปัญหาใหญ่แล้ว

ปัญหากลับมาเป็นเรื่องภายในใจของฉันเองมากกว่า ที่บ้านแม่จะทำงานนอกบ้าน พอเลิกงานแม่จะซื้อกับข้าวมาให้ แม่ไม่เคยถามหรอกว่าจะไปหางานทำเมื่อไหร่ เพราะฉันขายของในเน็ต ก็มีรายได้พอๆกับทำงานข้างนอก

แต่ฉันกลับรู้สึกแปลกๆ มันเหมือนความรู้สึกผิดผสมความท้อแท้

ขายของมันก็ได้มา แล้วก็ต้องลงทุนใหม่ ฉันมีรายได้เยอะก็จริงแต่พอหักรายจ่าย พอดีไม่มีเก็บ
ฉันรู้สึกพลังงานลดฮวบตอนเอาสมุดเงินฝากไปปรับรายการ ทุกเดือนรายรับมีเข้ามาแต่บรรทัดสุดท้ายมันก็กลายเป็นหลักร้อย แล้วอย่างนี้ฉันจะรวยได้ยังไง ฉันถามตัวเองขณะที่คำถามของกูรูท่านนั้นก็ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง

ต้องเล่าก่อนว่าก่อนหน้านี้ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบการคำนวน การทำบัญชี และเรื่องอะไรที่เป็นเงินๆทองๆ รู้สึกว่ายาก ปวดหัว
และนั่นแหละคือเหตุผล ฉันบริหารเงิน บริหารหนี้ไม่เป็น ฉันจึงไม่รวยสักที

หาได้เท่าไหร่ก็ไม่มีทางรวย!!!!

เปล่าฉันไม่ได้คิดได้เอง หรือคิดได้รวดเร็วขนาดที่คุณคิดหรอก
ฉันอ่านหนังสือตั้งหลายเล่ม ฟังกูรูตั้งหลายคน กว่าจะรู้และเข้าใจในข้อนี้

เอาล่ะ คงพอทำให้คุณเห็นภาพคร่าวๆแล้วว่า ทำไมฉันถึงต้องมี ร้อยวันที่ฉันเปลี่ยนขึ้นมา
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปฉันจะเขียนให้ครบร้อยวัน แล้วมาดูกันว่า ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปไหม ดีขึ้น รวยขึ้น หรือเปล่า

ฉันจะดีใจมากที่สุด ถ้าคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้
แล้วเรื่องราวของฉันมีประโยชน์กับชีวิตคุณบ้างสักเพียงน้อยนิดก็ยังดี
แล้วเจอกันใหม่พรุ่งนี้ ...............

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่