ปัญหาเชิงโครงสร้างของการปกครองไทยในปัจจุบัน มิได้เกิดจากการขาดทรัพยากรหรือบุคลากร หากแต่เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไป ทั้งในด้านงบประมาณ การตัดสินใจเชิงนโยบาย และการใช้อำนาจทางการเมือง ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความล่าช้า ความไม่เข้าใจพื้นที่ และความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจจึงสะสมมาอย่างยาวนาน
ข้อเสนอแรกคือการปฏิรูประบบการปกครองโดยมุ่งสู่การกระจายอำนาจในระดับโครงสร้างประเทศ ผ่านการจัดตั้ง “รัฐ” ตามภูมิภาคจำนวนสี่รัฐ ได้แก่ รัฐเหนือ รัฐกลาง รัฐใต้ และรัฐตะวันออก โดยยังคงสถานะของประเทศไทยในฐานะราชอาณาจักรเดี่ยว ไม่เปิดช่องให้มีสิทธิแยกตัวออกจากราชอาณาจักรไทยอย่างเด็ดขาด ทั้งสี่รัฐมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขร่วมกัน และมีรัฐบาลกลางตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครซึ่งไม่ยึดโยงกับรัฐภาคกลางโดยตรง
รัฐแต่ละรัฐจะมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเองในด้านงบประมาณ การพัฒนาพื้นที่ การศึกษา สาธารณสุข และนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับบริบทท้องถิ่น ผู้ว่ารัฐมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในรัฐนั้น และดำรงตำแหน่งเป็นตัวแทนของรัฐในระดับประเทศ โดยมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกสี่ที่นั่งจากเดิม รวมเป็น 504 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และผู้ว่ารัฐ 4 คน
เพื่อไม่ให้โครงสร้างการปกครองซับซ้อนเกินจำเป็น เสนอให้ยกเลิกระดับตำบล และกระจายอำนาจไปสู่ระดับจังหวัดและรัฐโดยตรง พร้อมทั้งเปิดกว้างให้ใช้สำเนียงท้องถิ่นและภาษาประจำถิ่นในเอกสารและการติดต่อราชการระดับรัฐ เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพื้นที่ ขณะที่เอกสารและการดำเนินงานในระดับชาติยังคงใช้สำเนียงกลางเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ข้อเสนอประการที่สองคือการปรับดุลอำนาจระหว่างสามฝ่ายของรัฐ ปัจจุบันอำนาจฝ่ายตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสูงเกินสมดุล จนเกิดสภาพที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ การใช้อำนาจทางตุลาการ เช่น การตัดสิทธิทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายสาธารณะ จึงควรมีการจำกัดขอบเขตอำนาจของฝ่ายตุลาการให้สอดคล้องกับหลักการถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย
ข้อเสนอประการที่สามคือการบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อต่อต้านการรัฐประหารอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้เมื่อเกิดการยึดอำนาจ รัฐย่อยทั้งสี่ต้องจัดการประชุมและลงประชามติในทันที เพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับการรัฐประหารนั้น คำสั่งของคณะรัฐประหารจะไม่มีผลบังคับใช้ในรัฐที่ไม่ยอมรับ และห้ามกองทัพเข้าควบคุมตัวผู้ว่ารัฐหรือปิดกั้นอาคารราชการของรัฐ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจบังคับจากศูนย์กลาง ทั้งนี้ต้องรับรองสิทธิของประชาชนและภาคประชาสังคมในการต่อต้านการยึดอำนาจว่าไม่เป็นความผิดทางกฎหมาย
ข้อเสนอประการที่สี่คือการตัดกองทัพออกจากการเมืองโดยสมบูรณ์ บทบาทของทหารควรถูกจำกัดไว้เพียงการป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศเท่านั้น ไม่ควรมีบทบาทในการบริหารประเทศหรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การจัดทำงบประมาณกลาโหมต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร และนายทหารประจำการต้องไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ในทุกกรณี
ข้อเสนอประการที่ห้าคือการปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ จากระบบที่มุ่ง “ได้ของแล้วจบ” ไปสู่ระบบที่คำนึงถึงการดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเกิดปัญหาขาดการดูแลหลังส่งมอบ และเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากไม่ได้รับการฝึกอบรมให้ใช้ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
ควบคู่กันนั้น ข้อเสนอประการที่หกคือการผลักดันรัฐดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยให้งบประมาณและเอกสารราชการทั้งหมดอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ส่งเสริมให้ประชาชนใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษ เพื่อลดต้นทุน ลดคอร์รัปชัน และยกระดับความทันสมัยของประเทศ
สุดท้าย ข้อเสนอประการที่เจ็ดคือการปฏิรูปที่มาของหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ ให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ลดการแต่งตั้งจากศูนย์อำนาจเดิม และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกหรือถ่วงดุลหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมและความไว้วางใจในระบบการปกครอง
ขอความคิดเห็น คิดว่าไงกับแผนนี้และใช้ได้จริงแค่ไหน
แนวคิดการปฏิรูปการปกครอง ของเด็ก ม.3
ข้อเสนอแรกคือการปฏิรูประบบการปกครองโดยมุ่งสู่การกระจายอำนาจในระดับโครงสร้างประเทศ ผ่านการจัดตั้ง “รัฐ” ตามภูมิภาคจำนวนสี่รัฐ ได้แก่ รัฐเหนือ รัฐกลาง รัฐใต้ และรัฐตะวันออก โดยยังคงสถานะของประเทศไทยในฐานะราชอาณาจักรเดี่ยว ไม่เปิดช่องให้มีสิทธิแยกตัวออกจากราชอาณาจักรไทยอย่างเด็ดขาด ทั้งสี่รัฐมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขร่วมกัน และมีรัฐบาลกลางตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครซึ่งไม่ยึดโยงกับรัฐภาคกลางโดยตรง
รัฐแต่ละรัฐจะมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเองในด้านงบประมาณ การพัฒนาพื้นที่ การศึกษา สาธารณสุข และนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับบริบทท้องถิ่น ผู้ว่ารัฐมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในรัฐนั้น และดำรงตำแหน่งเป็นตัวแทนของรัฐในระดับประเทศ โดยมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกสี่ที่นั่งจากเดิม รวมเป็น 504 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และผู้ว่ารัฐ 4 คน
เพื่อไม่ให้โครงสร้างการปกครองซับซ้อนเกินจำเป็น เสนอให้ยกเลิกระดับตำบล และกระจายอำนาจไปสู่ระดับจังหวัดและรัฐโดยตรง พร้อมทั้งเปิดกว้างให้ใช้สำเนียงท้องถิ่นและภาษาประจำถิ่นในเอกสารและการติดต่อราชการระดับรัฐ เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของพื้นที่ ขณะที่เอกสารและการดำเนินงานในระดับชาติยังคงใช้สำเนียงกลางเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ข้อเสนอประการที่สองคือการปรับดุลอำนาจระหว่างสามฝ่ายของรัฐ ปัจจุบันอำนาจฝ่ายตุลาการโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสูงเกินสมดุล จนเกิดสภาพที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ การใช้อำนาจทางตุลาการ เช่น การตัดสิทธิทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายสาธารณะ จึงควรมีการจำกัดขอบเขตอำนาจของฝ่ายตุลาการให้สอดคล้องกับหลักการถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย
ข้อเสนอประการที่สามคือการบัญญัติรัฐธรรมนูญเพื่อต่อต้านการรัฐประหารอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้เมื่อเกิดการยึดอำนาจ รัฐย่อยทั้งสี่ต้องจัดการประชุมและลงประชามติในทันที เพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับการรัฐประหารนั้น คำสั่งของคณะรัฐประหารจะไม่มีผลบังคับใช้ในรัฐที่ไม่ยอมรับ และห้ามกองทัพเข้าควบคุมตัวผู้ว่ารัฐหรือปิดกั้นอาคารราชการของรัฐ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจบังคับจากศูนย์กลาง ทั้งนี้ต้องรับรองสิทธิของประชาชนและภาคประชาสังคมในการต่อต้านการยึดอำนาจว่าไม่เป็นความผิดทางกฎหมาย
ข้อเสนอประการที่สี่คือการตัดกองทัพออกจากการเมืองโดยสมบูรณ์ บทบาทของทหารควรถูกจำกัดไว้เพียงการป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศเท่านั้น ไม่ควรมีบทบาทในการบริหารประเทศหรือดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง การจัดทำงบประมาณกลาโหมต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร และนายทหารประจำการต้องไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ในทุกกรณี
ข้อเสนอประการที่ห้าคือการปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ จากระบบที่มุ่ง “ได้ของแล้วจบ” ไปสู่ระบบที่คำนึงถึงการดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเกิดปัญหาขาดการดูแลหลังส่งมอบ และเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากไม่ได้รับการฝึกอบรมให้ใช้ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
ควบคู่กันนั้น ข้อเสนอประการที่หกคือการผลักดันรัฐดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยให้งบประมาณและเอกสารราชการทั้งหมดอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ส่งเสริมให้ประชาชนใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษ เพื่อลดต้นทุน ลดคอร์รัปชัน และยกระดับความทันสมัยของประเทศ
สุดท้าย ข้อเสนอประการที่เจ็ดคือการปฏิรูปที่มาของหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ ให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ลดการแต่งตั้งจากศูนย์อำนาจเดิม และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกหรือถ่วงดุลหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมและความไว้วางใจในระบบการปกครอง
ขอความคิดเห็น คิดว่าไงกับแผนนี้และใช้ได้จริงแค่ไหน