ข้อเสนอจากสว. หยิบยกประเด็น "การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)" กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยเสนอให้ปรับจาก 7% กลับสู่ 10% เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่รัฐ
ย้อนรอย VAT ไทย: 7% ที่ถูกแช่แข็งมานานกว่า 3 ทศวรรษ
นับตั้งแต่ไทยเริ่มใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 2535 อัตราภาษีตามกฎหมาย คือ 10% แต่รัฐบาลทุกยุคสมัยได้ประกาศลดหย่อนและคงไว้ที่ 7% ต่อเนื่องมานานกว่า 33-34 ปี เพื่อประคับประคองค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ จนกลายเป็น "ค่ามาตรฐาน" ที่คนไทยคุ้นเคย
เทียบชั้นอาเซียนและระดับโลก: ไทยอยู่จุดไหน?
เมื่อกางแผนที่ภาษีโลก จะเห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างภูมิภาคและยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ:
กลุ่มอาเซียน:
ไทย (7%) ถือว่าอยู่ในระดับ "ค่อนข้างต่ำ" เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย (12%) , ฟิลิปปินส์ (12%) และ กัมพูชา/เวียดนาม (10%)
กลุ่มสหภาพยุโรป (EU):
มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 21% เช่น ฮังการี (27%) หรือเดนมาร์กและสวีเดน (25%) ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในโลก
ค่าเฉลี่ยทั่วโลก: 15-21%
VAT ทั่วโลก - อาเซียน
VAT แต่ละประเทศเอาไปใช้อะไรบ้าง ?
สร้างระบบบริการสาธารณะและสวัสดิการที่เข้มแข็ง:
ประเทศที่จัดเก็บ VAT ในอัตราที่สูงมักมีเป้าหมายเพื่อนำรายได้ไป สนับสนุนบริการสาธารณะที่แข็งแกร่ง ให้แก่ประชาชน โดยในกลุ่มประเทศ OECD รายได้จากภาษีการบริโภค (รวมถึง VAT) คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยถึง 1 ใน 3 ของรายได้รัฐทั้งหมด
เพื่อความมั่นคงและการป้องกันประเทศ:
บางประเทศมีการระบุวัตถุประสงค์การใช้เงินที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เอสโตเนีย ที่มีแผนปรับขึ้นอัตรา VAT เพื่อใช้เป็น "ภาษีเพื่อการป้องกันประเทศ" (Defense Tax) โดยจะนำรายได้ไปพัฒนาขีดความสามารถทางการทหารและการลงทุนด้านความมั่นคงของประเทศ
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนบางภาคธุรกิจ:
การปรับลดอัตรา VAT ในบางสินค้าหรือบริการมีวัตถุประสงค์เพื่อ เพิ่มการบริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น
อินโดนีเซีย ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการเดินทางทางอากาศภายในประเทศเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล
เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและลดภาระค่าครองชีพ:
หลายประเทศใช้นโยบาย "อัตราภาษีลดหย่อน" (Reduced Rates) สำหรับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ยารักษาโรค และหนังสือ เพื่อให้สินค้าเหล่านี้มีราคาที่ประชาชนทั่วไป (โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และการพัฒนาประเทศ (กรณีของไทย):
สำหรับประเทศไทย การส่งสัญญาณปรับโครงสร้าง VAT มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ เพื่อนำเงินมาใช้ในการ พัฒนาประเทศและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ในระดับภูมิภาค, เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นแหล่งรายได้ที่มีความผันผวนน้อยและจัดเก็บได้ง่ายกว่าภาษีประเภทอื่น
อ้างอิงข้อมูล
(PDF).
ส่อง VAT ทั่วโลก เทียบไทย-อาเซียน ถึงเวลาขยับสู่ VAT 10% หรือยัง?
มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 21% เช่น ฮังการี (27%) หรือเดนมาร์กและสวีเดน (25%) ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในโลก
ค่าเฉลี่ยทั่วโลก: 15-21%
VAT ทั่วโลก - อาเซียน
ประเทศที่จัดเก็บ VAT ในอัตราที่สูงมักมีเป้าหมายเพื่อนำรายได้ไป สนับสนุนบริการสาธารณะที่แข็งแกร่ง ให้แก่ประชาชน โดยในกลุ่มประเทศ OECD รายได้จากภาษีการบริโภค (รวมถึง VAT) คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยถึง 1 ใน 3 ของรายได้รัฐทั้งหมด
บางประเทศมีการระบุวัตถุประสงค์การใช้เงินที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เอสโตเนีย ที่มีแผนปรับขึ้นอัตรา VAT เพื่อใช้เป็น "ภาษีเพื่อการป้องกันประเทศ" (Defense Tax) โดยจะนำรายได้ไปพัฒนาขีดความสามารถทางการทหารและการลงทุนด้านความมั่นคงของประเทศ
การปรับลดอัตรา VAT ในบางสินค้าหรือบริการมีวัตถุประสงค์เพื่อ เพิ่มการบริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น
หลายประเทศใช้นโยบาย "อัตราภาษีลดหย่อน" (Reduced Rates) สำหรับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ยารักษาโรค และหนังสือ เพื่อให้สินค้าเหล่านี้มีราคาที่ประชาชนทั่วไป (โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย) สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
สำหรับประเทศไทย การส่งสัญญาณปรับโครงสร้าง VAT มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ เพื่อนำเงินมาใช้ในการ พัฒนาประเทศและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ในระดับภูมิภาค, เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นแหล่งรายได้ที่มีความผันผวนน้อยและจัดเก็บได้ง่ายกว่าภาษีประเภทอื่น