[เรื่องสั้น] ความทรงจำที่มอดไหม้....

ความทรงจำที่มอดไหม้....

โดย จากต้นจนอวสาน
เรื่องนี้ทางผมได้เขียนและลงไว้ที่นี่ครับ
สามารถติดตามผลงานเรื่องอื่นๆได้ตามลิงค์ในสปอยนะครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ผมลืมตาในความมืดด้วยท่านอนตะแคงข้างๆหลุมลึกสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายหลุมศพ นี่ผมละเมอเดินมานอนตรงนี้อีกแล้วเหรอ? มันเป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้วกับความรักครั้งล่าสุดที่ล่มไม่เป็นท่า ทำให้ผมนอนไม่เป็นเวลาและไม่เป็นที่เป็นทาง ผมลุกขึ้นและปัดเสื้อผ้าที่มีน้ำค้างชื้นแฉะ ไอหนาวทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ก้มมองก้นหลุมท่ามกลางความมืดมิด พยายามเพ่งแต่ก็ไม่เป็นผล  ผมรู้ว่าในหลุมนี้มีอะไรเหลือหลังจากที่ได้โยนทุกอย่างที่เป็นความทรงจำของแฟนทิ้งในนี้และจุดไฟเผา กลิ่นควันน้ำมันก๊าดยังลอยฉุนกึก​ติดปลายจมูก คงเป็นเพราะมโนภาพที่ทำให้ผมได้กลิ่นไปเองทั้งๆที่คราบน้ำตาที่เคยเกาะกรังมันแห้งเหือดไปหมดแล้ว อยู่ๆผมก็หวีดร้องด้วยความอัดอั้น ความหุดหงิดงุ่นง่านใจทำให้ไม่รู้ว่าควรจะระบายได้ด้วยวิธีไหน เสียงร้องดังก้องไปทั่ว พอได้สติผมก็เอามืดอุดปาก เพื่อนบ้านยังคงปิดไฟเงียบ ผมคิดว่าพรุ่งนี้เช้าคงต้องออกไปขอโทษเสียหน่อย เพราะก่อนหน้านี้เพื่อนบ้านก็เคยมาต่อว่าเรื่องที่ผมทำเสียงดังกลางดึกแบบนี้แล้วหลายครั้ง

คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด แต่แสงดาวของชนบทแห่งนี้ส่องสว่างจ้าราวกับเพชรส่องประกาย ไฟในบ้านมืดมิด เงาทะมึนของบ้านพาดมาทางตรงกันข้ามกับไฟลิบๆหลบฉากมาทางนี้ แม้จะมีแค่แสงลางๆแต่ผมอาศัยความชินของสายตาที่ปรับระยะได้บ้างแล้วในความทะมึนดำ ที่นี่เงียบสงัดจนรู้สึกว่าสงบเกินไปเสียด้วยซ้ำ ความมืดมันกัดกินจิตใจจากความขมขื่นและความหลอกหลอนของรัตติกาลที่เหมือนไม่เคยสิ้นสุด ชนบทแห่งนี้ไม่ต้องมีอะไรให้ต้องแก่งแย่งแข่งขัน รั้วเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันก็นิ่ง ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เวลาดึกมากแล้ว เมื่อเสียงกรีดร้องของผมไม่ทำให้เพื่อนบ้านตื่น ผมเริ่มสบายใจและบิดขี้เกียจไปพลาง ความรู้สึกเหมือนหลับมาแสนนาน

การอกหักทำให้ผมกลายเป็นคนติดบ้าน นอนกลางวันและนั่งทำงานในตอนกลางคืน อ้อ! เกือบลืมแนะนำตัว ผมชื่อต้นครับ อาชีพเป็นนักเขียนอิสระ ยังไม่มีผลงานรวมเล่มเป็นของตัวเอง ผลงานที่ปรากฎออกไปส่วนใหญ่จะเป็นงานแปลเสียมาก มีวรรณกรรมเยาวชนประปราย แต่ผมถนัดในส่วนของงานเขียนแนวฆาตรกรรมมากกว่า (นักเขียนคนโปรดของผมก็ ฮาลาน โคเบน ถ้าคุณจะรู้จักนะครับ) แต่ด้วยความที่ผมไม่ได้คลุกคลีในวงการตำรวจและความเจ็บช้ำจากความรักครั้งล่าสุด ทำให้ผมยิ่งเขียนไม่ออก สมองตื้อ มือไม้ไม่ไหวติงหน้าจอคอมมาตั้งแต่วันที่ถูกบอกเลิก จากที่เคยนั่งเขียนกลางวัน ก็เปลี่ยนมาเป็นกลางคืน ทำอย่างไรมันก็ไม่ได้ผล ทุกคำที่เขียนลงไปจะมีแค่ชื่อของเขาคนนั้นเพียงอย่างเดียว

พอคิดถึงชื่อนั้น ปั๊ม ผู้ชายที่ทำให้ผมเจ็บช้ำน้ำใจอย่างสาหัส ความรักที่เขาเคยทุ่มเทให้มันคือคำลวงหลอก ความรักที่ฉาบฉวยของผู้ชายที่ไม่รู้จักพอ หลอกปั่นหัวผม ผู้ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องแบบนี้มาก่อนจนสภาพจิตใจพังยับ ชีวิตเป๋ไปสักพักใหญ่ๆ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่ว่าจะอยู่อริยาบทไหนก็มีแต่น้ำตา ภาพความทรงจำของเขา ไม่ว่าจะตอนนั่งซบกัน นอนกอดกัน และนั่งจับมือดูดาวที่พื้นหญ้าหลังบ้าน ตรงที่เขาบอกว่าเป็นจุดที่ชอบที่สุด เพราะมันเห็นท้องฟ้ากว้าง เห็นดาวที่เขาบอกว่ามันเป็นดาวของเราทั้งสองคน พื้นหญ้าตรงนั้น ที่ผมขุดหลุมและทิ้งทุกอย่างลงไปพร้อมจุดไฟเผา

เสียงลมหวีดหวิวกระชากจนน่ากลัว ค่ำคืนไร้แสงของหน้าหนาวและเมฆครึ้มบิดบังแสงจันทร์มิด ผมขนลุกวาบ รอบกายว่างเปล่าจนชวนขนลุก แม้จะอยู่ในอาณาเขตบ้านตัวเองก็ยังน่ากลัวอยู่ดี เสียงจิ้งหรีดเรไรระงมร้อง น้ำค้างเริ่มลงหนัก ไอหมอกหนาพวยพุ่งมาราวกับละอองฝน

*นี่ดึกแค่ไหนกันเชียวนะ หมอกถึงได้ลงจัดขนาดนี้!* ผมคิด พลางดันตัวเองออกมาจากหลุม ความเมื่อยขบเล่นงานจนล้า

ผมชะงักเมื่อเห็นเงาใครหรืออะไรสักอย่างที่หน้าบ้าน

ขโมยเหรอ?!

ผมพยายามเพ่งไปทางนั้นแต่ไม่พบอะไรเลยหันหลังกลับ สายตาที่เริ่มชินกับความมืดพอจะมองเห็นหลุมนั้นรางๆ หลุมที่ผมออกแรงขุดด้วยตัวเอง วัดความกว้างและความลึกให้พอดีกับความสูงของผู้ชายตัวใหญ่คนหนึ่ง ผมขุดมันอย่างบ้าคลั่ง ขุดทั้งน้ำตา ขุดเพียงเพราะเจ็บช้ำน้ำใจ อยากจะให้มันเป็นหลุมที่เอาไว้ฝังปั๊ม แต่สุดท้ายมันก็แค่เป็นหลุมที่เอาไว้เผาข้าวของเครื่องใช้เก่าๆเท่านั้น ผมก้มดูที่หลุมนั้นอีกครั้ง พยายามล้วงหามือถือเพื่อส่องแสงไปดูข้างใต้ จิตใต้สำนึกผมบอกว่าในหลุมนี้มีอะไรมากกว่าแค่เถ้าถ่าน แต่ความทรงจำของผมหลังจากที่เผาทุกอย่างไปแล้วมันเลือนลางเหลือเกิน ราวกับว่าทุกอย่างถูกเผาจนมอดไหม้ไปหมด แต่ไม่ว่าผมจะทำอะไร ปั๊มก็ไม่เคยจะกลับเข้ามาในชีวิตผมอีกเลย ผมได้แต่นั่งครวญครางด้วยความเสียดายที่ปากหลุม เพราะทุกอย่างที่เคยมีร่วมกับเขาถูกทำลายไปหมดเสียแล้ว ด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบของผมคนเดียว

กลิ่นฉุนคล้ายกำมะถันจากก้นหลุมลอยมาเตะจมูกอีกระลอก ผมเอี้ยวตัวกลับในจังหวะเดียวกับเงาตะคุ่มสองสามเงาตรงรั้วบ้าน ผมหยุดหายใจ พยายามหาที่ซ่อนใต้พงหญ้า คงไม่ใช่แค่ตาฝาดอีกแล้ว มี “ใครสักคน” ไม่สิ มีมากกว่า 1 คนกำลังเข้ามาในพื้นที่ของผม ในความมืดนี้ผมมีความได้เปรียบ เพราะรู้จักทุกตารางนิ้วในนี้ แต่ยังไม่มากพอที่จะโจมตีหรือทำอะไรได้

“บ้าชิบ!” ผมอุทานอย่างหัวเสียเพราะควานหาไม้หรืออะไรสักอย่างเพื่อใช้ป้องกันตัวไม่เจอ หนำซ้ำมือถือยังอยู่ในบ้านอีกต่างหาก

พวกมันจะเข้ามาทำไม มีจุดประสงค์อะไรหรือเปล่า?

เสียงแกร็กดังขึ้นเป็นสัญญาณให้รู้ว่าพวกมันเข้าไปข้างในบ้านแล้ว แสงสว่างริ้วๆเหมือนแสงไฟฉายสอดส่องไปมา ผมนับได้ประมาณ 3 ดวง นั่นหมายความว่ามี 3 คนในคืนนี้ *ผมจะทำยังไงดีล่ะ?* จะตะโกนให้เพื่อนบ้านมาช่วยได้ไหม เมื่อกี้ผมเพิ่งกรีดร้องไปยังไม่มีใครสนใจเลยสักนิด ในตอนนี้คงต้องช่วยตัวเองไปก่อน ผมก้มต่ำและค่อยๆตะกายไปให้ใกล้กับตัวบ้านมากที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงแสงที่ส่องทะลุกระจกออกมาด้านนอก ผ้าม่านที่เคยกั้นกระจกไว้ก็ถูกผมบรรจุใส่หลุมแล้วเผาไปหมดแล้ว หน้าต่างเลยโล่ง แต่ในคืนเดือนมืดแบบนี้ ถ้าไม่เปิดไฟจากด้านใน ก็ยากที่จะระบุพิกัดของผู้บุกรุกได้

ผมคิดว่าผมจะต้องสู้ทั้งๆที่รั้วบ้านอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร แต่นี่คือบ้านของผม พื้นที่ของผม ออกจากรั้วบ้านไปอีกมากกว่ายี่สิบกิโลเมตรถึงจะหาตู้โทรศัพท์ได้ เลิกหวังที่จะพึ่งเพื่อนบ้าน ผมคิดว่าคงไม่มีใครอยู่ หรือไม่ก็หลับลึกจนไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้วแน่ๆ หากจะออกไปข้างนอกยี่สิบกิโลเมตร กับกุญแจรถที่อยู่ข้างใน ผมคิดว่าการย่องเข้าไปคว้าโทรศัพท์มือถือเพื่อขอความช่วยเหลือจะง่ายกว่า ผมกลั้นหายใจและเดินช้าๆ ปล่อยให้พวกมันสำรวจชั้นล่างให้หนำใจก่อนจะรอจังหวะที่ขึ้นไปสำรวจชั้นสอง ผมแง้มประตูอย่างเบามือและแทรกตัวผ่าน พยายามไม่ปิดประตูให้สนิท เพราะเสียงแกร็กในความมืดมิดคงทำให้พวกนั้นรู้ตัว

“เห้ย ไม่มีใครอยู่จริงๆด้วย!” เสียงหนึ่งตะโกนบอก ผมหลบหลังเสา พยายามควานหาไม้เบสบอล แต่ก็ยังไม่เป็นผล ฝั่งตรงข้ามที่ผมอยู่คือห้องครัว แต่เหมือนว่าจะมีใครอีกคนอยู่ในนั้น ผมได้แต่ยืนนิ่งๆ ของแบบนี้มันต้องอาศัยจังหวะ ผมจับจ้องไปรอบๆ ห้องทำงานผมอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องครัว มือถือผมอยู่ในนั้น!


********แก้ไขคำผิด**********
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่