โคมีชีวิต-เนื้อโคชำแหละลดลง 10-20% หวั่นย่ำรอยสินค้าเกษตรตกต่ำ เหตุตลาดส่งออกหลัก “จีน เวียดนาม” ชะลอซื้อ พร้อมคุมเข้มตรวจโรคปากเท้าเปื่อยและสารเร่งเนื้อแดง คาดปีนี้มูลค่าส่งออกวูบแน่ 50% ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังซบเซา คนแห่บริโภคหมู ไก่ราคาถูกกว่าทดแทน
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนและเวียดนามมีการกว้านซื้อและนำเข้าโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทย ประกอบกับปริมาณการเลี้ยงโคไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศด้วย ส่งผลให้ราคาโคเนื้อมีชีวิตปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยราคาขายปลีกเนื้อโค/วัวทั่วไปอยู่ที่ 300 กว่าบาท/กิโลกรัม (กก.) ส่วนเนื้อโคเกรดพรีเมี่ยมจะมีราคาสูงกว่านี้ จึงสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโคเนื้อกันมากขึ้น แต่สถานการณ์ล่าสุดราคาเริ่มปรับตัวลดลง ทั้งโคมีชีวิตและเนื้อวัวชำแหละ
นาย
สุรชัย เปี่ยมคล้า ผู้จัดการสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด และเลขานุการสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่มีการปิดด่านสิบสองปันนาและงดการส่งออกโคเนื้อไปจีนตอนใต้เมื่อปลายปี 2559 เนื่องจากรัฐบาลจีนตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงและโรคปากและเท้าเปื่อยในโคเนื้อของไทย ส่งผลให้ในปี 2560 โคเนื้อของไทยมียอดการส่งออกและราคาปรับตัวลง
สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อยถูกกำหนดให้เป็นโรคในองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) หากประเทศใดที่มีการระบาดของโรคนี้ จะไม่สามารถส่งออกเนื้อโคหรือโคมีชีวิตไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้มากนักในปัจจุบัน
นาย
สุรชัยกล่าวต่อว่า ปัจจุบันโคเนื้อมีชีวิตที่ไทยส่งออกราคาลดลงจากปี 2559 ราคาเฉลี่ยน้ำหนักประมาณ 500 กก. ตัวละประมาณ 95-100 บาท/กก. หรือตัวละ 47,500-50,000 บาท ราคาเครื่องใน 85-90 บาท/กก. ราคาหนัง 25-26 บาท/กก. เนื้อชำแหละแล้วประมาณ 240 บาท/กก. ส่วนปี 2560 โคเนื้อมีชีวิตราคาลดลงอยู่ที่ 90-95 บาท/กก. เครื่องใน 65-70 บาท/กก. หนังราคา 19 บาท/กก. แต่ราคาเนื้อที่ชำแหละแล้วยังอยู่เท่าเดิม
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตลาดส่งออกหลักคือจีนและเวียดนาม แต่โคเนื้อจากไทยมีราคาถูกกว่าประเทศในอาเซียน 20-25 บาท/กก. ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์บราห์มันนำเข้าจากเมียนมาแล้วมาขุนในประเทศไทย และวัวลูกผสมชาร์โรเลย์กับบราห์มัน ส่วนใหญ่นิยมซื้อโคเนื้อมีชีวิต เพราะจีนและเวียดนามนิยมเนื้อร้อนที่เชือดสด ๆ มากกว่าเนื้อที่ชำแหละแล้ว และตอนนี้เมียนมาเริ่มส่งออกโคเนื้อไปยังตลาดจีนโดยตรง
ปัจจุบันจีนและเวียดนามได้หันไปนำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียและอเมริกามากขึ้น เพราะราคานำเข้าใกล้เคียงกับของไทย ต่างกันเพียง 3-5 บาท/กก. ส่วนตลาดมาเลเซียยังคงนำเข้าโคเนื้อจากไทยแต่มีปริมาณไม่มากนัก
ขณะที่โคเนื้อเกรดพรีเมี่ยมของประเทศไทยยังไม่ได้รับการยอมรับ เพราะสู้โคเนื้อจากออสเตรเลียและอเมริกาไม่ได้
ขณะเดียวกันส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศอยู่ที่ 1-2% เท่านั้น คาดว่าจะส่งผลให้ปีนี้การส่งออกโคเนื้อของไทยลดลงจากปีที่แล้วกว่า 50%
ราคาตก – ราคาโคเนื้อมีชีวิตเริ่มปรับตัวลดลงจากเดิมเฉลี่ยน้ำหนักตัวละ 500 กิโลกรัม ราคา 95-100 บาท/กก. หรือตัวละ 47,500-50,000 บาท ขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่ 90-95 บาท/กก. หรือตัวละ 45,000-47,500 บาท แต่ราคาเนื้อหน้าเขียงส่วนใหญ่ลดลงเพียงเล็กน้อยในระดับราคา 300 บาท/กก.
ด้านข้อมูลจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรปี 2559 มีการส่งออกโคมีชีวิต 251,960 ตัว มูลค่า 1,040 ล้านบาท และกรมศุลกากรมีรายงานเกี่ยวกับการลักลอบสินค้าปศุสัตว์ ประเภทเนื้อโคเนื้อ-กระบือ จำนวน 27,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 4 ล้านบาท
ราคาโคเนื้อสารคามตกลง 20%
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมหาสารคามได้ลงพื้นที่สำรวจการซื้อขายโค-กระบือมีชีวิตในตลาดนัดโค กระบือ บ้านหัน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 23 ส.ค.60 พบว่าการซื้อขายลดน้อยในช่วงนี้ อีกทั้งราคาโค-กระบือก็ลดลงประมาณ 20% โดยมีหลายสาเหตุ เช่น อยู่ในช่วงฤดูฝนและการที่โรงเชือดไม่ออกใบอนุญาตฆ่าโคเพศเมีย ทำให้พ่อค้าที่หาซื้อโคเพศเมียหายหน้าไปจากตลาด รวมทั้งพ่อค้าจาก จ.นครสวรรค์ ลพบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ที่เคยมาซื้อโคจำนวนมากเพื่อนำไปเลี้ยงขุนส่งออกตลาดต่างประเทศช่วงนี้ก็หายไปจากตลาดมากกว่าครึ่ง เพราะมีปัญหาการส่งออก
นอกจากนั้นยังถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา จากเดิมที่เคยรับซื้อไม่ต่ำกว่า 110 บาท/กก. ขณะนี้รับซื้อ 80-90 บาท/กก. แต่ช่วงนี้แม้ว่าแรงซื้อจากพ่อค้าต่างจังหวัดอาจลดลงบ้าง แต่กลับมีกำลังซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่แทรกเข้ามาตามโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโค-กระบือ สร้างรายได้เข้าครัวเรือน
รัฐหนุนเลี้ยงโค-กระบือแทนทำนา
ด้านนาย
สำราญ สมสวาท พ่อค้าโคจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ช่วงนี้ราคาโคเนื้อลดลงประมาณ 10-20% ส่วนหนึ่งสาเหตุมาจากช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองได้นำโคออกมาขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการเรียนให้บุตรหลาน ทำให้ราคาโคลดลงตั้งแต่เดือน พ.ค.มาจนถึงขณะนี้ อีกทั้งพ่อค้าที่เคยมาซื้อโคไปขุนส่งออก ก็มีจำนวนลดน้อยลง ส่งผลให้ราคาตกต่ำ
แหล่งข่าวจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามเปิดเผยถึงกรณีราคาโคมีชีวิตลดลงในช่วงนี้ว่า ไม่กระทบกับโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงสัตว์พวกโค-กระบือ เพราะมั่นใจว่าตลาดในประเทศยังมีความต้องการบริโภคเนื้อโคสูงมาก ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรปีการผลิต 2559/60 ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2559
สำหรับ จ.มหาสารคามได้ดำเนินการรวม 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.เลี้ยงกระบือ 2.เลี้ยงโคเนื้อ 3.เลี้ยงแกะ โดยให้เงินสนับสนุนเกษตรกรเป็นกลุ่มและรายบุคคล เกษตรกรจะเป็นผู้หาซื้อแม่พันธุ์โค-กระบือเอง โดยรัฐบาลสนับสนุนดอกเบี้ย 3% เกษตรกรรับผิดชอบเอง 2% ระยะเวลา 6 ปี วงเงินกู้ประมาณ 500 ล้านบาท
นายก ส.โคเนื้ออีสานชี้ ศก.ไม่ดี
นาย
สมศักดิ์ คุณเงิน ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น และนายกสมาคมโคเนื้ออีสาน กล่าวว่า ในระยะนี้อัตราการฆ่าวัวเพื่อการบริโภคลดลง เพราะความต้องการบริโภคลดลง ทำให้ราคาเนื้อวัวหน้าเขียงตกต่ำไปด้วย แต่อาจจะเป็นเพียงแค่สภาวการณ์ที่ไม่ถาวรอะไร เป็นช่วงเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น ไม่ใช่เกิดจากผลผลิตวัวล้นตลาด ส่วนเรื่องเวียดนาม จีน ที่มีปัญหาเรื่องสารเร่งเนื้อแดง ทำให้การส่งออกมีปัญหานั้น ก็เป็นตลาดคนละส่วนกัน วิธีการแก้ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด
“ช่วงนี้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีปัญหา อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยลดน้อยลงมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนระดับรากหญ้า เมื่อเนื้อวัวราคากิโลกรัมละ 300 กว่าบาท ก็ต้องงดลาบก้อยแล้วหันไปบริโภคเนื้อสัตว์อย่างอื่นแทน เช่น หมู ไก่ ราคาไม่แพง ปลาก็พอหากินเองได้ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี เงินในกระเป๋าไม่มี ก็ต้องหันไปบริโภคอย่างอื่นแทน” นาย
สมศักดิ์กล่าว
โพนยางคำยังส่งออกไม่ได้
นาย
สุชิน วันนาพ่อ รองประธานกรรมการที่ 1 สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เปิดเผยว่า โคขุนโพนยางคำ ราคาเนื้อชำแหละส่งตลาดอยู่ที่ 200-220 บาท/กก. แต่ถ้าเป็นเนื้อคัดพิเศษเฉพาะส่วนจะมีราคาที่หลากหลายจนถึง 1,000 บาท /กก. ส่วนโคเนื้อทั่วไปที่ชำแหละแล้ว ราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาท/กก. ปัจจุบันโคขุนโพนยางคำยังไม่สามารถส่งออกได้อย่างเป็นทางการ หากภาครัฐมีการรับรองคุณภาพและควบคุมโรคปากเท้าเปื่อยได้ คาดว่าจะส่งออกไปยังตลาดเวียดนามและจีนได้กว่า 500-700 ตัวต่อเดือน และสิงคโปร์ก็มีความต้องการโคขุนโพนยางคำด้วย
JJNY : เสดตะกิดดี๊ดี...ซี้จุกสูญ ราคาโคเนื้อหล่นฉุด ส่งออกวูบ50% “จีน-เวียดนาม” บล็อกนำเข้าคุมเข้มโรค-สารเร่ง
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนและเวียดนามมีการกว้านซื้อและนำเข้าโคเนื้อมีชีวิตจากประเทศไทย ประกอบกับปริมาณการเลี้ยงโคไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศด้วย ส่งผลให้ราคาโคเนื้อมีชีวิตปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยราคาขายปลีกเนื้อโค/วัวทั่วไปอยู่ที่ 300 กว่าบาท/กิโลกรัม (กก.) ส่วนเนื้อโคเกรดพรีเมี่ยมจะมีราคาสูงกว่านี้ จึงสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโคเนื้อกันมากขึ้น แต่สถานการณ์ล่าสุดราคาเริ่มปรับตัวลดลง ทั้งโคมีชีวิตและเนื้อวัวชำแหละ
นายสุรชัย เปี่ยมคล้า ผู้จัดการสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด และเลขานุการสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่มีการปิดด่านสิบสองปันนาและงดการส่งออกโคเนื้อไปจีนตอนใต้เมื่อปลายปี 2559 เนื่องจากรัฐบาลจีนตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงและโรคปากและเท้าเปื่อยในโคเนื้อของไทย ส่งผลให้ในปี 2560 โคเนื้อของไทยมียอดการส่งออกและราคาปรับตัวลง
สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อยถูกกำหนดให้เป็นโรคในองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) หากประเทศใดที่มีการระบาดของโรคนี้ จะไม่สามารถส่งออกเนื้อโคหรือโคมีชีวิตไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้มากนักในปัจจุบัน
นายสุรชัยกล่าวต่อว่า ปัจจุบันโคเนื้อมีชีวิตที่ไทยส่งออกราคาลดลงจากปี 2559 ราคาเฉลี่ยน้ำหนักประมาณ 500 กก. ตัวละประมาณ 95-100 บาท/กก. หรือตัวละ 47,500-50,000 บาท ราคาเครื่องใน 85-90 บาท/กก. ราคาหนัง 25-26 บาท/กก. เนื้อชำแหละแล้วประมาณ 240 บาท/กก. ส่วนปี 2560 โคเนื้อมีชีวิตราคาลดลงอยู่ที่ 90-95 บาท/กก. เครื่องใน 65-70 บาท/กก. หนังราคา 19 บาท/กก. แต่ราคาเนื้อที่ชำแหละแล้วยังอยู่เท่าเดิม
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตลาดส่งออกหลักคือจีนและเวียดนาม แต่โคเนื้อจากไทยมีราคาถูกกว่าประเทศในอาเซียน 20-25 บาท/กก. ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์บราห์มันนำเข้าจากเมียนมาแล้วมาขุนในประเทศไทย และวัวลูกผสมชาร์โรเลย์กับบราห์มัน ส่วนใหญ่นิยมซื้อโคเนื้อมีชีวิต เพราะจีนและเวียดนามนิยมเนื้อร้อนที่เชือดสด ๆ มากกว่าเนื้อที่ชำแหละแล้ว และตอนนี้เมียนมาเริ่มส่งออกโคเนื้อไปยังตลาดจีนโดยตรง
ปัจจุบันจีนและเวียดนามได้หันไปนำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียและอเมริกามากขึ้น เพราะราคานำเข้าใกล้เคียงกับของไทย ต่างกันเพียง 3-5 บาท/กก. ส่วนตลาดมาเลเซียยังคงนำเข้าโคเนื้อจากไทยแต่มีปริมาณไม่มากนัก
ขณะที่โคเนื้อเกรดพรีเมี่ยมของประเทศไทยยังไม่ได้รับการยอมรับ เพราะสู้โคเนื้อจากออสเตรเลียและอเมริกาไม่ได้
ขณะเดียวกันส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศอยู่ที่ 1-2% เท่านั้น คาดว่าจะส่งผลให้ปีนี้การส่งออกโคเนื้อของไทยลดลงจากปีที่แล้วกว่า 50%
ราคาตก – ราคาโคเนื้อมีชีวิตเริ่มปรับตัวลดลงจากเดิมเฉลี่ยน้ำหนักตัวละ 500 กิโลกรัม ราคา 95-100 บาท/กก. หรือตัวละ 47,500-50,000 บาท ขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่ 90-95 บาท/กก. หรือตัวละ 45,000-47,500 บาท แต่ราคาเนื้อหน้าเขียงส่วนใหญ่ลดลงเพียงเล็กน้อยในระดับราคา 300 บาท/กก.
ด้านข้อมูลจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรปี 2559 มีการส่งออกโคมีชีวิต 251,960 ตัว มูลค่า 1,040 ล้านบาท และกรมศุลกากรมีรายงานเกี่ยวกับการลักลอบสินค้าปศุสัตว์ ประเภทเนื้อโคเนื้อ-กระบือ จำนวน 27,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 4 ล้านบาท
ราคาโคเนื้อสารคามตกลง 20%
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมหาสารคามได้ลงพื้นที่สำรวจการซื้อขายโค-กระบือมีชีวิตในตลาดนัดโค กระบือ บ้านหัน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 23 ส.ค.60 พบว่าการซื้อขายลดน้อยในช่วงนี้ อีกทั้งราคาโค-กระบือก็ลดลงประมาณ 20% โดยมีหลายสาเหตุ เช่น อยู่ในช่วงฤดูฝนและการที่โรงเชือดไม่ออกใบอนุญาตฆ่าโคเพศเมีย ทำให้พ่อค้าที่หาซื้อโคเพศเมียหายหน้าไปจากตลาด รวมทั้งพ่อค้าจาก จ.นครสวรรค์ ลพบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ที่เคยมาซื้อโคจำนวนมากเพื่อนำไปเลี้ยงขุนส่งออกตลาดต่างประเทศช่วงนี้ก็หายไปจากตลาดมากกว่าครึ่ง เพราะมีปัญหาการส่งออก
นอกจากนั้นยังถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา จากเดิมที่เคยรับซื้อไม่ต่ำกว่า 110 บาท/กก. ขณะนี้รับซื้อ 80-90 บาท/กก. แต่ช่วงนี้แม้ว่าแรงซื้อจากพ่อค้าต่างจังหวัดอาจลดลงบ้าง แต่กลับมีกำลังซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่แทรกเข้ามาตามโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโค-กระบือ สร้างรายได้เข้าครัวเรือน
รัฐหนุนเลี้ยงโค-กระบือแทนทำนา
ด้านนายสำราญ สมสวาท พ่อค้าโคจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ช่วงนี้ราคาโคเนื้อลดลงประมาณ 10-20% ส่วนหนึ่งสาเหตุมาจากช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองได้นำโคออกมาขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการเรียนให้บุตรหลาน ทำให้ราคาโคลดลงตั้งแต่เดือน พ.ค.มาจนถึงขณะนี้ อีกทั้งพ่อค้าที่เคยมาซื้อโคไปขุนส่งออก ก็มีจำนวนลดน้อยลง ส่งผลให้ราคาตกต่ำ
แหล่งข่าวจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามเปิดเผยถึงกรณีราคาโคมีชีวิตลดลงในช่วงนี้ว่า ไม่กระทบกับโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงสัตว์พวกโค-กระบือ เพราะมั่นใจว่าตลาดในประเทศยังมีความต้องการบริโภคเนื้อโคสูงมาก ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรปีการผลิต 2559/60 ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2559
สำหรับ จ.มหาสารคามได้ดำเนินการรวม 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.เลี้ยงกระบือ 2.เลี้ยงโคเนื้อ 3.เลี้ยงแกะ โดยให้เงินสนับสนุนเกษตรกรเป็นกลุ่มและรายบุคคล เกษตรกรจะเป็นผู้หาซื้อแม่พันธุ์โค-กระบือเอง โดยรัฐบาลสนับสนุนดอกเบี้ย 3% เกษตรกรรับผิดชอบเอง 2% ระยะเวลา 6 ปี วงเงินกู้ประมาณ 500 ล้านบาท
นายก ส.โคเนื้ออีสานชี้ ศก.ไม่ดี
นายสมศักดิ์ คุณเงิน ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น และนายกสมาคมโคเนื้ออีสาน กล่าวว่า ในระยะนี้อัตราการฆ่าวัวเพื่อการบริโภคลดลง เพราะความต้องการบริโภคลดลง ทำให้ราคาเนื้อวัวหน้าเขียงตกต่ำไปด้วย แต่อาจจะเป็นเพียงแค่สภาวการณ์ที่ไม่ถาวรอะไร เป็นช่วงเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น ไม่ใช่เกิดจากผลผลิตวัวล้นตลาด ส่วนเรื่องเวียดนาม จีน ที่มีปัญหาเรื่องสารเร่งเนื้อแดง ทำให้การส่งออกมีปัญหานั้น ก็เป็นตลาดคนละส่วนกัน วิธีการแก้ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด
“ช่วงนี้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีปัญหา อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยลดน้อยลงมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนระดับรากหญ้า เมื่อเนื้อวัวราคากิโลกรัมละ 300 กว่าบาท ก็ต้องงดลาบก้อยแล้วหันไปบริโภคเนื้อสัตว์อย่างอื่นแทน เช่น หมู ไก่ ราคาไม่แพง ปลาก็พอหากินเองได้ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี เงินในกระเป๋าไม่มี ก็ต้องหันไปบริโภคอย่างอื่นแทน” นายสมศักดิ์กล่าว
โพนยางคำยังส่งออกไม่ได้
นายสุชิน วันนาพ่อ รองประธานกรรมการที่ 1 สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เปิดเผยว่า โคขุนโพนยางคำ ราคาเนื้อชำแหละส่งตลาดอยู่ที่ 200-220 บาท/กก. แต่ถ้าเป็นเนื้อคัดพิเศษเฉพาะส่วนจะมีราคาที่หลากหลายจนถึง 1,000 บาท /กก. ส่วนโคเนื้อทั่วไปที่ชำแหละแล้ว ราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาท/กก. ปัจจุบันโคขุนโพนยางคำยังไม่สามารถส่งออกได้อย่างเป็นทางการ หากภาครัฐมีการรับรองคุณภาพและควบคุมโรคปากเท้าเปื่อยได้ คาดว่าจะส่งออกไปยังตลาดเวียดนามและจีนได้กว่า 500-700 ตัวต่อเดือน และสิงคโปร์ก็มีความต้องการโคขุนโพนยางคำด้วย