ในวันนั้น พระบรมศาสดา เสด็จดำเนินจงกรม ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์และทรงแสดงธรรมแก่มหาชนเป็นระยะๆ ประทานความสบายใจเป็นอย่างยิ่งแก่มหาชนทุกถ้วนหน้า และบรรดาสาธุชนทั้งหลาย ต่างเปล่งเสียงแซ่ซ้องสาธุการดังกระหึ่ม...
ในเวลาที่มหาชนกำลังพร้อมใจกันเปล่งสาธุการ พระบรมศาสดา ทรงตรวจดูจิตของพุทธบริษัทซึ่งมีมากมายถึงเพียงนั้นแล้ว ก็ได้ทรงทราบวารจิตของคนแต่ละคนๆ ด้วยสามารถแห่งอาการ ๑๖ อย่าง
พระหฤทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไปโดยรวดเร็วเช่นนี้
บุคคลใดๆ เลื่อมใสในธรรมข้อใด และในปาฏิหาริย์อย่างใด พระบรมศาสดา ก็ทรงแสดงธรรม และได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์ ด้วยอำนาจตามอัธยาศัยของบุคคลนั้น ๆ
และเมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรม และทรงกระทำปาฏิหาริย์อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ การบรรลุธรรม จึงได้มีแก่มหาชน
พระบรมศาสดา ทรงกำหนดพระหฤทัยของพระองค์ เมื่อไม่ทรงเห็นใครอื่น ผู้สามารถที่จะถามปัญหาในสมาคมนั้น จึงทรงเนรมิตพระพุทธนิรมิตขึ้นมา ซึ่งพระพุทธนิรมิตนั้น สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เหมือนพระพุทธองค์จริงทุกประการ
พระบรมศาสดา ทรงวิสัชชนาปัญหาที่พระพุทธนิรมิตนั้นตั้งปุจฉา และเช่นกัน พระพุทธนิรมิตนั้น ก็วิสัชนาปัญหาที่พระบรมศาสดาตรัสถาม
ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคทรงจงกรม พระพุทธนิรมิตก็สำเร็จอิริยาบถต่างๆคือการยืน นั่ง หรือสำเร็จสีหไสยาสน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง และัเช่นเดียวกัน ในเวลาที่พระพุทธนิรมิตจงกรม พระผุ้มีพระภาคก็ทรงสำเร็จพระอิริยาบถเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง สลับกันไป
การบรรลุธรรม ได้มีแก่ชาวโลกมากมายถึง ๒๐ โกฏิในสมาคมนั้น เพราะได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระศาสดาผู้ทรงกระทำอยู่เช่นนั้น และเพราะได้ฟังพระธรรมกถาจากพระองค์และพระพุทธนิรมิต
เมื่อพระบรมศาสดากำลังทรงกระทำปาฏิหาริย์อยู่นั่นเอง ก็ทรงรำพึงว่า "พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย ทำยมกปาฏิหาริย์นี้แล้ว เสด็จไปจำพรรษา ณ สถานที่แห่งใดกันหนอ ?" แล้วจึงทรงเห็นว่า เหล่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกแก่พระพุทธมารดา หลังจากการทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์
ครั้นทรงดำริได้ดังนี้แล้ว จึงทรงยกพระบาทขวาขึ้นเหยียบเหนือยอดเขายุคันธร ทรงยกพระบาทอีกข้างหนึ่งเหยียบเหนือยอดเขาพระสุเมรุ
และวาระที่ทรงย่างก้าวพระบาทไปอย่างนี้ 3 ก้าว ก็ทรงย่างก้าวไปได้ถึง 68 แสนโยชน์ โดยที่ช่องพระบาททั้งสอง ได้ถ่างออกเช่นเดียวกันกับการย่างก้าวพระบาทไปตามปกติ
ใคร ๆ ก็กำหนดไม่ได้ว่า พระบรมศาสดา ทรงเหยียดพระบาทเหยียบแล้ว ในเวลาใด
เพราะว่า ในเวลาที่พระองค์ทรงยกพระบาทขึ้นเท่านั้น ภูเขาเหล่านั้นก็เคลื่อนมาสู่ที่ใกล้พระบาท รองรับไว้แล้ว
และในเวลาที่พระบรมศาสดาทรงเหยียบแล้วเท่านั้นเอง ภูเขาเหล่านั้น ก็กลับไปตั้งอยู่ ณ ที่เดิม
ท้าวสักกเทวราช ทอดพระเนตรเห็นพระบรมศาสดาแล้ว ทรงดำริว่า "พระศาสดาจักทรงเข้าจำพรรษานี้ ในท่ามกลางบัณฑุกัมพลสิลา (เป็นนิวาสถานของพระองค์), ก็จักมีอุปการะแก่เหล่าเทวดามากมายนัก แต่เมื่อพระศาสดาทรงจำพรรษา ณ สถานที่นี้ เทวดาเหล่าอื่น จักไม่อาจหยุดมือได้ ก็แลบัณฑุกัมพล
สิลานี้ ยาว 60 โยชน์ กว้าง 50 โยชน์ หนา 15 โยชน์ แม้เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว ก็คงเป็นดุจสถานที่ว่างเปล่า"
พระบรมศาสดา ทรงทราบอัธยาศัยของท้าวสักกะ จึงทรงโยนผ้าสังฆาฏิของพระองค์ไปคลุมพื้นสิลา
ท้าวสักกะทรงดำริอีกว่า "พระศาสดา ทรงโยนจึวรมาปกคลุมไว้ก่อนแล้ว พระองค์ก็จักประทับนั่งได้ในที่หน่อยเดียวเอง"
พระศาสดา ทรงทราบอัธยาศัยของท้าวเธอ จึงประทับนั่ง โดยให้บัณฑุกัมพลสิลาอยู่ภายในขนดจีวรนั่นเอง ดุจภิกษุผู้ทรงผ้ามหาบังสุกุล เอาตั่งเตี้ยไว้ภายในขนดจีวรเช่นเดียวกัน
ในเวลานั้น ฝ่ายมหาชนข้างล่าง แม้แลดูพระศาสดาอยู่ ก็มิอาจจะมองเห็นได้
เวลานั้น เป็นเหมือนกับเวลาที่พระจันทร์ตก และเหมือนเวลาที่พระอาทิตย์ตกไปแล้วเช่นกัน
ชนเหล่านั้น ถามพระมหาโมคคัลลานะว่า "พระศาสดาเสด็จไปที่ไหนขอรับ"
พระเถระ แม้ตนเองทราบอยู่ ก็ตอบพวกเขาว่า "จงถามพระอนุรุทธะเถิด" เพราะมุ่งหมายให้คุณของพระสาวกอื่นๆ ได้ปรากฏต่อพวกเขาบ้าง
ชนเหล่านั้นจึงไปถามพระอนุรุทธเถระ ด้วยคำถามเดียวกัน
พระอนุรุทธเถระจึงตอบว่า "พระองค์เสด็จไปจำพรรษา ที่บัณฑุกัมพลสิลาของท้าวสักกเทวราช บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อจะทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกแก่พระมารดา"
"แล้วพระองค์จักเสด็จกลับมาเมื่อไรขอรับ ?"
"พระองค์จักทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกตลอด 3 เดือน แล้วจึงจักเสด็จกลับลงมา ในวันมหาปวารณา"
ชนเหล่านั้นกล่าวกันว่า "ถ้าพวกเราไม่ได้เห็นพระศาสดา ก็จักไม่ไปไหนทั้งนั้น" แล้วก็ช่วยกันสร้างที่พักอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง
เล่ากันว่า พวกเขามีอากาศเท่านั้นเป็นที่มุงบัง แต่ไม่ปรากฏว่ามีเหงื่อไหลออกจากตัวของพวกเขาซึ่งเป็นพุทธบริษัทใหญ่ถึงเพียงนั้นเลย
แผ่นดินได้แยกเป็นช่อง พื้นแผ่นดินในที่ทุกแห่งสะอาดสะอ้านหมด
พระบรมศาสดา ได้ตรัสสั่งพระมหาโมคคัลลานะไว้แล้วว่า "โมคคัลลานะ เธอพึงแสดงธรรมแก่พุทธบริษัท จุลอนาถบิณฑิกะ จักเป็นผู้ถวายภัตตาหาร"
เพราะเหตุนั้น จุลอนาถบิณฑิกะนั้นแล ได้ถวายภัตตาหารคือข้าวต้ม ข้าวสวย ของขบเคี้ยว หมากพลู ของหอม ระเบียบดอกไม้และเครื่องประดับ แก่พุทธบริษัทนั้นทุกเวลาทั้งเช้าและเย็นตลอดไตรมาสนั้น
ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานะ ก็แสดงธรรม แล้ววิสัชนาปัญหาซึ่งชนทั้งหลายผู้ที่พากันมาดูปาฏิหาริย์ตั้งปุจฉา
ฝ่ายพุทธบริษัทซึ่งใหญ่เป็นปริมณฑลกินอาณาเขตถึง 36 โยชน์นั้นแล คิดกันว่า "นับแต่บัดนี้ไป ในวันที่ 7 จักเป็นวันมหาปวารณา"
พวกเขาจึงเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ แล้วเรียนว่า "ท่านขอรับ ท่านพึงทราบวันที่พระศาสดาจะเสด็จลงมา เพราะพวกเรา ถ้าไม่เห็นพระศาสดาแล้วไซร้ ก็จักไม่ไปไหน"
ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ฟังคำนั้นแล้วก็ตอบตกลง แล้วดำลงไปในแผ่นดินตรงนั้นเอง อธิษฐานว่า "ขอบริษัทจงมองเห็นเราขึ้นไปถึงเชิงเขาพระสุเมรุแล้วขึ้นไปเบื้องบนต่อ" แล้วจึงขึ้นไปโดยท่ามกลางเขาพระสุเมรุ
ฝ่ายคนทั้งหลายก็แลเห็นว่า พระเถระ ขึ้นไปแล้ว 1โยชน์ ขึ้นไปแล้ว 2 โยชน์ ไปเรื่อยๆ จนลับสายตา
พระโมคคัลลานเถระ ขึ้นไปกราบถวายบังคมแทบพระยุคลบาทของพระบรมศาสดาถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พุทธบริษัทมีความประสงค์จะได้เข้าเฝ้าพระองค์เสียก่อนแล้วจึงจักไป พระองค์จักเสด็จลงเมื่อไรพระเจ้าข้า ?"
พระบรมศาสดา ตรัสย้อนถามว่า
"โมคคัลลานะ ก็สารีบุตร ผู้เป็นพี่ชายของเธอ อยู่ที่ไหน ?"
"ท่านจำพรรษาอยู่ที่เมืองสังกัสสะ พระเจ้าข้า"
"ดูก่อนโมคคัลลานะ ในวันที่ 7 นับแต่วันนี้ไป เราจักลง ณ ที่ประตูเมืองสังกัสสะ ในวันมหาปวารณา ผู้ใดอยากจะพบเรา ก็จงไปที่นั่นเถิด ก็แล สังกัสสนครนั้น ห่างไกลจากกรุงสาวัตถีประมาณ 30 โยชน์ ในหนทางไกลถึงเพียงนี้ กิจที่จะต้องตระเตรียมเสบียงอาหาร ไม่ต้องมีแก่ใคร ๆ เธอพึงบอกพวกเขาว่า ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้รักษาอุโบสถไปกัน ดุจไปสู่วิหารที่อยู่ใกล้เพื่อฟังธรรมเถิด"
"ตกลงพระเจ้าข้า" พระเถระกราบทูลแล้วได้บอกพวกเขาเหล่านั้นตามรับสั่ง
พระบรมศาสดา เสด็จจำพรรษาครบถ้วนไตรมาสแล้ว ตรัสบอกท้าวสักกะว่า "มหาบพิตร อาตมภาพจักไปสู่ถิ่นมนุษย์"
ท้าวสักกะ ทรงนิรมิตบันได 3 แถว คือ บันไดทอง บันไดแก้วมณี และบันไดเงิน โดยเชิงบันไดทั้งสามตั้งอยู่ที่ประตูสังกัสสนคร ส่วนหัวบันได ตั้งอยู่บน
ยอดเขาพระสุเมรุ บันไดทองอยู่ข้างขวา สำหรับพวกเทวดา, บันไดเงินอยู่ข้างซ้าย สำหรับเหล่ามหาพรหม ส่วนบันไดแก้วมณี อยู่ตรงกลาง สำหรับพระตถาคตเจ้าโดยเฉพาะ
พระบรมศาสดา ประทับยืนอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์อีกครั้งหนึ่งในเวลาที่เสด็จลงจากเทวโลก แล้วทรงแลดูเบื้องบน
ทุกที่ที่พระองค์ทรงแลดู ได้เป็นที่ติดต่อกันเป็นพรืดต่อเนื่องกันไป จนกระทั่งถึงพรหมโลก
ครั้นแล้ว ทรงแลดูเบื้องล่างบ้าง และทุกที่ที่พระองค์ทรงแลดู ก็ติดกันเป็นพรืดต่อเนื่องไปจนถึงอเวจี
จากนั้น ทรงแลดูไปทั่วทุกทิศทั้งทิศตรงและทิศเฉียง เมื่อนั้น จักรวาลหลายแสน ก็ติดต่อเนื่องเป็นอันเดียวกันหมด เหล่าเทวดา มองเห็นพวกมนุษย์ ฝ่ายพวกมนุษย์ก็มองเห็นเหล่าเทวดา เหล่าเทวดาและมนุษย์ ต่างมองเห็นกันซึ่งๆหน้า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสี คนทั้งหลายในบริษัทซึ่งอยู่ด้วยกันในปริมณฑลกว้างใหญ่ถึง 36 โยชน์ ไม่มีสักคนเดียวที่เมื่อแลดูพระสิริของพระพุทธเจ้าในวันนั้นแล้ว จะไม่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า
เหล่าเทวดา เดินลงมาทางบันไดทอง, เหล่ามหาพรหม เดินลงมาทางบันไดเงิน และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดำเนินลงมาทางบันไดแก้วมณี โดยมี เทพบุตรนักฟ้อนชื่อปัญจสิขะ ถือพิณสีเหลืองเหมือนผลมะตูมยืนอยู่ข้างขวา ฟ้อนรำบูชาพระบรมศาสดาลงมา เทพบุตรชื่อว่ามาตลิสังคาหกะ ยืนอยู่ข้างซ้าย ถือของหอมและระเบียบดอกไม้ทิพย์ นมัสการบูชาพระพุทธองค์ ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร และท้าวสุยามะ ถือพัดวาลวีชนีพัดวีพระบรมศาสดา
พระบรมศาสดา เสด็จดำเนินลงมาพร้อมกับบริวารนี้ แล้วทรงหยุด ประทับยืนอยู่ที่ประตูสังกัสสนคร
ฝ่ายพระสารีบุตรเถระ มาถวายบังคมพระศาสดา เพราะพระองค์เสด็จลงมาด้วยพระพุทธสิริแบบนั้น ซึ่งท่านไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
เล่ากันว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่เคยมีมา ไม่เคยทรงละทิ้งการทำยมกปาฏิหาริย์แล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษาในเทวโลก
สถานที่ซึ่งพระบาทเบื้องขวาของพระพุทธองค์ได้ทรงเหยียบ ณ ที่เสด็จลงมานั้น ได้ชื่อว่า อจลเจดีย์
พระบรมศาสดา ประทับยืน ณ ที่นั้น แล้วทรงตั้งปุจฉาตรัสถามปัญหาในวิสัยของเหล่าชนเป็นต้นว่าปุถุชน เหล่าปุถุชนก็วิสัชนาแก้ปัญหาได้เฉพาะในวิสัยของตนเท่านั้น ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระโสดาบันได้ ส่วนพระอริยบุคคลเช่นพระโสดาบันเป็นต้นก็เช่นกัน ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระอริยบุคคลที่สูงกว่าเช่นพระสกทาคามีเป็นต้น
ส่วนพระมหาสาวกที่เหลือ ไม่สามารถแก้ปัญหาในวิสัยของพระมหาโมคคัลลานะ และพระมหาโมคคัลลานะ ก็ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตร ฝ่ายพระสารีบุตร ก็ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระพุทธเจ้าได้เช่นกัน
พระบรมศาสดา ทรงแลดูทั่วทุกทิศ ตั้งแต่ทิศตะวันออกเป็นต้นไป แล้วหมดทุกที่ ก็กลายเป็นที่ติดต่อกันเป็นพรืด เป็นเทือกเดียวกันไปหมด
เหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้ง 8 ทิศ และเทวดาเบื้องบนจนถึงพรหมโลก และบรรดายักษ์ นาค และครุฑ ซึ่งอยู่ ณ ภาคพื้นเบื้องต่ำ ก็พากันถวายนมัสการแล้วกราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าผู้สามารถวิสัชนาปัญหานี้ได้ ไม่มีในสมาคมนี้เลย ขอพระองค์ทรงใคร่ครวญดูในสมาคมนี้เถิด"
กล่าวกันว่า พระบรมศาสดา มีพระดำริจะให้พระสารีบุตรเถระวิสัชชนาปัญหา ด้วยทรงใคร่ครวญอย่างนี้ว่า "สารีบุตรเมื่อถือเอาอัธยาศัยของเราแก้ปัญหา จักแก้ได้ด้วยสามารถแห่งขันธ์" ปัญหานั้นจึงปรากฏแก่พระเถระตั้งร้อยนัย พันนัย พร้อมกับการประทานนัยจากพระองค์ ท่านจึงได้ตั้งอยู่ในนัยที่พระองค์ประทานให้แล้วแก้ปัญหาต่างๆได้ บุคคลอื่นยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียเท่านั้น ชื่อว่าสามารถจะตามทันปัญญาของพระสารีบุตรเถระไม่ได้เลย
พระสารีบุตรเถระ จึงยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบรมศาสดา เปล่งเสียงบันลือดังสีหนาทว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อฝนตกแม้ตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าพระองค์ก็สามารถนับแล้วจดจำนวนไว้ว่า หยาดน้ำทั้งหลายตกในมหาสมุทรเป็นจำนวนเท่านี้ ตกบนแผ่นดินมีจำนวนเท่านี้ บนภูเขามีจำนวนเท่านี้"
ฝ่ายพระบรมศาสดา ตรัสแก่ท่านว่า
"ดูก่อนสารีบุตร เราทราบว่าเธอสามารถจะนับอย่างนั้นได้"
ขึ้นชื่อว่า ผู้ใดจะมีอุปมาเปรียบเทียบกับปัญญาของท่านพระสารีบุตรนั้น เว้นพระพุทธองค์แล้ว ไม่มีเลย เพราะเหตุนั้นแล ท่านจึงกราบทูลว่า "ต่อให้เม็ดทรายในแม่น้ำคงคาสิ้นไป น้ำในห้วงน้ำใหญ่ สิ้นไป ดินในแผ่นดินสิ้นไป การแก้ปัญหาด้วยความรู้ของข้าพระองค์ จะไม่สิ้นไปด้วยการนับได้"
ภิกษุทั้งหลายฟังแล้วพูดกันว่า "แม้ทุกคนที่พระศาสดาตรัสถามปัญหาใดแล้วไม่อาจวิสัชชนาได้ มีพระสารีบุตรเถระธรรมเสนาบดีผู้เดียวเท่านั้น สามารถแก้ปัญหานั้นได้"
(มีต่อครับ)
⚡️💦⚡️ หลงกาล Episode-21 "ท่องพุทธกาล-7 (ตอนจบ)" ⚡️💦⚡️
ในวันนั้น พระบรมศาสดา เสด็จดำเนินจงกรม ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์และทรงแสดงธรรมแก่มหาชนเป็นระยะๆ ประทานความสบายใจเป็นอย่างยิ่งแก่มหาชนทุกถ้วนหน้า และบรรดาสาธุชนทั้งหลาย ต่างเปล่งเสียงแซ่ซ้องสาธุการดังกระหึ่ม...
ในเวลาที่มหาชนกำลังพร้อมใจกันเปล่งสาธุการ พระบรมศาสดา ทรงตรวจดูจิตของพุทธบริษัทซึ่งมีมากมายถึงเพียงนั้นแล้ว ก็ได้ทรงทราบวารจิตของคนแต่ละคนๆ ด้วยสามารถแห่งอาการ ๑๖ อย่าง
พระหฤทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไปโดยรวดเร็วเช่นนี้
บุคคลใดๆ เลื่อมใสในธรรมข้อใด และในปาฏิหาริย์อย่างใด พระบรมศาสดา ก็ทรงแสดงธรรม และได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์ ด้วยอำนาจตามอัธยาศัยของบุคคลนั้น ๆ
และเมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรม และทรงกระทำปาฏิหาริย์อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ การบรรลุธรรม จึงได้มีแก่มหาชน
พระบรมศาสดา ทรงกำหนดพระหฤทัยของพระองค์ เมื่อไม่ทรงเห็นใครอื่น ผู้สามารถที่จะถามปัญหาในสมาคมนั้น จึงทรงเนรมิตพระพุทธนิรมิตขึ้นมา ซึ่งพระพุทธนิรมิตนั้น สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เหมือนพระพุทธองค์จริงทุกประการ
พระบรมศาสดา ทรงวิสัชชนาปัญหาที่พระพุทธนิรมิตนั้นตั้งปุจฉา และเช่นกัน พระพุทธนิรมิตนั้น ก็วิสัชนาปัญหาที่พระบรมศาสดาตรัสถาม
ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคทรงจงกรม พระพุทธนิรมิตก็สำเร็จอิริยาบถต่างๆคือการยืน นั่ง หรือสำเร็จสีหไสยาสน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง และัเช่นเดียวกัน ในเวลาที่พระพุทธนิรมิตจงกรม พระผุ้มีพระภาคก็ทรงสำเร็จพระอิริยาบถเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง สลับกันไป
การบรรลุธรรม ได้มีแก่ชาวโลกมากมายถึง ๒๐ โกฏิในสมาคมนั้น เพราะได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระศาสดาผู้ทรงกระทำอยู่เช่นนั้น และเพราะได้ฟังพระธรรมกถาจากพระองค์และพระพุทธนิรมิต
เมื่อพระบรมศาสดากำลังทรงกระทำปาฏิหาริย์อยู่นั่นเอง ก็ทรงรำพึงว่า "พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย ทำยมกปาฏิหาริย์นี้แล้ว เสด็จไปจำพรรษา ณ สถานที่แห่งใดกันหนอ ?" แล้วจึงทรงเห็นว่า เหล่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกแก่พระพุทธมารดา หลังจากการทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์
ครั้นทรงดำริได้ดังนี้แล้ว จึงทรงยกพระบาทขวาขึ้นเหยียบเหนือยอดเขายุคันธร ทรงยกพระบาทอีกข้างหนึ่งเหยียบเหนือยอดเขาพระสุเมรุ
และวาระที่ทรงย่างก้าวพระบาทไปอย่างนี้ 3 ก้าว ก็ทรงย่างก้าวไปได้ถึง 68 แสนโยชน์ โดยที่ช่องพระบาททั้งสอง ได้ถ่างออกเช่นเดียวกันกับการย่างก้าวพระบาทไปตามปกติ
ใคร ๆ ก็กำหนดไม่ได้ว่า พระบรมศาสดา ทรงเหยียดพระบาทเหยียบแล้ว ในเวลาใด
เพราะว่า ในเวลาที่พระองค์ทรงยกพระบาทขึ้นเท่านั้น ภูเขาเหล่านั้นก็เคลื่อนมาสู่ที่ใกล้พระบาท รองรับไว้แล้ว
และในเวลาที่พระบรมศาสดาทรงเหยียบแล้วเท่านั้นเอง ภูเขาเหล่านั้น ก็กลับไปตั้งอยู่ ณ ที่เดิม
ท้าวสักกเทวราช ทอดพระเนตรเห็นพระบรมศาสดาแล้ว ทรงดำริว่า "พระศาสดาจักทรงเข้าจำพรรษานี้ ในท่ามกลางบัณฑุกัมพลสิลา (เป็นนิวาสถานของพระองค์), ก็จักมีอุปการะแก่เหล่าเทวดามากมายนัก แต่เมื่อพระศาสดาทรงจำพรรษา ณ สถานที่นี้ เทวดาเหล่าอื่น จักไม่อาจหยุดมือได้ ก็แลบัณฑุกัมพล
สิลานี้ ยาว 60 โยชน์ กว้าง 50 โยชน์ หนา 15 โยชน์ แม้เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว ก็คงเป็นดุจสถานที่ว่างเปล่า"
พระบรมศาสดา ทรงทราบอัธยาศัยของท้าวสักกะ จึงทรงโยนผ้าสังฆาฏิของพระองค์ไปคลุมพื้นสิลา
ท้าวสักกะทรงดำริอีกว่า "พระศาสดา ทรงโยนจึวรมาปกคลุมไว้ก่อนแล้ว พระองค์ก็จักประทับนั่งได้ในที่หน่อยเดียวเอง"
พระศาสดา ทรงทราบอัธยาศัยของท้าวเธอ จึงประทับนั่ง โดยให้บัณฑุกัมพลสิลาอยู่ภายในขนดจีวรนั่นเอง ดุจภิกษุผู้ทรงผ้ามหาบังสุกุล เอาตั่งเตี้ยไว้ภายในขนดจีวรเช่นเดียวกัน
ในเวลานั้น ฝ่ายมหาชนข้างล่าง แม้แลดูพระศาสดาอยู่ ก็มิอาจจะมองเห็นได้
เวลานั้น เป็นเหมือนกับเวลาที่พระจันทร์ตก และเหมือนเวลาที่พระอาทิตย์ตกไปแล้วเช่นกัน
ชนเหล่านั้น ถามพระมหาโมคคัลลานะว่า "พระศาสดาเสด็จไปที่ไหนขอรับ"
พระเถระ แม้ตนเองทราบอยู่ ก็ตอบพวกเขาว่า "จงถามพระอนุรุทธะเถิด" เพราะมุ่งหมายให้คุณของพระสาวกอื่นๆ ได้ปรากฏต่อพวกเขาบ้าง
ชนเหล่านั้นจึงไปถามพระอนุรุทธเถระ ด้วยคำถามเดียวกัน
พระอนุรุทธเถระจึงตอบว่า "พระองค์เสด็จไปจำพรรษา ที่บัณฑุกัมพลสิลาของท้าวสักกเทวราช บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อจะทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกแก่พระมารดา"
"แล้วพระองค์จักเสด็จกลับมาเมื่อไรขอรับ ?"
"พระองค์จักทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกตลอด 3 เดือน แล้วจึงจักเสด็จกลับลงมา ในวันมหาปวารณา"
ชนเหล่านั้นกล่าวกันว่า "ถ้าพวกเราไม่ได้เห็นพระศาสดา ก็จักไม่ไปไหนทั้งนั้น" แล้วก็ช่วยกันสร้างที่พักอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง
เล่ากันว่า พวกเขามีอากาศเท่านั้นเป็นที่มุงบัง แต่ไม่ปรากฏว่ามีเหงื่อไหลออกจากตัวของพวกเขาซึ่งเป็นพุทธบริษัทใหญ่ถึงเพียงนั้นเลย
แผ่นดินได้แยกเป็นช่อง พื้นแผ่นดินในที่ทุกแห่งสะอาดสะอ้านหมด
พระบรมศาสดา ได้ตรัสสั่งพระมหาโมคคัลลานะไว้แล้วว่า "โมคคัลลานะ เธอพึงแสดงธรรมแก่พุทธบริษัท จุลอนาถบิณฑิกะ จักเป็นผู้ถวายภัตตาหาร"
เพราะเหตุนั้น จุลอนาถบิณฑิกะนั้นแล ได้ถวายภัตตาหารคือข้าวต้ม ข้าวสวย ของขบเคี้ยว หมากพลู ของหอม ระเบียบดอกไม้และเครื่องประดับ แก่พุทธบริษัทนั้นทุกเวลาทั้งเช้าและเย็นตลอดไตรมาสนั้น
ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานะ ก็แสดงธรรม แล้ววิสัชนาปัญหาซึ่งชนทั้งหลายผู้ที่พากันมาดูปาฏิหาริย์ตั้งปุจฉา
ฝ่ายพุทธบริษัทซึ่งใหญ่เป็นปริมณฑลกินอาณาเขตถึง 36 โยชน์นั้นแล คิดกันว่า "นับแต่บัดนี้ไป ในวันที่ 7 จักเป็นวันมหาปวารณา"
พวกเขาจึงเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ แล้วเรียนว่า "ท่านขอรับ ท่านพึงทราบวันที่พระศาสดาจะเสด็จลงมา เพราะพวกเรา ถ้าไม่เห็นพระศาสดาแล้วไซร้ ก็จักไม่ไปไหน"
ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ฟังคำนั้นแล้วก็ตอบตกลง แล้วดำลงไปในแผ่นดินตรงนั้นเอง อธิษฐานว่า "ขอบริษัทจงมองเห็นเราขึ้นไปถึงเชิงเขาพระสุเมรุแล้วขึ้นไปเบื้องบนต่อ" แล้วจึงขึ้นไปโดยท่ามกลางเขาพระสุเมรุ
ฝ่ายคนทั้งหลายก็แลเห็นว่า พระเถระ ขึ้นไปแล้ว 1โยชน์ ขึ้นไปแล้ว 2 โยชน์ ไปเรื่อยๆ จนลับสายตา
พระโมคคัลลานเถระ ขึ้นไปกราบถวายบังคมแทบพระยุคลบาทของพระบรมศาสดาถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พุทธบริษัทมีความประสงค์จะได้เข้าเฝ้าพระองค์เสียก่อนแล้วจึงจักไป พระองค์จักเสด็จลงเมื่อไรพระเจ้าข้า ?"
พระบรมศาสดา ตรัสย้อนถามว่า "โมคคัลลานะ ก็สารีบุตร ผู้เป็นพี่ชายของเธอ อยู่ที่ไหน ?"
"ท่านจำพรรษาอยู่ที่เมืองสังกัสสะ พระเจ้าข้า"
"ดูก่อนโมคคัลลานะ ในวันที่ 7 นับแต่วันนี้ไป เราจักลง ณ ที่ประตูเมืองสังกัสสะ ในวันมหาปวารณา ผู้ใดอยากจะพบเรา ก็จงไปที่นั่นเถิด ก็แล สังกัสสนครนั้น ห่างไกลจากกรุงสาวัตถีประมาณ 30 โยชน์ ในหนทางไกลถึงเพียงนี้ กิจที่จะต้องตระเตรียมเสบียงอาหาร ไม่ต้องมีแก่ใคร ๆ เธอพึงบอกพวกเขาว่า ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้รักษาอุโบสถไปกัน ดุจไปสู่วิหารที่อยู่ใกล้เพื่อฟังธรรมเถิด"
"ตกลงพระเจ้าข้า" พระเถระกราบทูลแล้วได้บอกพวกเขาเหล่านั้นตามรับสั่ง
พระบรมศาสดา เสด็จจำพรรษาครบถ้วนไตรมาสแล้ว ตรัสบอกท้าวสักกะว่า "มหาบพิตร อาตมภาพจักไปสู่ถิ่นมนุษย์"
ท้าวสักกะ ทรงนิรมิตบันได 3 แถว คือ บันไดทอง บันไดแก้วมณี และบันไดเงิน โดยเชิงบันไดทั้งสามตั้งอยู่ที่ประตูสังกัสสนคร ส่วนหัวบันได ตั้งอยู่บน
ยอดเขาพระสุเมรุ บันไดทองอยู่ข้างขวา สำหรับพวกเทวดา, บันไดเงินอยู่ข้างซ้าย สำหรับเหล่ามหาพรหม ส่วนบันไดแก้วมณี อยู่ตรงกลาง สำหรับพระตถาคตเจ้าโดยเฉพาะ
พระบรมศาสดา ประทับยืนอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์อีกครั้งหนึ่งในเวลาที่เสด็จลงจากเทวโลก แล้วทรงแลดูเบื้องบน
ทุกที่ที่พระองค์ทรงแลดู ได้เป็นที่ติดต่อกันเป็นพรืดต่อเนื่องกันไป จนกระทั่งถึงพรหมโลก
ครั้นแล้ว ทรงแลดูเบื้องล่างบ้าง และทุกที่ที่พระองค์ทรงแลดู ก็ติดกันเป็นพรืดต่อเนื่องไปจนถึงอเวจี
จากนั้น ทรงแลดูไปทั่วทุกทิศทั้งทิศตรงและทิศเฉียง เมื่อนั้น จักรวาลหลายแสน ก็ติดต่อเนื่องเป็นอันเดียวกันหมด เหล่าเทวดา มองเห็นพวกมนุษย์ ฝ่ายพวกมนุษย์ก็มองเห็นเหล่าเทวดา เหล่าเทวดาและมนุษย์ ต่างมองเห็นกันซึ่งๆหน้า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสี คนทั้งหลายในบริษัทซึ่งอยู่ด้วยกันในปริมณฑลกว้างใหญ่ถึง 36 โยชน์ ไม่มีสักคนเดียวที่เมื่อแลดูพระสิริของพระพุทธเจ้าในวันนั้นแล้ว จะไม่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า
เหล่าเทวดา เดินลงมาทางบันไดทอง, เหล่ามหาพรหม เดินลงมาทางบันไดเงิน และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดำเนินลงมาทางบันไดแก้วมณี โดยมี เทพบุตรนักฟ้อนชื่อปัญจสิขะ ถือพิณสีเหลืองเหมือนผลมะตูมยืนอยู่ข้างขวา ฟ้อนรำบูชาพระบรมศาสดาลงมา เทพบุตรชื่อว่ามาตลิสังคาหกะ ยืนอยู่ข้างซ้าย ถือของหอมและระเบียบดอกไม้ทิพย์ นมัสการบูชาพระพุทธองค์ ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร และท้าวสุยามะ ถือพัดวาลวีชนีพัดวีพระบรมศาสดา
พระบรมศาสดา เสด็จดำเนินลงมาพร้อมกับบริวารนี้ แล้วทรงหยุด ประทับยืนอยู่ที่ประตูสังกัสสนคร
ฝ่ายพระสารีบุตรเถระ มาถวายบังคมพระศาสดา เพราะพระองค์เสด็จลงมาด้วยพระพุทธสิริแบบนั้น ซึ่งท่านไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
เล่ากันว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่เคยมีมา ไม่เคยทรงละทิ้งการทำยมกปาฏิหาริย์แล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษาในเทวโลก
สถานที่ซึ่งพระบาทเบื้องขวาของพระพุทธองค์ได้ทรงเหยียบ ณ ที่เสด็จลงมานั้น ได้ชื่อว่า อจลเจดีย์
พระบรมศาสดา ประทับยืน ณ ที่นั้น แล้วทรงตั้งปุจฉาตรัสถามปัญหาในวิสัยของเหล่าชนเป็นต้นว่าปุถุชน เหล่าปุถุชนก็วิสัชนาแก้ปัญหาได้เฉพาะในวิสัยของตนเท่านั้น ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระโสดาบันได้ ส่วนพระอริยบุคคลเช่นพระโสดาบันเป็นต้นก็เช่นกัน ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระอริยบุคคลที่สูงกว่าเช่นพระสกทาคามีเป็นต้น
ส่วนพระมหาสาวกที่เหลือ ไม่สามารถแก้ปัญหาในวิสัยของพระมหาโมคคัลลานะ และพระมหาโมคคัลลานะ ก็ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตร ฝ่ายพระสารีบุตร ก็ไม่อาจแก้ปัญหาในวิสัยของพระพุทธเจ้าได้เช่นกัน
พระบรมศาสดา ทรงแลดูทั่วทุกทิศ ตั้งแต่ทิศตะวันออกเป็นต้นไป แล้วหมดทุกที่ ก็กลายเป็นที่ติดต่อกันเป็นพรืด เป็นเทือกเดียวกันไปหมด
เหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้ง 8 ทิศ และเทวดาเบื้องบนจนถึงพรหมโลก และบรรดายักษ์ นาค และครุฑ ซึ่งอยู่ ณ ภาคพื้นเบื้องต่ำ ก็พากันถวายนมัสการแล้วกราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าผู้สามารถวิสัชนาปัญหานี้ได้ ไม่มีในสมาคมนี้เลย ขอพระองค์ทรงใคร่ครวญดูในสมาคมนี้เถิด"
กล่าวกันว่า พระบรมศาสดา มีพระดำริจะให้พระสารีบุตรเถระวิสัชชนาปัญหา ด้วยทรงใคร่ครวญอย่างนี้ว่า "สารีบุตรเมื่อถือเอาอัธยาศัยของเราแก้ปัญหา จักแก้ได้ด้วยสามารถแห่งขันธ์" ปัญหานั้นจึงปรากฏแก่พระเถระตั้งร้อยนัย พันนัย พร้อมกับการประทานนัยจากพระองค์ ท่านจึงได้ตั้งอยู่ในนัยที่พระองค์ประทานให้แล้วแก้ปัญหาต่างๆได้ บุคคลอื่นยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียเท่านั้น ชื่อว่าสามารถจะตามทันปัญญาของพระสารีบุตรเถระไม่ได้เลย
พระสารีบุตรเถระ จึงยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบรมศาสดา เปล่งเสียงบันลือดังสีหนาทว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อฝนตกแม้ตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าพระองค์ก็สามารถนับแล้วจดจำนวนไว้ว่า หยาดน้ำทั้งหลายตกในมหาสมุทรเป็นจำนวนเท่านี้ ตกบนแผ่นดินมีจำนวนเท่านี้ บนภูเขามีจำนวนเท่านี้"
ฝ่ายพระบรมศาสดา ตรัสแก่ท่านว่า "ดูก่อนสารีบุตร เราทราบว่าเธอสามารถจะนับอย่างนั้นได้"
ขึ้นชื่อว่า ผู้ใดจะมีอุปมาเปรียบเทียบกับปัญญาของท่านพระสารีบุตรนั้น เว้นพระพุทธองค์แล้ว ไม่มีเลย เพราะเหตุนั้นแล ท่านจึงกราบทูลว่า "ต่อให้เม็ดทรายในแม่น้ำคงคาสิ้นไป น้ำในห้วงน้ำใหญ่ สิ้นไป ดินในแผ่นดินสิ้นไป การแก้ปัญหาด้วยความรู้ของข้าพระองค์ จะไม่สิ้นไปด้วยการนับได้"
ภิกษุทั้งหลายฟังแล้วพูดกันว่า "แม้ทุกคนที่พระศาสดาตรัสถามปัญหาใดแล้วไม่อาจวิสัชชนาได้ มีพระสารีบุตรเถระธรรมเสนาบดีผู้เดียวเท่านั้น สามารถแก้ปัญหานั้นได้"
(มีต่อครับ)