หลังจากผ่านคืนประลองยุทธไปสองสามวัน จอมพิณและศิษย์สาว พร้อมกับ "คุณชายหม่าลี่" ชายในดวงใจของนาง พากันเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิเบต ซึ่งเป็นดินแดนที่ผู้เป็นอาจารย์เคยอยู่อาศัยและรับการฝึกวิชาลมปราณและวิชาเพลงมวยป้องกันตัว จุดประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้ คนแซ่หยิว ต้องการหลบลี้ปลีกวิเวกจากโลกภายนอกอันแสนวุ่นวายไปสักระยะหนึ่ง เพื่อจะได้ฝึกจิตเพิ่มเติมหลังจากห่างเหินมานาน ปะเหมาะเคราะห์ดีก็อาจได้พบคนผู้เป็นอาจารย์และสหายที่เคยสอนการเดินลมปราณในอดีตซึ่งอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นด้วย
จากมณฑลเสฉวนไปทางทิศตะวันตก ในที่สุดคนทั้งสามก็เดินทางจนถึงเขตชายแดน จอมพิณหันมาบอกหนุ่มสาวที่ตามมาส่ง
"พวกเจ้า ส่งข้าเพียงแค่นี้พอแล้ว พากันเดินทางกลับไปเถิด อีกสักครึ่งปี หรือหนึ่งปีให้หลัง ค่อยพบกันใหม่"
สองหนุ่มสาวประสานมือคารวะพร้อมกัน
"จอมยุทธหยิว ถนอมตัวด้วยครับ" คุณชายหม่าลี่กล่าวอำลาก่อน ตามด้วยชุนเอ๋อร์ผู้เป็นนางในดวงใจ
" ท่านอาจารย์ ถนอมตัวด้วยค่ะ ศิษย์และคุณชายหม่าลี่ขออำลา แล้วพบกันใหม่ "
" พวกเจ้าก็เช่นกัน แล้วพบกันใหม่"
จอมพิณพยักหน้า แล้วหมุนตัวกลับหลังหัน ออกเดินมุ่งหน้าสู่เทือกเขาสูงที่มองเห็นตั้งตระหง่านอยู่แต่ไกลข้างหน้า
************************************************************************************************************
ขุนเขาจูฟง (เขายอดไข่มุก=Everest) มองดูสูงละลิ่ว ดุจจะทะลุขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ได้ ณ เวลานี้ขาวโพลนไปด้วยหิมะที่โปรยปราย อากาศเหน็บหนาว สายลมพัดแรงอยู่ตลอดเวลา...เพียงบริเวณเชิงเขาเท่านั้นก็ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตหนาวสั่นสะท้านทั่วกาย ไม่จำต้องเอ่ยถึงบนยอดเขา ว่าจะหนาวเย็นหนักหนาสาหัสปานใด...
ห่างจากเชิงเขาทิศตะวันออกประมาณห้าลี้ มีโรงเตี๊ยมไม่ใหญ่ไม่เล็กแห่งหนึ่งตั้งอยู่ หน้าโรงเตี๊ยมมีชายสองคนยืนสนทนากันอยู่ท่ามกลางแสงแดดเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น และไกลออกไปราวครึ่งลี้ ทั้งสองมองเห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา
"
อากวาง....ดูซิ โน่น...ใครกำลังมา ?" หนึ่งในสองคนนั้นกล่าวพลางชี้มือไปยังทิศทางนั้น
ผู้ถูกเรียกว่า "อากวาง" มองตามไป ทำคิ้วขมวด
" ผู้ใดกันแน่ ? ข้ารู้สึกคุ้นตาอยู่ เจ้าเล่า
อาเป่า ? " หันไปถามคนที่บอกแล้วหันไปมองผู้ที่กำลังมาเยือนต่อ
"อีกประเดี๋ยวก็รู้กัน ข้าก็รู้สึกคุ้นว่าเคยพบเห็น อาจบางทีเป็นสหายคนใดคนหนึ่งก็เป็นได้"
ทั้งสองคน ยืนมองอยู่ จนกระทั่งผู้มาเยือนปรากฏให้เห็นชัดเจนในระยะที่ก้าวเดินเข้าไปหาสักสิบกว่าก้าวก็ถึงตัว
"
ต้าหยง !!! "
ทั้งคนชื่ออากวาง และอาเป่า ตะโกนเรียกชื่อนั้นพร้อมกัน และพากันวิ่งออกไปหา
ผู้มาเยือนส่งยิ้มให้และหยุดเดิน ยืนรอจนกระทั่งคนทั้งสองมาถึงแล้วพากันจับมือบ้างจับไหล่บ้างด้วยความลิงโลด และแล้วก็ยืนโอบกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง
"เจ้ากลับมาที่นี่อีกครั้งจนได้นะ...ต้าหยง" อากวางกล่าวก่อน ตามด้วยอาเป่า "ข้านึกว่าเจ้าจะไม่กลับมาอีกแล้ว"
ที่แท้ ทั้งสามเป็นสหายสนิทกันมาเนิ่นนานแล้ว
อาคันตุกะยิ้ม ก่อนจะกล่าวตอบสหายทั้งสอง
"ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้ว...ว่าสักวันหนึ่งข้าจะกลับมา คนอย่างข้าเคยผิดคำพูดหรือ ?"
"ประเสริฐมาก! เข้าไปในโรงเตี๊ยมของพวกข้าก่อนเถิด จะได้ร่ำสุรากัน วันนี้พวกเรา ไม่เมาไม่เลิกรา !! ไปกัน !!!" อาเป่ากล่าวและตบไหล่สหายซึ่งจากกันไปนาน
"มิเพียงแต่ร่ำสุรากันให้เมามายเท่านั้น" อากวางกล่าวเสริม " เจ้าต้องบรรเลงเพลงพิณให้ข้าและอาเป่าฟัง และพวกเราจะขับร้องเพลงกันให้หนำใจ"
แล้วสามสหายผู้มิได้พบหน้ากันมาเนิ่นนาน ก็พากันเดินเข้าไปยังโรงเตี๊ยม
***************************************************************************************************************
ที่โต๊ะอาหาร ในห้องพิเศษชั้นสองของโรงเตี๊ยม สามสหายนั่งดื่มกินและสนทนากันถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่พวกเขาเคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา จนกระทั่ง ต้าหยง หรือชื่อแซ่เต็มๆว่า หยิวต้าหยง จากไปนานยี่สิบกว่าปี แล้วกลับมาในวันนี้ พูดคุยกันไปบ้าง หยุดให้คนแซ่หยิวบรรเลงพิณให้ฟังบ้าง ร้องเพลงไปด้วยบ้างอย่างสุขสำราญเต็มที่
อากวางและอาเป่านั้น ที่แท้เป็นพี่น้องฝาแฝด หน้าตาเหมือนกันแทบทุกส่วน มีแต่สรีระร่างกายเท่านั้นที่แตกต่างกันในปัจจุบันนี้ อาเป่ามีร่างกายอวบอ้วนกว่าอากวางเล็กน้อย สองพี่น้องเปิดกิจการโรงเตี๊ยมร่วมกันมาหลังจากต้าหยงผู้เป็นสหายจากไปไม่ถึงปี จนถึงบัดนี้
จนถึงยามเย็น มีแขกเหรื่อเข้าโรงเตี๊ยม สองพี่น้องสั่งลูกน้องให้คอยบริการแขก ส่วนตนนั้นอยู่ดื่มกินกับต้าหยงต่อไป นานๆ จึงผลัดกันออกไปพบปะกับแขกผู้เป็นขาประจำ และทักทายแขกคนอื่นๆ ตามมารยาท แล้วจึงกลับเข้ามาหาต้าหยงใหม่
ครั้นถึงเที่ยงคืน บรรดาแขกเหรื่อค่อยทยอยออกจากโรงเตี๊ยม จนสุดท้ายก็กลับบ้านกันหมด เหลือแต่สามสหาย และลูกน้องบริวารของสองพี่น้องฝาแฝดอยู่ภายในร้าน
อาเป่าบอกแก่ลูกน้องทุกคนว่า คืนนี้ ดื่มกินเต็มที่ ฉลองการกลับมาของต้าหยงสหายรัก
หยิวต้าหยง บรรเลงพิณเพลงแล้วเพลงเล่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพลงให้อารมณ์สดชื่นเบิกบาน ปกติเขาไม่ชมชอบบรรเลงเพลงเช่นนี้ แต่คืนนี้ต้องเป็นข้อยกเว้น เพื่อสหายที่รักทั้งสองคน
เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม อากวางนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม
"ต้าหยง...เจ้ายังคงฝึกวิชา
'ฝ่ามือเรียกลมฝน' ที่ข้ากับอาเป่าเคยสอนเจ้าบ้างหรือไม่ ?"
ต้าหยงยิ้มและพยักหน้า
"ทุกครั้งที่ข้าคิดถึงพวกเจ้า ข้าจะออกไปข้างนอก และทบทวนวิชานี้เสมอ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ประเสริฐ!!" อาเป่าตบโต๊ะ " พวกเรา ออกไปข้างนอกกันเถอะ ไปเล่นด้วยกัน !!"
จอมพิณยิ้มและส่ายหน้าน้อยๆ นึกในใจ สหายรักทั้งสอง ยังคงนิสัยเหมือนเด็กๆ เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากตนอยู่ที่นี่ตลอดไป ก็คงมีความสุขไม่น้อย
"แล้วแต่เจ้าของบ้านก็แล้วกัน" กล่าวจบ ยกจอกสุราขึ้นดื่ม แล้วลุกขึ้น
ทั้งสามสหาย ออกจากโรงเตี๊ยมมายืนอยู่ข้างนอก ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ เสียงสายลมยามดึกหวีดหวิว
ต้าหยง นั่งลงกับพื้นดิน กำหนดสมาธิเดินลมปราณ ในขณะที่อากวางยืนตั้งท่า กางขาออกเล็กน้อย ตั้งมือซ้าย ชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ แล้วโบกไปมาช้าๆ อาเป่า ยังยืนสงบนิ่งอยู่ แต่ก็เริ่มเดินลมปราณของตนเองแล้ว เพราะเขาแบฝ่ามือทั้งสองลงและนิ่งเหมือนหุ่นปั้น
ครู่เดียวเท่านั้น สายลมซึ่งทีแรกพัดโชยเอื่อยๆ ก็กลับพัดแรงขึ้นๆ จนกลายเป็นพายุเสียงดังอู้...อู้...พัดใบไม้กิ่งไม้ปลิวไปทั่วบริเวณ โกรกเส้นผมบนศีรษะทั้งสามคนกระจาย และเสื้อผ้าก็สะบัดไปตามแรงลม ยิ่งอากวางโบกมือขวาสลับกับมือซ้ายขึ้นๆลงๆ สายลมก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นจนกิ่งไม้จากต้นไม้หลายต้นหักระเนระนาด...
ฉับพลัน อาเป้าซึ่งยืนเดินลมปราณนิ่งอยู่นาน ก็กางแขนออก หงายฝ่ามือขึ้น
นิ่งอยู่เพียงครู่เดียว ท้องฟ้าเบื้องบนก็ส่งเสียงคำรนครืนครืน แล้วเม็ดฝนก็ตกลงมา จากน้อยๆ ปรอยๆ แล้วก็หนาเม็ดขึ้นๆ จนตกหนัก สายอสนียบาตแลบแปลบปลาบไปทั่วทุกทิศ
หยิวต้าหยง ครั้นเห็นว่าบัดนี้ มีทั้งลมทั้งฝนแล้ว จึงลุกขึ้นยืน ทำท่าทางเหมือนอย่างสองพี่น้องฝาแฝด เขาได้ยินเสียงอากวางร้องตะโกนฝ่าสายลมและสายฝนมา...
" ขอลมแรงกว่านี้......ต้าหยง !!! เจ้าทำได้ไหม ??? "
จอมพิณไม่ตอบ แต่ชูมือขวาขึ้นโบกสะบัดและหมุนเป็นวงกลม....พริบตาเดียว ลมที่แรงอยู่แล้วก็แรงหนักกว่าเดิมและกลายเป็นพายุหมุน ต้นไม้ทั้งหลายโอนเอนและกิ่งไม้หักเพิ่มขึ้นปลิวกระจาย บางกิ่งปลิวมาทางคนทั้งสาม แต่พอจะถูกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก็กลับแฉลบเบี่ยงไปเสีย ประดุจว่ามีพลังจากร่างกายของคนทั้งสามผลักมันออกไปฉะนั้น
ต้าหยงได้ยินเสียงอาเป่าตะโกนมาบ้าง....
"ฝนตกหนักแล้ว ต้าหยง แต่ยังไม่พอหรอก!! ขอฟ้าผ่าซักทีซิ !!!"
เขาพยักหน้า แล้วกางแขนทั้งสองออกเลียนแบบคนพูด แล้วชูสองมือขึ้นเหนือศีรษะ ทำมือวนไปวนมา หมายตาไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ยืนต้นอยู่ไกลออกไปประมาณครึ่งลี้เศษๆ แล้วฟาดฝ่ามือทั้งสองไปยังต้นไม้ต้นนั้น
ฉับพลัน...ต้นไม้นั้นทั้งต้นก็สั่นสะท้าน และเบื้องบนฟ้าก็ส่งเสียงครืนครั่น สายฟ้าแลบแปลบแสงเจิดจ้าและผ่าลงมายังต้นไม้นั้นจนขาดกลาง
" เปรี้ยงงงงง ......!!!!"
ต้าหยงลดมือลง ผ่อนลมปราณ เป่าลมออกจากปาก ได้ยินเสียงพี่น้องฝาแฝดผู้สหายปรบมือกันอยู่ห่างๆ และส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
" เจ้ายังแน่มาก.....ต้าหยง!!" อากวางกล่าวชม
" ไม่เสียทีที่พวกเราเคยฝึกร่วมกันมา " อาเป่ากล่าวบ้าง
" ไม่นึกเลย..." จอมพิณส่ายหน้าพูดยิ้มๆ " ก่อนหน้าที่ข้าจะเดินทางมานี่ มีเซียนขลุ่ยคนหนึ่งขอท้าประลองเพลงพิณของข้า เล่นเอาข้าเหนื่อยแทบตาย ข้าเดินทางมาถึงนี่ นึกไม่ถึงต้องมาประลองกับพวกเจ้าอีก!"
"ประลองอะไรกันเล่า ? " อาเป่าแย้ง และแยกเขี้ยวขาว "เราเล่นด้วยกันต่างหาก"
"มาๆ ต้าหยง......สุดท้าย ก่อนจะกลับเข้าไปดื่มกินกันต่อ....คราวนี้ เราสามคน ผนึกกำลังกัน!" อากวางชักชวนเล่นเป็นครั้งสุดท้าย
"ผนึกกำลังกัน ทำสิ่งใด ?" เขาตะโกนถาม
" ถอนต้นไม้นั่น!!! " ทั้งสองพี่น้อง ชี้ไปที่ต้นไม้ซึ่งเพี่งถูกฟ้าผ่าและตอบพร้อมกัน
ต้าหยงยิ้มและส่ายหน้าอีกครั้ง
"พวกเจ้านี่ซนแท้ๆ"
"เอาเถิดน่ะ! พวกข้าสองคนไม่ได้สนุกกันเช่นนี้มานานแล้ว" อาเป่าตะโกนตอบ " เตรียมตัวนะ ถอนรากถอนโคนมันให้ได้ เจ้าเตรียมตัว พวกข้าสองคนจะนับพร้อมกัน.....ระวัง!"
"ได้ !!!" จอมพิณตะโกนตอบสั้นๆ
สองพี่น้องฝาแฝดตั้งท่า แล้วตะโกนนับอย่างพร้อมเพรียงกัน " หนึ่ง.......สอง........สาม !!!"
สิ้นคำว่า "สาม" สหายทั้งสามคน ยืดแขนสองข้างไปข้างหน้า ส่งพลังวรยุทธผ่านฝ่ามือไปผนึกประสานกันโดยเป้าหมายอยู่ที่โคนต้นไม้ซึ่งถูกฟ้าผ่าขาดกลางต้นนั้น ครู่หนึ่ง อาเป่าก็ตะโกนก้อง
"ถอนมัน !!!"
สามสหาย เกร็งกำลัง .....ค่อยๆ ชูแขนขึ้นสูงทีละน้อยๆ ราวกับว่ากำลังใช้มือจริงๆ ถอนต้นไม้นั้นอยู่ ...รากของต้นไม้นั้น ค่อยๆดันก้อนดินก้อนหินข้างบนแตกกระจาย...ครั้นแล้ว ทั้งสามคนก็เหวี่ยงแขนขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกัน
" ปรุ !!! "
ต้นไม้ทุพพลภาพต้นนั้น ในที่สุดถูกถอนขึ้นมาได้จริงๆ โดยถูกเหวี่ยงไปกองอยู่หน้าโรงเตี๊ยมพอดี !
"พรุ่งนี้ ค่อยให้ลูกน้องพวกข้าจัดการผ่าเป็นฟืนเอาไว้ใช้ เรากลับไปดื่มกินกันต่อเถิด" อาเป่าพยักพเยิดให้กลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม
แล้วสามสหาย ก็กลับไปดื่มกินกันต่อไปในห้องเดิม จนใกล้สว่าง จึงพากันพักผ่อนหลับนอน
*************************************************************************************************************
ต้าหยงพักอยู่กับสองพี่น้องฝาแฝดได้สัปดาห์หนึ่ง ก็คิดจะเดินทางต่อไปอีก
อาเป่าเอ่ยถาม ขณะที่กำลังดื่มกินกันในคืนวันที่เจ็ด
"เจ้าจะเดินทางไปทำสิ่งใด ณ ที่ใดอีก ? มิสู้อยู่กับพวกข้าสองคน ร่ำสุราด้วยกันทุกวันคืนเช่นนี้เรื่อยไป มิดีกว่าหรือ ?"
"อันที่จริง ข้าก็อยากจะทำเช่นนั้น" จอมพิณตอบ "แต่ข้าจำเป็นต้องตามหา ท่านยายอาจารย์ เพื่อฝึกอบรมจิตให้สำเร็จวิชาขั้นที่สอง ซึ่งมันจะทำให้วิชา
'ฝ่ามือไตรสมาธิ' ของข้า พัฒนารุดหน้าตามไปด้วย"
สองพี่น้องฝาแฝด มองตากัน แล้วผู้พี่ก็บอกแก่สหายนักพิณ
"ท่านแม่ชี มรณภาพไปแล้ว.....ต้าหยง"
จอมพิณสีหน้าสลดลงทันที
"จริงหรือนี่....อาเป่า ? อากวาง ?"
สองพี่น้องพยักหน้า ก่อนที่ผู้น้องจะตอบ "จริงสิ...ต้าหยง"
หยิวต้าหยง นิ่งเงียบด้วยอาการซึมเศร้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยกไหสุราขึ้นดื่มหนักๆไปหลายอึก คร่ำครวญด้วยน้ำตาไหลพราก
"ท่านยาย.....ไยท่านจึงด่วนจากไปเร็วนัก....ไม่รอคอยต้าหยงกลับมาหาท่านก่อน ???"
อากวางทอดถอนใจ ยกมือขวาขึ้นตบไหล่สหาย
"ท่านยายอายุมากแล้วนะ ต้าหยง....ตอนที่เจ้าไปจากที่นี่ ท่านก็อายุเกือบแปดสิบปีแล้ว และเจ้าจากไปยี่สิบกว่าปี เกือบสามสิบปีเทียวนะ หากท่านยังอยู่ก็อายุเกินกว่าร้อยปีเป็นอันมาก อาจจะถึงร้อยยี่สิบปี ... คนอายุยืนถึงปานนั้น หาได้ยาก โดยมาก สามารถอายุยืนเกินร้อยปีได้ไม่มากนัก ก็ต้องตาย"
ต้าหยงพยักหน้าซึ่งนองไปด้วยน้ำตา
"ข้าเข้าใจ...อากวาง.....ถึงกระนั้น ข้าก็ยังต้องไปกราบคารวะหลุมฝังศพของท่านอยู่ดี "
/// เพลงพิณปลิดวิญญาณ /// - ตอนที่ 2 -
จากมณฑลเสฉวนไปทางทิศตะวันตก ในที่สุดคนทั้งสามก็เดินทางจนถึงเขตชายแดน จอมพิณหันมาบอกหนุ่มสาวที่ตามมาส่ง
"พวกเจ้า ส่งข้าเพียงแค่นี้พอแล้ว พากันเดินทางกลับไปเถิด อีกสักครึ่งปี หรือหนึ่งปีให้หลัง ค่อยพบกันใหม่"
สองหนุ่มสาวประสานมือคารวะพร้อมกัน
"จอมยุทธหยิว ถนอมตัวด้วยครับ" คุณชายหม่าลี่กล่าวอำลาก่อน ตามด้วยชุนเอ๋อร์ผู้เป็นนางในดวงใจ
" ท่านอาจารย์ ถนอมตัวด้วยค่ะ ศิษย์และคุณชายหม่าลี่ขออำลา แล้วพบกันใหม่ "
" พวกเจ้าก็เช่นกัน แล้วพบกันใหม่"
จอมพิณพยักหน้า แล้วหมุนตัวกลับหลังหัน ออกเดินมุ่งหน้าสู่เทือกเขาสูงที่มองเห็นตั้งตระหง่านอยู่แต่ไกลข้างหน้า
************************************************************************************************************
ขุนเขาจูฟง (เขายอดไข่มุก=Everest) มองดูสูงละลิ่ว ดุจจะทะลุขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ได้ ณ เวลานี้ขาวโพลนไปด้วยหิมะที่โปรยปราย อากาศเหน็บหนาว สายลมพัดแรงอยู่ตลอดเวลา...เพียงบริเวณเชิงเขาเท่านั้นก็ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตหนาวสั่นสะท้านทั่วกาย ไม่จำต้องเอ่ยถึงบนยอดเขา ว่าจะหนาวเย็นหนักหนาสาหัสปานใด...
ห่างจากเชิงเขาทิศตะวันออกประมาณห้าลี้ มีโรงเตี๊ยมไม่ใหญ่ไม่เล็กแห่งหนึ่งตั้งอยู่ หน้าโรงเตี๊ยมมีชายสองคนยืนสนทนากันอยู่ท่ามกลางแสงแดดเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น และไกลออกไปราวครึ่งลี้ ทั้งสองมองเห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา
"อากวาง....ดูซิ โน่น...ใครกำลังมา ?" หนึ่งในสองคนนั้นกล่าวพลางชี้มือไปยังทิศทางนั้น
ผู้ถูกเรียกว่า "อากวาง" มองตามไป ทำคิ้วขมวด
" ผู้ใดกันแน่ ? ข้ารู้สึกคุ้นตาอยู่ เจ้าเล่า อาเป่า ? " หันไปถามคนที่บอกแล้วหันไปมองผู้ที่กำลังมาเยือนต่อ
"อีกประเดี๋ยวก็รู้กัน ข้าก็รู้สึกคุ้นว่าเคยพบเห็น อาจบางทีเป็นสหายคนใดคนหนึ่งก็เป็นได้"
ทั้งสองคน ยืนมองอยู่ จนกระทั่งผู้มาเยือนปรากฏให้เห็นชัดเจนในระยะที่ก้าวเดินเข้าไปหาสักสิบกว่าก้าวก็ถึงตัว
" ต้าหยง !!! "
ทั้งคนชื่ออากวาง และอาเป่า ตะโกนเรียกชื่อนั้นพร้อมกัน และพากันวิ่งออกไปหา
ผู้มาเยือนส่งยิ้มให้และหยุดเดิน ยืนรอจนกระทั่งคนทั้งสองมาถึงแล้วพากันจับมือบ้างจับไหล่บ้างด้วยความลิงโลด และแล้วก็ยืนโอบกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง
"เจ้ากลับมาที่นี่อีกครั้งจนได้นะ...ต้าหยง" อากวางกล่าวก่อน ตามด้วยอาเป่า "ข้านึกว่าเจ้าจะไม่กลับมาอีกแล้ว"
ที่แท้ ทั้งสามเป็นสหายสนิทกันมาเนิ่นนานแล้ว
อาคันตุกะยิ้ม ก่อนจะกล่าวตอบสหายทั้งสอง
"ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้ว...ว่าสักวันหนึ่งข้าจะกลับมา คนอย่างข้าเคยผิดคำพูดหรือ ?"
"ประเสริฐมาก! เข้าไปในโรงเตี๊ยมของพวกข้าก่อนเถิด จะได้ร่ำสุรากัน วันนี้พวกเรา ไม่เมาไม่เลิกรา !! ไปกัน !!!" อาเป่ากล่าวและตบไหล่สหายซึ่งจากกันไปนาน
"มิเพียงแต่ร่ำสุรากันให้เมามายเท่านั้น" อากวางกล่าวเสริม " เจ้าต้องบรรเลงเพลงพิณให้ข้าและอาเป่าฟัง และพวกเราจะขับร้องเพลงกันให้หนำใจ"
แล้วสามสหายผู้มิได้พบหน้ากันมาเนิ่นนาน ก็พากันเดินเข้าไปยังโรงเตี๊ยม
***************************************************************************************************************
ที่โต๊ะอาหาร ในห้องพิเศษชั้นสองของโรงเตี๊ยม สามสหายนั่งดื่มกินและสนทนากันถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่พวกเขาเคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา จนกระทั่ง ต้าหยง หรือชื่อแซ่เต็มๆว่า หยิวต้าหยง จากไปนานยี่สิบกว่าปี แล้วกลับมาในวันนี้ พูดคุยกันไปบ้าง หยุดให้คนแซ่หยิวบรรเลงพิณให้ฟังบ้าง ร้องเพลงไปด้วยบ้างอย่างสุขสำราญเต็มที่
อากวางและอาเป่านั้น ที่แท้เป็นพี่น้องฝาแฝด หน้าตาเหมือนกันแทบทุกส่วน มีแต่สรีระร่างกายเท่านั้นที่แตกต่างกันในปัจจุบันนี้ อาเป่ามีร่างกายอวบอ้วนกว่าอากวางเล็กน้อย สองพี่น้องเปิดกิจการโรงเตี๊ยมร่วมกันมาหลังจากต้าหยงผู้เป็นสหายจากไปไม่ถึงปี จนถึงบัดนี้
จนถึงยามเย็น มีแขกเหรื่อเข้าโรงเตี๊ยม สองพี่น้องสั่งลูกน้องให้คอยบริการแขก ส่วนตนนั้นอยู่ดื่มกินกับต้าหยงต่อไป นานๆ จึงผลัดกันออกไปพบปะกับแขกผู้เป็นขาประจำ และทักทายแขกคนอื่นๆ ตามมารยาท แล้วจึงกลับเข้ามาหาต้าหยงใหม่
ครั้นถึงเที่ยงคืน บรรดาแขกเหรื่อค่อยทยอยออกจากโรงเตี๊ยม จนสุดท้ายก็กลับบ้านกันหมด เหลือแต่สามสหาย และลูกน้องบริวารของสองพี่น้องฝาแฝดอยู่ภายในร้าน
อาเป่าบอกแก่ลูกน้องทุกคนว่า คืนนี้ ดื่มกินเต็มที่ ฉลองการกลับมาของต้าหยงสหายรัก
หยิวต้าหยง บรรเลงพิณเพลงแล้วเพลงเล่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพลงให้อารมณ์สดชื่นเบิกบาน ปกติเขาไม่ชมชอบบรรเลงเพลงเช่นนี้ แต่คืนนี้ต้องเป็นข้อยกเว้น เพื่อสหายที่รักทั้งสองคน
เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม อากวางนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม
"ต้าหยง...เจ้ายังคงฝึกวิชา 'ฝ่ามือเรียกลมฝน' ที่ข้ากับอาเป่าเคยสอนเจ้าบ้างหรือไม่ ?"
ต้าหยงยิ้มและพยักหน้า
"ทุกครั้งที่ข้าคิดถึงพวกเจ้า ข้าจะออกไปข้างนอก และทบทวนวิชานี้เสมอ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ประเสริฐ!!" อาเป่าตบโต๊ะ " พวกเรา ออกไปข้างนอกกันเถอะ ไปเล่นด้วยกัน !!"
จอมพิณยิ้มและส่ายหน้าน้อยๆ นึกในใจ สหายรักทั้งสอง ยังคงนิสัยเหมือนเด็กๆ เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากตนอยู่ที่นี่ตลอดไป ก็คงมีความสุขไม่น้อย
"แล้วแต่เจ้าของบ้านก็แล้วกัน" กล่าวจบ ยกจอกสุราขึ้นดื่ม แล้วลุกขึ้น
ทั้งสามสหาย ออกจากโรงเตี๊ยมมายืนอยู่ข้างนอก ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ เสียงสายลมยามดึกหวีดหวิว
ต้าหยง นั่งลงกับพื้นดิน กำหนดสมาธิเดินลมปราณ ในขณะที่อากวางยืนตั้งท่า กางขาออกเล็กน้อย ตั้งมือซ้าย ชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ แล้วโบกไปมาช้าๆ อาเป่า ยังยืนสงบนิ่งอยู่ แต่ก็เริ่มเดินลมปราณของตนเองแล้ว เพราะเขาแบฝ่ามือทั้งสองลงและนิ่งเหมือนหุ่นปั้น
ครู่เดียวเท่านั้น สายลมซึ่งทีแรกพัดโชยเอื่อยๆ ก็กลับพัดแรงขึ้นๆ จนกลายเป็นพายุเสียงดังอู้...อู้...พัดใบไม้กิ่งไม้ปลิวไปทั่วบริเวณ โกรกเส้นผมบนศีรษะทั้งสามคนกระจาย และเสื้อผ้าก็สะบัดไปตามแรงลม ยิ่งอากวางโบกมือขวาสลับกับมือซ้ายขึ้นๆลงๆ สายลมก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นจนกิ่งไม้จากต้นไม้หลายต้นหักระเนระนาด...
ฉับพลัน อาเป้าซึ่งยืนเดินลมปราณนิ่งอยู่นาน ก็กางแขนออก หงายฝ่ามือขึ้น นิ่งอยู่เพียงครู่เดียว ท้องฟ้าเบื้องบนก็ส่งเสียงคำรนครืนครืน แล้วเม็ดฝนก็ตกลงมา จากน้อยๆ ปรอยๆ แล้วก็หนาเม็ดขึ้นๆ จนตกหนัก สายอสนียบาตแลบแปลบปลาบไปทั่วทุกทิศ
หยิวต้าหยง ครั้นเห็นว่าบัดนี้ มีทั้งลมทั้งฝนแล้ว จึงลุกขึ้นยืน ทำท่าทางเหมือนอย่างสองพี่น้องฝาแฝด เขาได้ยินเสียงอากวางร้องตะโกนฝ่าสายลมและสายฝนมา...
" ขอลมแรงกว่านี้......ต้าหยง !!! เจ้าทำได้ไหม ??? "
จอมพิณไม่ตอบ แต่ชูมือขวาขึ้นโบกสะบัดและหมุนเป็นวงกลม....พริบตาเดียว ลมที่แรงอยู่แล้วก็แรงหนักกว่าเดิมและกลายเป็นพายุหมุน ต้นไม้ทั้งหลายโอนเอนและกิ่งไม้หักเพิ่มขึ้นปลิวกระจาย บางกิ่งปลิวมาทางคนทั้งสาม แต่พอจะถูกส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก็กลับแฉลบเบี่ยงไปเสีย ประดุจว่ามีพลังจากร่างกายของคนทั้งสามผลักมันออกไปฉะนั้น
ต้าหยงได้ยินเสียงอาเป่าตะโกนมาบ้าง....
"ฝนตกหนักแล้ว ต้าหยง แต่ยังไม่พอหรอก!! ขอฟ้าผ่าซักทีซิ !!!"
เขาพยักหน้า แล้วกางแขนทั้งสองออกเลียนแบบคนพูด แล้วชูสองมือขึ้นเหนือศีรษะ ทำมือวนไปวนมา หมายตาไว้ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ยืนต้นอยู่ไกลออกไปประมาณครึ่งลี้เศษๆ แล้วฟาดฝ่ามือทั้งสองไปยังต้นไม้ต้นนั้น
ฉับพลัน...ต้นไม้นั้นทั้งต้นก็สั่นสะท้าน และเบื้องบนฟ้าก็ส่งเสียงครืนครั่น สายฟ้าแลบแปลบแสงเจิดจ้าและผ่าลงมายังต้นไม้นั้นจนขาดกลาง
" เปรี้ยงงงงง ......!!!!"
ต้าหยงลดมือลง ผ่อนลมปราณ เป่าลมออกจากปาก ได้ยินเสียงพี่น้องฝาแฝดผู้สหายปรบมือกันอยู่ห่างๆ และส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
" เจ้ายังแน่มาก.....ต้าหยง!!" อากวางกล่าวชม
" ไม่เสียทีที่พวกเราเคยฝึกร่วมกันมา " อาเป่ากล่าวบ้าง
" ไม่นึกเลย..." จอมพิณส่ายหน้าพูดยิ้มๆ " ก่อนหน้าที่ข้าจะเดินทางมานี่ มีเซียนขลุ่ยคนหนึ่งขอท้าประลองเพลงพิณของข้า เล่นเอาข้าเหนื่อยแทบตาย ข้าเดินทางมาถึงนี่ นึกไม่ถึงต้องมาประลองกับพวกเจ้าอีก!"
"ประลองอะไรกันเล่า ? " อาเป่าแย้ง และแยกเขี้ยวขาว "เราเล่นด้วยกันต่างหาก"
"มาๆ ต้าหยง......สุดท้าย ก่อนจะกลับเข้าไปดื่มกินกันต่อ....คราวนี้ เราสามคน ผนึกกำลังกัน!" อากวางชักชวนเล่นเป็นครั้งสุดท้าย
"ผนึกกำลังกัน ทำสิ่งใด ?" เขาตะโกนถาม
" ถอนต้นไม้นั่น!!! " ทั้งสองพี่น้อง ชี้ไปที่ต้นไม้ซึ่งเพี่งถูกฟ้าผ่าและตอบพร้อมกัน
ต้าหยงยิ้มและส่ายหน้าอีกครั้ง
"พวกเจ้านี่ซนแท้ๆ"
"เอาเถิดน่ะ! พวกข้าสองคนไม่ได้สนุกกันเช่นนี้มานานแล้ว" อาเป่าตะโกนตอบ " เตรียมตัวนะ ถอนรากถอนโคนมันให้ได้ เจ้าเตรียมตัว พวกข้าสองคนจะนับพร้อมกัน.....ระวัง!"
"ได้ !!!" จอมพิณตะโกนตอบสั้นๆ
สองพี่น้องฝาแฝดตั้งท่า แล้วตะโกนนับอย่างพร้อมเพรียงกัน " หนึ่ง.......สอง........สาม !!!"
สิ้นคำว่า "สาม" สหายทั้งสามคน ยืดแขนสองข้างไปข้างหน้า ส่งพลังวรยุทธผ่านฝ่ามือไปผนึกประสานกันโดยเป้าหมายอยู่ที่โคนต้นไม้ซึ่งถูกฟ้าผ่าขาดกลางต้นนั้น ครู่หนึ่ง อาเป่าก็ตะโกนก้อง
"ถอนมัน !!!"
สามสหาย เกร็งกำลัง .....ค่อยๆ ชูแขนขึ้นสูงทีละน้อยๆ ราวกับว่ากำลังใช้มือจริงๆ ถอนต้นไม้นั้นอยู่ ...รากของต้นไม้นั้น ค่อยๆดันก้อนดินก้อนหินข้างบนแตกกระจาย...ครั้นแล้ว ทั้งสามคนก็เหวี่ยงแขนขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกัน
" ปรุ !!! "
ต้นไม้ทุพพลภาพต้นนั้น ในที่สุดถูกถอนขึ้นมาได้จริงๆ โดยถูกเหวี่ยงไปกองอยู่หน้าโรงเตี๊ยมพอดี !
"พรุ่งนี้ ค่อยให้ลูกน้องพวกข้าจัดการผ่าเป็นฟืนเอาไว้ใช้ เรากลับไปดื่มกินกันต่อเถิด" อาเป่าพยักพเยิดให้กลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม
แล้วสามสหาย ก็กลับไปดื่มกินกันต่อไปในห้องเดิม จนใกล้สว่าง จึงพากันพักผ่อนหลับนอน
*************************************************************************************************************
ต้าหยงพักอยู่กับสองพี่น้องฝาแฝดได้สัปดาห์หนึ่ง ก็คิดจะเดินทางต่อไปอีก
อาเป่าเอ่ยถาม ขณะที่กำลังดื่มกินกันในคืนวันที่เจ็ด
"เจ้าจะเดินทางไปทำสิ่งใด ณ ที่ใดอีก ? มิสู้อยู่กับพวกข้าสองคน ร่ำสุราด้วยกันทุกวันคืนเช่นนี้เรื่อยไป มิดีกว่าหรือ ?"
"อันที่จริง ข้าก็อยากจะทำเช่นนั้น" จอมพิณตอบ "แต่ข้าจำเป็นต้องตามหา ท่านยายอาจารย์ เพื่อฝึกอบรมจิตให้สำเร็จวิชาขั้นที่สอง ซึ่งมันจะทำให้วิชา 'ฝ่ามือไตรสมาธิ' ของข้า พัฒนารุดหน้าตามไปด้วย"
สองพี่น้องฝาแฝด มองตากัน แล้วผู้พี่ก็บอกแก่สหายนักพิณ
"ท่านแม่ชี มรณภาพไปแล้ว.....ต้าหยง"
จอมพิณสีหน้าสลดลงทันที
"จริงหรือนี่....อาเป่า ? อากวาง ?"
สองพี่น้องพยักหน้า ก่อนที่ผู้น้องจะตอบ "จริงสิ...ต้าหยง"
หยิวต้าหยง นิ่งเงียบด้วยอาการซึมเศร้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยกไหสุราขึ้นดื่มหนักๆไปหลายอึก คร่ำครวญด้วยน้ำตาไหลพราก
"ท่านยาย.....ไยท่านจึงด่วนจากไปเร็วนัก....ไม่รอคอยต้าหยงกลับมาหาท่านก่อน ???"
อากวางทอดถอนใจ ยกมือขวาขึ้นตบไหล่สหาย
"ท่านยายอายุมากแล้วนะ ต้าหยง....ตอนที่เจ้าไปจากที่นี่ ท่านก็อายุเกือบแปดสิบปีแล้ว และเจ้าจากไปยี่สิบกว่าปี เกือบสามสิบปีเทียวนะ หากท่านยังอยู่ก็อายุเกินกว่าร้อยปีเป็นอันมาก อาจจะถึงร้อยยี่สิบปี ... คนอายุยืนถึงปานนั้น หาได้ยาก โดยมาก สามารถอายุยืนเกินร้อยปีได้ไม่มากนัก ก็ต้องตาย"
ต้าหยงพยักหน้าซึ่งนองไปด้วยน้ำตา
"ข้าเข้าใจ...อากวาง.....ถึงกระนั้น ข้าก็ยังต้องไปกราบคารวะหลุมฝังศพของท่านอยู่ดี "