ที่มา หน้า 2 มติชนรายวัน
เผยแพร่ วันที่ 10 มีนาคม 2561
หมายเหตุ – นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 16 หัวข้อ “ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม
สิ่งที่จะพูดในวันนี้มาจากมุมมองง่ายๆ ที่ผมไม่ค่อยได้ใช้วิเคราะห์สภาพสังคมหรือใช้พิจารณาสถานการณ์บ้านเมืองเท่าใด แต่จะใช้ค่อนข้างมากในชีวิตส่วนตัว มุมมองที่ว่านี้คือ โลกที่เราเห็นคือโลกที่เราคิด และเรามักจะมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่ได้คิดเอาไว้แล้วล่วงหน้า พูดให้ละเอียดขึ้นคือ คนเราจะเห็นโลกเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดที่เขามีอยู่ สัมผัสของเขามักจะเก็บข้อมูลเฉพาะส่วนที่ความคิดของเขารู้จักเท่านั้น อะไรที่ไม่รู้จักอยู่ก่อนก็ตัดทิ้งไปหรือมองไม่เห็นเสียดื้อๆ ดังนั้น ประเด็นแรกที่สำคัญก็คือมนุษย์เราโดยทั่วไปมักจะเห็นโลกได้จำกัด และเห็นโลกแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับฐานความคิดที่มีอยู่ในตัวเขา ไม่ว่าคนเราจะมองเห็นโลกต่างกันแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มจะเชื่อว่าโลกที่ตัวเองเห็นเป็นโลกแห่งความจริง จากนั้นก็ผลิตความเห็นออกมายืนยันสายตาของตน รวมทั้งพร้อมจะโต้แย้ง กระทั่งทะเลาะกับคนอื่นเพราะความเห็นไม่ตรงกัน
คำว่า view ในภาษาอังกฤษ กับคำว่าความเห็นในภาษาไทยมีความหมายตรงกันอย่างน่าประหลาด และถ้าเราคิดต่อสักนิดก็คงไม่ต้องทะเลาะกับใคร เพราะมนุษย์แต่ละคนไม่มีวันที่จะเห็นภาพหรือวิวอะไรได้ครบถ้วน เนื่องจากจุดที่ยืนอยู่และความจำกัดของสายตา ในความเป็นจริงของสังคมไทย เราไม่ได้มีพฤติกรรมที่ใช้เหตุผลขนาดนั้น ตลอด 10 กว่าปีมานี้บ้านเมืองของเราตกอยู่ในความขัดแย้งในระดับที่ไม่มีใครฟังใคร และความขัดแย้งทางความคิดก็นับเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราปรองดองกันได้ยาก ในสภาพปกติ มนุษย์เราก็มองโลกแตกต่างกันในแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง เว้นไว้แต่ว่าจะมีการใช้อำนาจทางกายภาพมาสำทับขับเคลื่อนความคิดเห็นของตน และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับสังคมคือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
เราอาจจะแบ่งชุดความคิดที่ขัดแย้งกันได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ แนวคิดของฝ่ายอนุรักษนิยมกับแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้า เช่น ฝ่าย Conservative อาจรวมตั้งแต่พวกที่มีความคิดชาตินิยม รัฐนิยม จนถึงพวกต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่วนฝ่าย Progressive มีตั้งแต่นักประชาธิปไตย จนถึงกลุ่มย่อยที่นิยมอนาธิปไตย พูดหยาบๆ ก็คือ ประเทศไทยเรามีทั้งฝ่ายที่อยากรักษาสถานภาพเดิม กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกเพราะเห็นว่าความถูกต้องดีงามรออยู่ในอนาคต มีสังคมในฝันรอวันถือกำเนิด
ในความเห็นของผมลำพังความแตกต่างกันทางความคิดเช่นนี้ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงอันใด ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศเหล่านั้นมีทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายก้าวหน้า มีฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย แต่โดยพื้นฐานแล้วก็สามารถอยู่ร่วมสังคมเดียวกันได้ ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน สังคมมนุษย์นั้นอยู่ในภาวะเลื่อนไหลแปรเปลี่ยนตลอดเวลา แล้วทำไมในกรณีของประเทศไทย ความแตกต่างทางความคิดจึงนำไปสู่ความขัดแย้งขั้นแตกหักรุนแรง จนถึงกับต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองสลับไปมา
สำหรับเรื่อง สังคมไทยในความคิดและความคิดในสังคมไทย ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ไทยมีทฤษฎีทางสังคมการเมืองที่คิดขึ้นใหม่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำและส่งทอดมาจากสองแหล่ง มาจากยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วชุดหนึ่งกับมาจากโลกภายนอกอีกชุดหนึ่ง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนมีบางสัดส่วนที่ไม่ได้กลมกลืนกับสภาพที่เป็นอยู่ ดังนั้นความขัดแย้งทางความคิดที่เราเห็นในประเทศไทย จึงมีลักษณะคล้ายความขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งออกไปในทางศรัทธาความเชื่อ
สังคมไทยกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างความคิดสองกระแส โดยฝ่ายอนุรักษนิยมมีปัญหาเรื่องกาละ ส่วนฝ่ายก้าวหน้ามีปัญหาเรื่องเทศะ และทั้งสองฝ่ายต่างพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโลกของผู้อื่นให้ตรงกับความคิดของฝ่ายตน
การที่ทั้งสองฝ่ายแข่งกันบรรจุชุดความคิดฝ่ายตนลงไปในสถานที่ เวลา กาลเทศะของประเทศไทยปัจจุบัน นับเป็นเรื่องที่กดดันผู้คนในสังคมอยู่ไม่น้อย ความตึงเครียดดังกล่าวเห็นได้ชัดในระบบการศึกษา ซึ่งครูคนหนึ่งจะต้องสอนให้นักเรียนทั้งเชื่อฟังผู้ใหญ่ เป็นพลเมืองดีในนิยามของรัฐ ไปพร้อมๆ กับเป็นนักประชาธิปไตยและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความอึดอัดทำนองนี้ปรากฏอยู่ในทุกวงการ
ด้านหนึ่ง รัฐไทยโดยผ่านระบบการศึกษาและเครื่องมือบังคับควบคุม สามารถผลิตซ้ำชุดความคิดอนุรักษ์ในรูปของอุดมการณ์แห่งรัฐ และสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์ของชาติได้อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ด้านหนึ่งชนชั้นที่ใกล้ชิดอำนาจรัฐ ตลอดจนประชากรที่ชอบเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐต่างขานรับและขยายต่อในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เหตุนี้ทั้งสองภาคส่วนจึงกลายเป็น reference ให้กันและกัน
ถามว่าทำไมความคิดดังกล่าวจึงมีพลังอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งๆ ที่องค์ความรู้ต่างๆ ได้เติบใหญ่ขยายตัวไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ คำอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ที่เกี่ยวโยงกับเหตุปัจจัยต่างๆ ได้รับการค้นคว้าออกมามากมาย คำตอบง่ายๆ เบื้องต้นคือ ความดีเป็นความคิดที่อยู่เหนือยุคสมัย แนวคิดเรื่องความดีในประเทศไทยไม่ได้เหลือที่ว่างให้ใครตีความเองได้มากนัก หากเต็มไปด้วยบทบัญญัติรูปธรรมให้ยึดถือ เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง
ถ้าลำพังเรารณรงค์คัดค้านเหล้าบุหรี่ในฐานะปัญหาสุขภาพ หรือในบางกรณีก็คัดค้านพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างเมาแล้วขับ เมาแล้วอาละวาด คงไม่มีเรื่องให้เถียงกันเท่าใด การบริโภคสิ่งเหล่านี้มากเกินไปเป็นผลเสียต่อสุขภาพและอาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้จริง ประเด็นอยู่ที่การต่อต้านประณามกันจนล้นเกิน อยู่ที่การสมมุติตนเป็นคนดีของฝ่ายต่อต้าน และการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี การ demonize ผู้บริโภคบุหรี่และสุราเป็นสิ่งเดียวกับการ dehumanize พวกเขา
ในทรรศนะของฝ่ายต่อต้าน คนสูบยากินเหล้าเป็นแค่คนไม่รักดี โดยไม่ต้องมีหมายเหตุอะไรทั้งสิ้น ความคิดเช่นนี้เป็นการลดทอนย่อส่วนชีวิตของพวกเขาให้เหลือแค่มิติเดียวคือร่างกาย โดยไม่มีการพิจารณามิติทางสังคม วัฒนธรรม และคุณค่าอื่นๆ ของชีวิตแม้แต่น้อย จำนวนผู้สูบบุหรี่กับผู้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนที่ทาบซ้อนกัน แต่รวมๆ แล้วถือว่ามีประชาชนเกือบ 20 ล้านคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี
ถามว่าแล้วทำไมประชากรไทยจำนวนมหาศาลขนาดนี้จึงถูกย่อนิยามให้เป็นแค่ผู้ติดหลงในอบายมุขหรือเป็นคนบาป คนเหล่านั้นอาจจะมีตั้งแต่นักธุรกิจ ข้าราชการ วิศวกร สถาปนิก กรรมกร ชาวนา ฯลฯ กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งทำประโยชน์ให้กับสังคมไม่แพ้ใคร
จากมุมมองของผม คำตอบอยู่ที่การสร้างฐานความคิดไปสู่การมีอำนาจเหนือชีวิตผู้อื่น การลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น มักจะนำไปสู่การสถาปนาอำนาจเหนือคนเหล่านั้นเสมอ เป็นกลไกการควบคุมที่ใช้มาตั้งแต่ยุคทาส เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่สุดก็นำไปสู่การรวบอำนาจของฝ่ายที่ถือตนเป็นคนดี ซึ่งสามารถเข้าไปเชื่อมกับฝ่ายอนุรักษนิยมที่คุมกลไกรัฐ จากนั้นทั้งภาครัฐและสิ่งที่เรียกว่า ภาคประชาสังคม ก็ผลักดันกฎเกณฑ์จำนวนมากมาควบคุมพื้นที่การใช้ชีวิตของคนกินเหล้าสูบบุหรี่ โดยไม่เคยอนุญาตให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพิจารณาความเหมาะควรแม้แต่น้อย กฎระเบียบเหล่านี้ถูกผูกพ่วงมาด้วยบทลงโทษที่รุนแรง อีกทั้งฝ่ายรัฐยังสามารถเก็บภาษีเหล้าบุหรี่ได้ตามอำเภอใจ สามารถขึ้นอัตราภาษี จนทำให้สินค้าประเภทนี้มีราคาแพงเกินต้นทุนการผลิต ใช่หรือไม่ว่ามันต้องมีอะไรสวนทางกับความยุติธรรมสักจุดหนึ่ง
วิธีคิดแบบสุดขั้วนั้นมักจะปิดทางเลือกที่สามเสมอ ถ้าไม่เห็นด้วยกันทั้งหมดก็ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกัน ไม่มีการอนุญาตให้เห็นด้วยแค่บางส่วน พูดอีกแบบคือสภาพจิตแบบนี้มักผลักผู้อื่นให้อยู่ในตรอกซอยคับแคบ เดินสวนกันไม่ได้ กรณีเหล้าบุหรี่นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างสมการทางอำนาจระหว่าง คนดี กับ คนไม่ดี ซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจและการทำลายล้างสิทธิของฝ่ายที่ถูกกดเหยียดว่าเป็นคนไม่ดี
ที่ต้องเน้นคำว่าตามอำเภอใจก็เพราะว่า การตั้งแง่รังเกียจและกฎหมายต่างๆ ที่ออกมาคุมเรื่องเหล้าบุหรี่นั้นแผ่คลุมคนที่ไม่ได้ทำความผิดไว้เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ลักษณะตามอำเภอใจอีกแบบหนึ่งของความเป็นคนดีคนไม่ดีแบบนี้ คือความไม่คงเส้นคงวาของการตัดสินผิดถูก เช่น ขณะที่การกินเหล้าสูบบุหรี่ถูกระบุว่าเป็นบาปกระทั่งเรียกภาษีเหล้าบุหรี่ว่าภาษีบาป แต่การทำบาปทางศาสนาที่ชัดเจนกว่านั้นกลับไม่ถูกรณรงค์ต่อต้าน หรือถูกเก็บภาษีสูงด้วยเหตุผลเดียวกัน ที่ชัดเจนที่สุดคือการฆ่าสัตว์เพื่อการบริโภค ทำไมจึงไม่มีการรณรงค์ต่อต้านคนขายหมูขายไก่ หรือเรียกภาษีจากการฆ่าสัตว์ว่าภาษีบาปบ้าง ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นการผิดศีลขั้นร้ายแรงที่สุดในบรรดาข้อห้ามทั้งปวงของพุทธศาสนา
ผมคงไม่พูดว่า แนวคิดความเป็นคนดีแบบนี้ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นที่สุดในช่วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และสนับสนุนรัฐประหารเมื่อต้นปี 2557 ยามนั้นผู้นำการชุมนุมหลายท่านได้พูดถึงเรื่องนี้ บางท่านไปไกลถึงขั้นยืนยันว่าคนเราไม่เท่ากัน อำนาจทางการเมืองควรอยู่ในมือของคนดีเท่านั้น และคนไม่ดีไม่ควรมีสิทธิในเรื่องการเมืองการปกครอง
ถ้าเราพิจารณาเงื่อนไขบริบทที่ความคิดนี้ถูกนำมาใช้ ก็เข้าใจได้ว่าทำไมความรังเกียจนักการเมืองที่กุมอำนาจจึงขึ้นสู่กระแสสูง อีกทั้งต้องยอมรับด้วยว่ามีนักการเมืองจำนวนหนึ่งที่คดโกงน่ารังเกียจ และผมเข้าใจว่าความเป็นคนดีที่พูดถึงกันบนเวทีขับไล่รัฐบาลพลเรือนไม่ได้เป็นเรื่องเช่นนี้ หากเป็นการเอาความเป็นคนดีมาใช้สร้างอัตตารวมหมู่ ขณะเดียวกันก็กดเหยียดฝ่ายตรงข้ามให้มีฐานะต่ำกว่าในทางศีลธรรม อันนี้แน่นอนเป็นการปูทางไปสู่การจะทำอย่างไรก็ได้ จะจัดการอย่างไรก็ได้ กับฝ่ายที่ถูกระบุไว้แล้วว่าเป็นคนไม่ดี
ที่น่าสนใจมากก็คือ เมื่อมองจากบริบทที่ห้อมล้อมเหตุการณ์ในปี 2557 เราจะพบว่าความเป็นคนดีหรือคนไม่ดีที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นนั้น มีลักษณะสอดประสานกับฐานะทางชนชั้นของแต่ละฝ่ายอย่างแยกไม่ออก ที่ผ่านมาเราเคยใช้วิธีเลือกตั้ง เพราะคิดว่าถ้าเลือกผิดก็เลือกใหม่ นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบที่สามารถลงโทษผู้ปกครองที่ออกนอกลู่นอกทาง กระทั่งเอาลงจากตำแหน่งได้ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคนจำนวนหนึ่งมาบอกว่าวิธีนั้นใช้ไม่ได้ นัยเรื่องความเป็นคนดี คนไม่ดีของเขาบ่งชัดว่าบ้านนี้เมืองนี้มีคนที่ควรทำหน้าที่เป็นชนชั้นปกครองอย่างถาวร และมีคนที่ควรถูกปกครองหรือถูกควบคุมความประพฤติอย่างถาวรเช่นกัน
เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงเลย ดังนั้นมันจึงเป็นวาทกรรมที่นำไปสู่ทางตัน ไม่มีสังคมไหนที่สามารถจำแนกคนดีคนไม่ดีออกได้ขนาดนั้น อย่างมากที่สุดเราก็พูดได้ว่าคนดีคนไม่ดีอยู่ปนกันในทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะรวยหรือจน ยิ่งไปกว่านั้น ความดีความเลวยังสามารถพิจารณาได้จากหลายมุม โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ไม่ได้ต่อต้านความเป็นคนดีโดยทั่วไป ผมเพียงแต่เห็นว่าการสมมุติตนเป็นคนดีเพื่อรวบอำนาจนั้นไม่ถูกต้อง
JJNY : ปาฐกถาพิเศษ... เสกสรรค์ ประเสริฐกุล 'ประเทศไทยในความคิด'
เผยแพร่ วันที่ 10 มีนาคม 2561
หมายเหตุ – นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 16 หัวข้อ “ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม
สิ่งที่จะพูดในวันนี้มาจากมุมมองง่ายๆ ที่ผมไม่ค่อยได้ใช้วิเคราะห์สภาพสังคมหรือใช้พิจารณาสถานการณ์บ้านเมืองเท่าใด แต่จะใช้ค่อนข้างมากในชีวิตส่วนตัว มุมมองที่ว่านี้คือ โลกที่เราเห็นคือโลกที่เราคิด และเรามักจะมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่ได้คิดเอาไว้แล้วล่วงหน้า พูดให้ละเอียดขึ้นคือ คนเราจะเห็นโลกเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดที่เขามีอยู่ สัมผัสของเขามักจะเก็บข้อมูลเฉพาะส่วนที่ความคิดของเขารู้จักเท่านั้น อะไรที่ไม่รู้จักอยู่ก่อนก็ตัดทิ้งไปหรือมองไม่เห็นเสียดื้อๆ ดังนั้น ประเด็นแรกที่สำคัญก็คือมนุษย์เราโดยทั่วไปมักจะเห็นโลกได้จำกัด และเห็นโลกแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับฐานความคิดที่มีอยู่ในตัวเขา ไม่ว่าคนเราจะมองเห็นโลกต่างกันแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มจะเชื่อว่าโลกที่ตัวเองเห็นเป็นโลกแห่งความจริง จากนั้นก็ผลิตความเห็นออกมายืนยันสายตาของตน รวมทั้งพร้อมจะโต้แย้ง กระทั่งทะเลาะกับคนอื่นเพราะความเห็นไม่ตรงกัน
คำว่า view ในภาษาอังกฤษ กับคำว่าความเห็นในภาษาไทยมีความหมายตรงกันอย่างน่าประหลาด และถ้าเราคิดต่อสักนิดก็คงไม่ต้องทะเลาะกับใคร เพราะมนุษย์แต่ละคนไม่มีวันที่จะเห็นภาพหรือวิวอะไรได้ครบถ้วน เนื่องจากจุดที่ยืนอยู่และความจำกัดของสายตา ในความเป็นจริงของสังคมไทย เราไม่ได้มีพฤติกรรมที่ใช้เหตุผลขนาดนั้น ตลอด 10 กว่าปีมานี้บ้านเมืองของเราตกอยู่ในความขัดแย้งในระดับที่ไม่มีใครฟังใคร และความขัดแย้งทางความคิดก็นับเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราปรองดองกันได้ยาก ในสภาพปกติ มนุษย์เราก็มองโลกแตกต่างกันในแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง เว้นไว้แต่ว่าจะมีการใช้อำนาจทางกายภาพมาสำทับขับเคลื่อนความคิดเห็นของตน และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับสังคมคือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
เราอาจจะแบ่งชุดความคิดที่ขัดแย้งกันได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ แนวคิดของฝ่ายอนุรักษนิยมกับแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้า เช่น ฝ่าย Conservative อาจรวมตั้งแต่พวกที่มีความคิดชาตินิยม รัฐนิยม จนถึงพวกต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่วนฝ่าย Progressive มีตั้งแต่นักประชาธิปไตย จนถึงกลุ่มย่อยที่นิยมอนาธิปไตย พูดหยาบๆ ก็คือ ประเทศไทยเรามีทั้งฝ่ายที่อยากรักษาสถานภาพเดิม กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกเพราะเห็นว่าความถูกต้องดีงามรออยู่ในอนาคต มีสังคมในฝันรอวันถือกำเนิด
ในความเห็นของผมลำพังความแตกต่างกันทางความคิดเช่นนี้ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงอันใด ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างในประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศเหล่านั้นมีทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายก้าวหน้า มีฝ่ายขวา ฝ่ายซ้าย แต่โดยพื้นฐานแล้วก็สามารถอยู่ร่วมสังคมเดียวกันได้ ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน สังคมมนุษย์นั้นอยู่ในภาวะเลื่อนไหลแปรเปลี่ยนตลอดเวลา แล้วทำไมในกรณีของประเทศไทย ความแตกต่างทางความคิดจึงนำไปสู่ความขัดแย้งขั้นแตกหักรุนแรง จนถึงกับต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองสลับไปมา
สำหรับเรื่อง สังคมไทยในความคิดและความคิดในสังคมไทย ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ไทยมีทฤษฎีทางสังคมการเมืองที่คิดขึ้นใหม่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำและส่งทอดมาจากสองแหล่ง มาจากยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วชุดหนึ่งกับมาจากโลกภายนอกอีกชุดหนึ่ง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนมีบางสัดส่วนที่ไม่ได้กลมกลืนกับสภาพที่เป็นอยู่ ดังนั้นความขัดแย้งทางความคิดที่เราเห็นในประเทศไทย จึงมีลักษณะคล้ายความขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งออกไปในทางศรัทธาความเชื่อ
สังคมไทยกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างความคิดสองกระแส โดยฝ่ายอนุรักษนิยมมีปัญหาเรื่องกาละ ส่วนฝ่ายก้าวหน้ามีปัญหาเรื่องเทศะ และทั้งสองฝ่ายต่างพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโลกของผู้อื่นให้ตรงกับความคิดของฝ่ายตน
การที่ทั้งสองฝ่ายแข่งกันบรรจุชุดความคิดฝ่ายตนลงไปในสถานที่ เวลา กาลเทศะของประเทศไทยปัจจุบัน นับเป็นเรื่องที่กดดันผู้คนในสังคมอยู่ไม่น้อย ความตึงเครียดดังกล่าวเห็นได้ชัดในระบบการศึกษา ซึ่งครูคนหนึ่งจะต้องสอนให้นักเรียนทั้งเชื่อฟังผู้ใหญ่ เป็นพลเมืองดีในนิยามของรัฐ ไปพร้อมๆ กับเป็นนักประชาธิปไตยและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความอึดอัดทำนองนี้ปรากฏอยู่ในทุกวงการ
ด้านหนึ่ง รัฐไทยโดยผ่านระบบการศึกษาและเครื่องมือบังคับควบคุม สามารถผลิตซ้ำชุดความคิดอนุรักษ์ในรูปของอุดมการณ์แห่งรัฐ และสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์ของชาติได้อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ด้านหนึ่งชนชั้นที่ใกล้ชิดอำนาจรัฐ ตลอดจนประชากรที่ชอบเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐต่างขานรับและขยายต่อในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เหตุนี้ทั้งสองภาคส่วนจึงกลายเป็น reference ให้กันและกัน
ถามว่าทำไมความคิดดังกล่าวจึงมีพลังอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งๆ ที่องค์ความรู้ต่างๆ ได้เติบใหญ่ขยายตัวไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ คำอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ที่เกี่ยวโยงกับเหตุปัจจัยต่างๆ ได้รับการค้นคว้าออกมามากมาย คำตอบง่ายๆ เบื้องต้นคือ ความดีเป็นความคิดที่อยู่เหนือยุคสมัย แนวคิดเรื่องความดีในประเทศไทยไม่ได้เหลือที่ว่างให้ใครตีความเองได้มากนัก หากเต็มไปด้วยบทบัญญัติรูปธรรมให้ยึดถือ เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง
ถ้าลำพังเรารณรงค์คัดค้านเหล้าบุหรี่ในฐานะปัญหาสุขภาพ หรือในบางกรณีก็คัดค้านพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างเมาแล้วขับ เมาแล้วอาละวาด คงไม่มีเรื่องให้เถียงกันเท่าใด การบริโภคสิ่งเหล่านี้มากเกินไปเป็นผลเสียต่อสุขภาพและอาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้จริง ประเด็นอยู่ที่การต่อต้านประณามกันจนล้นเกิน อยู่ที่การสมมุติตนเป็นคนดีของฝ่ายต่อต้าน และการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี การ demonize ผู้บริโภคบุหรี่และสุราเป็นสิ่งเดียวกับการ dehumanize พวกเขา
ในทรรศนะของฝ่ายต่อต้าน คนสูบยากินเหล้าเป็นแค่คนไม่รักดี โดยไม่ต้องมีหมายเหตุอะไรทั้งสิ้น ความคิดเช่นนี้เป็นการลดทอนย่อส่วนชีวิตของพวกเขาให้เหลือแค่มิติเดียวคือร่างกาย โดยไม่มีการพิจารณามิติทางสังคม วัฒนธรรม และคุณค่าอื่นๆ ของชีวิตแม้แต่น้อย จำนวนผู้สูบบุหรี่กับผู้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนที่ทาบซ้อนกัน แต่รวมๆ แล้วถือว่ามีประชาชนเกือบ 20 ล้านคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดี
ถามว่าแล้วทำไมประชากรไทยจำนวนมหาศาลขนาดนี้จึงถูกย่อนิยามให้เป็นแค่ผู้ติดหลงในอบายมุขหรือเป็นคนบาป คนเหล่านั้นอาจจะมีตั้งแต่นักธุรกิจ ข้าราชการ วิศวกร สถาปนิก กรรมกร ชาวนา ฯลฯ กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งทำประโยชน์ให้กับสังคมไม่แพ้ใคร
จากมุมมองของผม คำตอบอยู่ที่การสร้างฐานความคิดไปสู่การมีอำนาจเหนือชีวิตผู้อื่น การลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น มักจะนำไปสู่การสถาปนาอำนาจเหนือคนเหล่านั้นเสมอ เป็นกลไกการควบคุมที่ใช้มาตั้งแต่ยุคทาส เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่สุดก็นำไปสู่การรวบอำนาจของฝ่ายที่ถือตนเป็นคนดี ซึ่งสามารถเข้าไปเชื่อมกับฝ่ายอนุรักษนิยมที่คุมกลไกรัฐ จากนั้นทั้งภาครัฐและสิ่งที่เรียกว่า ภาคประชาสังคม ก็ผลักดันกฎเกณฑ์จำนวนมากมาควบคุมพื้นที่การใช้ชีวิตของคนกินเหล้าสูบบุหรี่ โดยไม่เคยอนุญาตให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพิจารณาความเหมาะควรแม้แต่น้อย กฎระเบียบเหล่านี้ถูกผูกพ่วงมาด้วยบทลงโทษที่รุนแรง อีกทั้งฝ่ายรัฐยังสามารถเก็บภาษีเหล้าบุหรี่ได้ตามอำเภอใจ สามารถขึ้นอัตราภาษี จนทำให้สินค้าประเภทนี้มีราคาแพงเกินต้นทุนการผลิต ใช่หรือไม่ว่ามันต้องมีอะไรสวนทางกับความยุติธรรมสักจุดหนึ่ง
วิธีคิดแบบสุดขั้วนั้นมักจะปิดทางเลือกที่สามเสมอ ถ้าไม่เห็นด้วยกันทั้งหมดก็ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกัน ไม่มีการอนุญาตให้เห็นด้วยแค่บางส่วน พูดอีกแบบคือสภาพจิตแบบนี้มักผลักผู้อื่นให้อยู่ในตรอกซอยคับแคบ เดินสวนกันไม่ได้ กรณีเหล้าบุหรี่นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างสมการทางอำนาจระหว่าง คนดี กับ คนไม่ดี ซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจและการทำลายล้างสิทธิของฝ่ายที่ถูกกดเหยียดว่าเป็นคนไม่ดี
ที่ต้องเน้นคำว่าตามอำเภอใจก็เพราะว่า การตั้งแง่รังเกียจและกฎหมายต่างๆ ที่ออกมาคุมเรื่องเหล้าบุหรี่นั้นแผ่คลุมคนที่ไม่ได้ทำความผิดไว้เป็นจำนวนมากมายมหาศาล ลักษณะตามอำเภอใจอีกแบบหนึ่งของความเป็นคนดีคนไม่ดีแบบนี้ คือความไม่คงเส้นคงวาของการตัดสินผิดถูก เช่น ขณะที่การกินเหล้าสูบบุหรี่ถูกระบุว่าเป็นบาปกระทั่งเรียกภาษีเหล้าบุหรี่ว่าภาษีบาป แต่การทำบาปทางศาสนาที่ชัดเจนกว่านั้นกลับไม่ถูกรณรงค์ต่อต้าน หรือถูกเก็บภาษีสูงด้วยเหตุผลเดียวกัน ที่ชัดเจนที่สุดคือการฆ่าสัตว์เพื่อการบริโภค ทำไมจึงไม่มีการรณรงค์ต่อต้านคนขายหมูขายไก่ หรือเรียกภาษีจากการฆ่าสัตว์ว่าภาษีบาปบ้าง ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นการผิดศีลขั้นร้ายแรงที่สุดในบรรดาข้อห้ามทั้งปวงของพุทธศาสนา
ผมคงไม่พูดว่า แนวคิดความเป็นคนดีแบบนี้ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นที่สุดในช่วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และสนับสนุนรัฐประหารเมื่อต้นปี 2557 ยามนั้นผู้นำการชุมนุมหลายท่านได้พูดถึงเรื่องนี้ บางท่านไปไกลถึงขั้นยืนยันว่าคนเราไม่เท่ากัน อำนาจทางการเมืองควรอยู่ในมือของคนดีเท่านั้น และคนไม่ดีไม่ควรมีสิทธิในเรื่องการเมืองการปกครอง
ถ้าเราพิจารณาเงื่อนไขบริบทที่ความคิดนี้ถูกนำมาใช้ ก็เข้าใจได้ว่าทำไมความรังเกียจนักการเมืองที่กุมอำนาจจึงขึ้นสู่กระแสสูง อีกทั้งต้องยอมรับด้วยว่ามีนักการเมืองจำนวนหนึ่งที่คดโกงน่ารังเกียจ และผมเข้าใจว่าความเป็นคนดีที่พูดถึงกันบนเวทีขับไล่รัฐบาลพลเรือนไม่ได้เป็นเรื่องเช่นนี้ หากเป็นการเอาความเป็นคนดีมาใช้สร้างอัตตารวมหมู่ ขณะเดียวกันก็กดเหยียดฝ่ายตรงข้ามให้มีฐานะต่ำกว่าในทางศีลธรรม อันนี้แน่นอนเป็นการปูทางไปสู่การจะทำอย่างไรก็ได้ จะจัดการอย่างไรก็ได้ กับฝ่ายที่ถูกระบุไว้แล้วว่าเป็นคนไม่ดี
ที่น่าสนใจมากก็คือ เมื่อมองจากบริบทที่ห้อมล้อมเหตุการณ์ในปี 2557 เราจะพบว่าความเป็นคนดีหรือคนไม่ดีที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นนั้น มีลักษณะสอดประสานกับฐานะทางชนชั้นของแต่ละฝ่ายอย่างแยกไม่ออก ที่ผ่านมาเราเคยใช้วิธีเลือกตั้ง เพราะคิดว่าถ้าเลือกผิดก็เลือกใหม่ นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจสอบที่สามารถลงโทษผู้ปกครองที่ออกนอกลู่นอกทาง กระทั่งเอาลงจากตำแหน่งได้ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคนจำนวนหนึ่งมาบอกว่าวิธีนั้นใช้ไม่ได้ นัยเรื่องความเป็นคนดี คนไม่ดีของเขาบ่งชัดว่าบ้านนี้เมืองนี้มีคนที่ควรทำหน้าที่เป็นชนชั้นปกครองอย่างถาวร และมีคนที่ควรถูกปกครองหรือถูกควบคุมความประพฤติอย่างถาวรเช่นกัน
เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงเลย ดังนั้นมันจึงเป็นวาทกรรมที่นำไปสู่ทางตัน ไม่มีสังคมไหนที่สามารถจำแนกคนดีคนไม่ดีออกได้ขนาดนั้น อย่างมากที่สุดเราก็พูดได้ว่าคนดีคนไม่ดีอยู่ปนกันในทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะรวยหรือจน ยิ่งไปกว่านั้น ความดีความเลวยังสามารถพิจารณาได้จากหลายมุม โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ไม่ได้ต่อต้านความเป็นคนดีโดยทั่วไป ผมเพียงแต่เห็นว่าการสมมุติตนเป็นคนดีเพื่อรวบอำนาจนั้นไม่ถูกต้อง