ยุค ไฟฟ้า สู่ ยุค ดิจิตอล

ตอนที่ผมเกิดมา สมัยยังแบเบาะ
ตอนนั้น เริ่มมี ไฟฟ้าเข้ามาสู่หมู่บ้าน ได้ไม่นาน
ที่บ้านผม มีจักรยาน ที่อานมันยังเป็น เหล็ก
และมีเตารีด ที่ใช้ ถ่านฟืน แดงๆมาใส่
ทุกๆเช้า แม่จะไปเก็บ ใบตองมา
แล้วก็ ไปคีบเอาถ่านแดงๆในเตา  มาใส่ ที่รีดผ้า
เพื่อที่จะเอามารีดเสื้อให้ลูกไปโรงเรียน

ที่บ้านผมมี โม่หิน ใช่สำหรับบดข้าวเป็นแป้ง
เพื่อเอามาทำ ขนม กิน
แม่จะชอบทำ ขนมให้กิน ช่วง วันหยุด เสาร์อาทิตย์
สมัยนั้น เด็กๆ จะไม่มีขนม ขบเคี้ยว กินเล่น อย่างเด็กสมัยนี้
ซึ่งเด็กสมัยนี้
ถ้าหิวเมื่อไหร่ก็ เดินแวะเข้า เซเว่น หาขนมมากินเล่นได้สบายเลย

ผมจำได้สมัยนั้น แม่มักจะ ทำ ขนมครก ขนมไข่
ขนมทองม้วน  บัวลอย ให้กินอยู่บ่อยๆ

แล้วก็มีขนมอะไรนะ ที่มันจะมีแม่พิมพ์เป็นรูปกระต่าย
เทแป้งขนมลงไป แล้วก็ บีบแม่พิมพ์เข้าหากัน
จับที่ด้ามแล้วก็ เอาไปย่างไฟ พลิกไปพลิกมา ให้สุก
พอเปิด แม่พิมพ์อ้าออก ก็จะเป็น ขนมรูปกระต่าย ออกมา
อร่อยดีครับ  
ที่โรงเรียนก็มีเอามาขาย แต่ก็เป็นรูปเครื่องบิน รสชาติเดียวกัน

แล้วก็ขนม ฝักบัว  แม่ก็ทำให้กินเหมือนกัน
ตั้งกระทะใส่น้ำมัน พอน้ำมันเดือด ก็หยอดแป้งลงไป
เอาตะเกียบมาปักตรงกลางแป้งที่เราลงไปทอด
หมุนๆ ตะเกียบไปมา แล้ว แป้งที่เราทอดมันก็จะ บานออก
เป็นรูปคล้ายๆ ใบบัว สีเขียว

สมัยนั้น ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาในหมู่บ้านใหม่ๆ
ไฟฟ้าจะดับบ่อย  
ตอนเช้าๆ พ่อตื่นมาตั้งแต่ ตี5 มาทำ ปาทองโก๋ขาย
เปิดไฟไว้ ถ้าประมาณ 7 โมงกว่า ไม่ปิดไฟ
หลอกไฟจะขาด เสมอ
ต้องซื้อหลอดมาเปลี่ยนใหม่

กลางคืน บางวัน ไฟดับ
แม่ก็จะ เอาตะเกียมาจุด หรือ เทียนมาจุด
เราก็จะมานั่งล้อมวงกันอยู่ตรงโถงหน้าบ้าน
แม่ก็จะเล่านิทานให้ฟังบ้าง เล่าประวัติปู่ย่าตายายให้ฟังบ้าง
สนุกดี

ไม่นาน พ่อก็ซื้อวิทยุเทป มาฟัง
ตอนเช้าๆ พ่อจะเปิดวิทยุฟังข่าว 6โมงเช้า
ตอนกลางคืนพี่สาวจะยึด เอาไปเปิดเพลงฟังในห้องเขา
พี่สาวจะอยุ่ในช่วงวัยรุ่น แกก็จะมีตลับเทป เพลงมากมายมาเปิดฟัง

ส่วนผมก็จะชอบ หาเทปตลกมาฟัง เช่นพวก เด๋อ ดู๋ ดี๋
เพชรพิณทอง  เป็นต้น

ต่อมา ในหมู่บ้าน ก็เริ่ม มี ทีวีขาวดำกัน ในหมู่บ้านจะมี บ้านที่มีทีวี
อยู่ไม่กี่หลัง
ตอนนั้น ทีวีจะเริ่มออกกาศ ตั้งแต่ สี่โมงเย็น ไปถึงเทียงคืน
แต่ถ้าเสาร์อาทิตย์ ก็จะออกอากาศตั้งแต่ เช้า

บ้านหลังแรกที่มีทีวีขาวดำ  เวลาเสาร์อาทิตย์
เด็กๆจะไปรวมตัวกันที่นั้น เพื่อดูทีวี
สี่กุมาร ขวานฟ้าหน้าดำ  เด็กๆติดกันงอมแงม
ขบวนการ 5 มนุษย์ไฟฟ้า
อุตราแมน

ต่อมา บ้านหลังอื่นๆก็เริ่ม มีทีวีบ้าง
รวมทั้งบ้านผม พ่อไปซื้อทีวีมือสองมา จอ 14นิ้ว

ตอนนั้นจำได้เลย เลิกเรียนปุ๊บ ต้องรีบกลับบ้าน
มาดุ อิคิวซัง กับ กระบี่ไร้เทียมทาน
ตอนคำ หลังข่าวจบก็จะดู โดราเอมอน

แต่เด็กๆสมัยนั้นทุกคนจะไม่ชอบ วันอาทิตย์ครับ
เพราะ มันจะมีรายการ สนทนาปัญหาบ้านเมือง
เด็กๆก็จะไม่ดูทีวีกัน เฉพาะคืนวันอาทิตย์

และสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจ อีกอันหนึ่งก็มาถึง
ช่วงนั้น ปิดเทอม ผมไปเล่นบ้านเพื่อนคนหนึ่ง
ตอนแรกเล่นอยู่ หลังบ้านกัน
แต่พอมีโอากาสได้เดินผ่านไปในบ้านเพื่อน
เห็นบ้านเพื่อน เปิดทีวีอยู่
เราก็ดีใจ เฮ้ย วันนี้ทำไมทีวี เปิดสถานีเร็วจัง
ยังไม่สี่โมงเย็นเลย

ว่าแล้วก็รีบวิ่งกลับบ้านตัวเองไปดูทีวี
แต่พอเปิดทีวี กลับไม่มีช่องไหนเปิดสถานีเลย
แปลกใจ เลยกลับไปดูทีวีบ้านเพื่อน

ถามเพื่อนว่าทำไม ดูทีวีได้
แม่เพื่อนบอกว่า อ๋อ ดูจาก วีดีโอ

นั้นไง เฮ้ย เจ๋งวะ มี แบบนี้ด้วยหรือ

หลังจากผมเข้าสู่วัยรุ่น
จะไม่ค่อยมีกิจกรรม อย่างอื่นมากนัก
เสาร์ อาทิตย์ ก็เอาแต่ขลุกอยู่หน้าทีวี ทั้งวัน
การงานก็ไม่ทำช่วยทางบ้าน
หนังสือก็ไม่อ่าน

จนแม่เริ่มบ่น ว่า ปิดทีวีไปอ่านหนังสือบ้างเถอะลูก
บางที ดูทีวีหนักเข้า แม่ก็ขู่ว่า ถ้าไม่ไปอ่านหนังสือ
แม่จะเอาทีวีไปขาย

555 ไม่รู้ว่า สมัยนั้น ครอบครัวอื่นเป็นกันแบบนี้ไหมครับ


พอเข้าสู่วัยรุ่น อิทธิพลทาง ด้าน ดนตรี แฟชั่น ก็เข้ามาตามกระแสทางทีวี
ผมเก็บเงินซื้อ เซาวเบ้าท์เล็กๆ เอาไว้ฟังเทปศิลปินที่ผมชื่นชอบ
สมัยนั้น ผมจะเปลืองเงินไปกับการ ซื้อถ่านไฟฉายก้อนเล็ก มาฟังเพลงในเซาวเบ้าท์พอสมควร
บางที กำลังเพลินๆ ถ่านหมด  
ไม่รู้ใครบอกนะ  เอาถ่านมากัดให้มันเป็นบุ๋มๆ แล้วมันจะฟังได้อีก
55555
ผมก็เอาถ่านไฟฉายมากัดให้เป็นบุ๋มๆแล้วก็เอามาใส่คืน แล้วเปิดฟังต่อ

ทุกวันอาทิตย์ ลานโลกดนตรี ผมก็จะจับจ้องอยู่หน้าทีวี ดูศิลปินในดวงใจ
ช่วงนั้น ทั้งทรงผม ทั้งการแต่งตัว ก็จะแต่งไปตามสมัยนิยมเลยครับ
หนักๆเข้าก็ถึงขั้น ไปซื้อกีตาร์มาหัดเล่นเพลงที่ชอบเลยทีเดียว

พอยุค วีดีโอเทป รุ่งเรือง แถวๆบ้านก็มีร้านเช่า วีดีโอ ครับ
ผมก็เลย บอกให้แม่ซื้อ เครื่องเล่น วีดีโอ มาให้หน่อย
พอแม่ซื้อเครื่องเล่นมาให้ ผมก็ยิ่งมีอาการขี้เกียจหนักกว่าเดิม
คราวนี้ ดู วีดีโอ ทั้งวันทั้งคืนเลย  เช่าวีดีโอมาดู จนเกือบจะครบทุกเรื่อง

พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ก็รู้สึกมีความรัก อยากส่งรูปไปให้สาวที่เราแอบชอบ
ก็ไปขอถ่ายรูปกับเพื่อนที่เขามีกล้อง แต่เราก็มาออกเงิน กันซื้อฟีล์ม
แล้วก็มาแบ่งกันว่าจะได้คนละกี่ภาพ

พอเข้าช่วง ม ปลาย ที่บ้านก็เริ่มมี โทรศัพท์บ้าน
เฮ้ย ตอนนั้นรู้สึกว่า  บ้านเรามีโทรศัพท์แล้วนะ เอาเบอร์ไปแจกเพื่อน
เพื่อนก็โทรมาคุยบ้าง
หรือถ้าไม่มีเพื่อนโทรมา ผมก็โทรไปขอเพลงในรายการวิทยุ 5555 (เด็กหนอเด็ก)

หลังจากจบมอปลาย ผมก็เข้าไปเรียนมหาลัยต่อในเมือง
ตอนที่เข้าไปเรียนในมหาลัยใหม่ๆ
ผมเห็น นักศึกษา หลายคน มีแพ็คลิงค์  
อืมแปลกดี เพราะอยู่แถวบ้านไม่มีใครใช้เท่าไหร่

แต่ไม่นานผมก็มี แพ็คคลิงค์ใช้ กะเขาเหมือนกัน 5555
ตอนนั้นผมยังไม่มีมือถือ ครับ
จำได้เลยว่า ยังใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะ โทรไปจีบสาวอยู่เลย

พอเริ่มอยู่ปีสี่ ก็เป็นยุคที่ มือถือเข้ามาแล้ว
แต่ยังราคาแพงอยู่ ยังมีคนใช้ไม่มากเท่าไหร่

ตอนนั้น คอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ ความเร็วสูงสุด ยังอยู่ที่ 200 MHz  เอง
ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยนี้ไปไกลถึง 3Ghz แล้ว

พอเรียนจบแล้วเริ่มทำงาน
ผมก็เริ่มมีมือถือใช้  แพ็คคลิงค์ก็ถูกทิ้งไป
แล้วในที่สุด ยุคต่อมา  แพ็คคลิงค์ก็ได้ล้มหายตายจากไปจากสังคม

พอทำงานไปได้สักพัก  ผมเห็นว่า ค่าโทรศัพท์มือถือ
มันก็เปืองเหมือนกันนะ สมัยก่อนค่าบริการไม่ถูกเท่ายุคนี้ครับ
ผมก็ไปรู้จักกับ บริการ เหมือนเบอร์บ้าน แต่พกติดตัวไปได้
นั้นก็คือ PCT
ผมก็เลยใช้ PCT อยู่พักหนึ่ง หลายปีพอสมควร

ต่อมาผมก็เริ่มมีคอมพิวเตอร์ เครื่องแรก
ผมใช้โทรศัพท์บ้าน ต่อเน็ต เข้ากับคอมพิวเตอร์
สมัยนั้น ไม่ค่อยมีอะไรให้ดูเท่าไหร่ หลักๆ ก็น่าจะเป็น เว๊ปสนุกดอดคอม
หรือไม่ก็ คุย msn กับเพื่อน  หรือแชท โปรแกรมเพิร์ท  ไอซีคิว

หลังจากรู้จักความพิวเตอร์ ผมก็เริ่มไปหาซื้ออุปกรณ์อัพเดต คอมพิวเตอร์ บ่อยขึ้น
เริ่มเห็นเครื่องเล่น CD ฟังเพลง แบบ MP3
จากวันนั้น ไม่นาน เทปเพลงแบบเป็นตลบ ก็แทบจะหาซื้อไม่ได้แล้ว
CD เพลงก็เริ่มถูกผลิตออกมากันอย่างกว้างขวาง

และตามมาด้วย  CD หนัง ต่างๆ
จนทำให้ VDO  แบบ ตลับที่เราเคยดู หายไปจากท้องตลาดเลย
และแน่นอนครับ  เมื่อมีเครื่องเล่นCD ก็ต้องมีเครื่อง ไร้ทCD

หลังจาก ไร้ท CD ได้  ก็ สนุก ก๊อบปี้ แผ่นกัน สนุกสนาน บานตะไท เลยทีเดียว
ศิลปิน ออกเพลงช่วงเช้า ช่วงเย็นไร้ท แจกกันทั้งบริษัทแล้ว

ช่วงนั้น มือถือรุ่นใหม่ๆ ก็เริ่มราคาถูกลง
ทำให้เด็กนักเรียนมัธยมก็มีมือถือกันแล้ว

ไม่นาน DVD ก็ตามมา จุได้เยอะกว่า ราคาถูกกว่า  CD ก็เลยถูกแทนที่โดย DVD ไปโดยไปรยาย

มีวันหนึ่ง ผมมีโอกาสไปหาเพื่อนที่หอพักครู เพราะเพื่อนเป็นครูที่นั้น
ผมได้ลองไปเล่นเน็ตที่มหาลัยดู ปรากฏว่า มันเร็วกว่าเน็ตที่ห้องผมมาก
ถามเพื่อน ว่าทำไมเน็ตเร็วมากเลย
เพื่อนบอกว่า เป็นเน็ตระบบ ADSL  ที่มันมากับสาย แลน

ตอนนั้นผมไม่รู้ว่า ADSL คืออะไร
ก็กลับไปบ้าน ใช้เบอร์บ้านต่อเน็ต รอตั้งนานกว่ามันจะต่อเสร็จ
ตั้งค่าในคอมโน้นนี่นั้น หวังให้มันเร็วขึ้น เหมือนกับที่เราไปเจอมา
พยายาม ไปซื้ออุปกรณ์มาอัพเดต แต่สุดท้ายก็ช้าเหมือนเดิม

วันหนึ่งก็เลยไปเห็น ใบปลิว  ต่อเน็ต ADSL รายเดือน
อ๋อ...
มันอยู่ที่ต้นทาง ของผู้ให้บริการนี่เอง เน็ตมันถึงเร็ว
ต่อเน็ตบ้านความเร็ว 35kb  ถ้าADSL ความเร็ว 1Mb
ต่างกันลิบ

ช่วงนั้นเป็นยุค ร้านเน็ตค่าเฟ่ เริ่มเกิดขึ้นเป้นดอกเห็ด
เพราะ บ้านคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมี คอมพิวเตอร์กัน
ทำให้ ต้องไปเล่นคอมเล่นเน็ตกันที่ร้านอยู่

ต่อมา เมื่อคอมพิวเตอร์ราคาถูก โน๊ตบุคราคาถูกลง
คนก็เริ่มมี คอมพิวเตอร์ที่บ้านกันมากขึ้น
จนร้านเน็ตก็เริ่มถยอยปิด กันไปเป้นแถวๆเพราะขาดลูกค้า

เด็กๆหันมาเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น
ส่วนหนึ่งก็ ดูเว๊ปกันมากขึ้น  แต่ด้วยความเร็วเน็ตที่จำกัด
ก็เลยยังทำให้ ทีวี ก็ยังคงเป็นทางเลือกหลัก ที่ส่วนใหญ่
ใช้เสพอยู่

เมื่อราคาคอมพิวเตอร์ และโน๊ตบุคลดลง
ผู้ผลิตก็เริ่มที่จะย่อคอมพิวเตอร์ให้เล็กลง จนการมาเป็น

ปาล์ม ที่เป็นคล้ายๆผู้ช่วย ใช้จด ใช้ฟังเพลงดูหนัง ได้
ต่อมาก็ถูกพัฒนาเป็น PDF
ซึ่งมีการทำงานที่ไวกว่า และ ใช้งานได้ง่ายกว่า

ช่วงนั้นก็เริ่มมีเครื่องเล่น MP3 แบบพกพา
ไม่ต้องใช้ตลับเทป ไม่ต้องใช้แผ่น ใช้การก๊อบไฟล์เพลงลงไปในเครื่องเลย
จะถือแบบไหน ก็ฟังเพลงไม่กระตุก

ต่อมา อยู่ๆก็เกิด สิ่งที่เรียกว่า นวัฒกรรมพลิกโลก ขึ้น
มันคือมือถือที่มีหน้าจอทัชกรีนได้
สามารถโทรศัพท์ได้
เข้าเน็ตได้ ดูยูทูปได้  พิมพ์แชทเหมือนในคอมได้

นั้นแหละครับ ตั้งแต่มีมือถือแบบนั้นกำเนิดขึ้น

ทุกวันนี้ คนดูทีวีน้อยลง
แต่ติดมือถือกันมากขึ้น

สมัยก่อนแม่ด่าผมว่า ไปอ่านหนังสือบ้างเถอะลูกอย่าดูทีวีมากนัก
สมัยนี้ เด็กไม่ดูทีวีเลย ผมต้องด่าลูกว่า  กินข้าวอะอย่าเล่นมือถือได้ไหม

555555555555
ขอบคุณที่ อ่านจนจบ ครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่