ชื่อเรื่อง: เล่นไม่รู้กาลเทศะ
ช่วงเย็นที่ท้องฟ้าปิดมิด เหนือเนินเขาห่างหมู่บ้านประมาณกิโลเศษ มีบ้านไม้สักเก่าสองชั้นตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ กิ่งก้านบดบังแสงจันทร์จนมืดครึ้ม ชาวบ้านหลีกเลี่ยงที่นี่มานาน สืบทอดกันมาว่าเคยมีเหตุร้ายเกิดขึ้น และวิญญาณยังคงสถิตอยู่ไม่ยอมจากไป
วันนั้น มานพ อุดม แพรว รำพัน วัยมัธยม แอบหนีออกมามุ่งหน้ามาที่นี่ มานพยั่วยวนเพื่อนว่าอยากพิสูจน์ว่าคำเล่าลือเป็นเรื่องจริงหรือไม่ อุดมเห็นด้วยทันที ส่วนแพรวกับรำพันแม้ใจกลัว แต่ไม่อยากถูกมองว่าอ่อนแอ จึงติดตามมาด้วย
ก่อนถึงรั้วผุพัง คุณครูทรงยศวิ่งตามมาทัน ตะโกนห้ามเสียงเข้ม: “ที่นี่ไม่ใช่ที่เล่นของ สิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริง มีความรู้สึก การก้าวล่วงด้วยความดูหมิ่นย่อมได้รับผลตอบแทนอันร้ายแรง รู้จักกาลเทศะเสียบ้าง!”
มานพหัวเราะเยาะ “แค่เรื่องขู่ให้กลัวครูอย่าถือสา” พวกเขาเดินลอดเข้าไปโดยไม่ฟังคำเตือนใดๆ ครูทรงยศได้แต่มองตามด้วยสายตาเศร้าสร้อย
ภายในบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นฝุ่น ความชื้น และอากาศอับที่ไม่เคยถ่ายเท พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว พวกเขานั่งล้อมวง จุดเทียน แล้วพูดคำเรียกสิ่งลี้ลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ไม่มีความเคารพแม้น้อย เมื่อไม่มีอะไรปรากฏ พวกเขาหัวเราะกันว่าไม่มีเรื่องจริง แล้วรีบเดินกลับ ทว่าไม่รู้ว่าแสงเทียนที่มอดลงได้เปิดทางให้สิ่งที่หลับใหลตื่นขึ้นมาแล้ว
คืนแรก มานพตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองขยับไม่ได้ เหมือนถูกกดทับหนักอึ้ง เงามืดสูงใหญ่ยืนจ้องที่ปลายเตียง มือเย็นเฉียบจับรัดคอจนหายใจไม่ออก พอรุ่งสางอาการจางไป แต่รอยช้ำสีคล้ำปรากฏชัดตามลำคอ คืนต่อมาเขากรีดร้องดังลั่นจนเพื่อนบ้านตื่น เมื่อเปิดประตูเข้ามา พบมานพนอนกองกับพื้น ตาเบิกโพลง ปากอ้าค้าง และมีรอยนิ้วมือฝังลึกเต็มรอบคอ สิ้นใจไปแล้ว
อุดมเริ่มเห็นเงาคนแปลกหน้าตามไปทุกหนทุกแห่ง เสียงกระซิบแผ่วเบาดังเข้าหูไม่ขาดสาย คืนหนึ่งเขาเดินผ่านกระจก เห็นในเงาสะท้อนไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นร่างมืดกำลังยกมือขึ้นจากข้างหลัง พอหันกลับไม่พบอะไร แต่ในกระจกภาพนั้นยังคงก้มหน้าเข้ามาใกล้ เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวพบอุดมนอนล้มกับพื้น หัวฟาดขอบโต๊ะไม้จนกะโหลกแตก สีหน้าค้างอยู่ด้วยความตื่นตระหนกเช่นเดียวกับมานพ
เมื่อได้ข่าวการตาย ทั้งแพรวและรำพันตกใจจนแทบสติแตก พวกเขาพบคุณครูทรงยศด้วยตัวสั่น น้ำตาไหลพราก เล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ครูถอนใจยาว “บอกแล้วว่าผลกรรมไม่เคยลืม มานพกับอุดมรับไปแล้ว พวกเธอยังมีโอกาสแก้ไขได้หากทำด้วยใจจริง”
ตามคำแนะนำ ทั้งสองเตรียมของบูชา กลับไปที่บ้านร้างในเวลากลางวัน ยืนก้มหน้าสารภาพผิด ขอขมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สัญญาว่าจะไม่ก้าวล่วงเขตนั้นอีกตลอดไป
หลังจากนั้นความผิดปกติค่อยๆ หายไป แต่รอยแผลในใจไม่มีวันจาง แพรวและรำพันจดจำไว้ตลอดชีวิตว่า การไม่รู้จักกาลเทศะและดูหมิ่นสิ่งที่ไม่เข้าใจ ค่าปรับอาจแพงจนถึงชีวิต และบางครั้งคำเตือนจากผู้รู้คือเกราะป้องกันเดียวที่มีอยู่
จบ
เล่าเรื่องผี
ช่วงเย็นที่ท้องฟ้าปิดมิด เหนือเนินเขาห่างหมู่บ้านประมาณกิโลเศษ มีบ้านไม้สักเก่าสองชั้นตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ กิ่งก้านบดบังแสงจันทร์จนมืดครึ้ม ชาวบ้านหลีกเลี่ยงที่นี่มานาน สืบทอดกันมาว่าเคยมีเหตุร้ายเกิดขึ้น และวิญญาณยังคงสถิตอยู่ไม่ยอมจากไป
วันนั้น มานพ อุดม แพรว รำพัน วัยมัธยม แอบหนีออกมามุ่งหน้ามาที่นี่ มานพยั่วยวนเพื่อนว่าอยากพิสูจน์ว่าคำเล่าลือเป็นเรื่องจริงหรือไม่ อุดมเห็นด้วยทันที ส่วนแพรวกับรำพันแม้ใจกลัว แต่ไม่อยากถูกมองว่าอ่อนแอ จึงติดตามมาด้วย
ก่อนถึงรั้วผุพัง คุณครูทรงยศวิ่งตามมาทัน ตะโกนห้ามเสียงเข้ม: “ที่นี่ไม่ใช่ที่เล่นของ สิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริง มีความรู้สึก การก้าวล่วงด้วยความดูหมิ่นย่อมได้รับผลตอบแทนอันร้ายแรง รู้จักกาลเทศะเสียบ้าง!”
มานพหัวเราะเยาะ “แค่เรื่องขู่ให้กลัวครูอย่าถือสา” พวกเขาเดินลอดเข้าไปโดยไม่ฟังคำเตือนใดๆ ครูทรงยศได้แต่มองตามด้วยสายตาเศร้าสร้อย
ภายในบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นฝุ่น ความชื้น และอากาศอับที่ไม่เคยถ่ายเท พื้นไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว พวกเขานั่งล้อมวง จุดเทียน แล้วพูดคำเรียกสิ่งลี้ลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ไม่มีความเคารพแม้น้อย เมื่อไม่มีอะไรปรากฏ พวกเขาหัวเราะกันว่าไม่มีเรื่องจริง แล้วรีบเดินกลับ ทว่าไม่รู้ว่าแสงเทียนที่มอดลงได้เปิดทางให้สิ่งที่หลับใหลตื่นขึ้นมาแล้ว
คืนแรก มานพตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองขยับไม่ได้ เหมือนถูกกดทับหนักอึ้ง เงามืดสูงใหญ่ยืนจ้องที่ปลายเตียง มือเย็นเฉียบจับรัดคอจนหายใจไม่ออก พอรุ่งสางอาการจางไป แต่รอยช้ำสีคล้ำปรากฏชัดตามลำคอ คืนต่อมาเขากรีดร้องดังลั่นจนเพื่อนบ้านตื่น เมื่อเปิดประตูเข้ามา พบมานพนอนกองกับพื้น ตาเบิกโพลง ปากอ้าค้าง และมีรอยนิ้วมือฝังลึกเต็มรอบคอ สิ้นใจไปแล้ว
อุดมเริ่มเห็นเงาคนแปลกหน้าตามไปทุกหนทุกแห่ง เสียงกระซิบแผ่วเบาดังเข้าหูไม่ขาดสาย คืนหนึ่งเขาเดินผ่านกระจก เห็นในเงาสะท้อนไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นร่างมืดกำลังยกมือขึ้นจากข้างหลัง พอหันกลับไม่พบอะไร แต่ในกระจกภาพนั้นยังคงก้มหน้าเข้ามาใกล้ เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวพบอุดมนอนล้มกับพื้น หัวฟาดขอบโต๊ะไม้จนกะโหลกแตก สีหน้าค้างอยู่ด้วยความตื่นตระหนกเช่นเดียวกับมานพ
เมื่อได้ข่าวการตาย ทั้งแพรวและรำพันตกใจจนแทบสติแตก พวกเขาพบคุณครูทรงยศด้วยตัวสั่น น้ำตาไหลพราก เล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ครูถอนใจยาว “บอกแล้วว่าผลกรรมไม่เคยลืม มานพกับอุดมรับไปแล้ว พวกเธอยังมีโอกาสแก้ไขได้หากทำด้วยใจจริง”
ตามคำแนะนำ ทั้งสองเตรียมของบูชา กลับไปที่บ้านร้างในเวลากลางวัน ยืนก้มหน้าสารภาพผิด ขอขมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สัญญาว่าจะไม่ก้าวล่วงเขตนั้นอีกตลอดไป
หลังจากนั้นความผิดปกติค่อยๆ หายไป แต่รอยแผลในใจไม่มีวันจาง แพรวและรำพันจดจำไว้ตลอดชีวิตว่า การไม่รู้จักกาลเทศะและดูหมิ่นสิ่งที่ไม่เข้าใจ ค่าปรับอาจแพงจนถึงชีวิต และบางครั้งคำเตือนจากผู้รู้คือเกราะป้องกันเดียวที่มีอยู่
จบ