ลุ้น SET Index ทะยานแตะ 1,750 จุด

กระทู้ข่าว
แม้ภาพรวมตลาดหุ้นในในช่วงครึ่งปีแรกจะออกอาการซึมๆ จะขึ้นก็ไม่กล้าขึ้น จะลงก็ลงไม่ลึก เนื่องจากไร้ปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน โดยตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนเฝ้าจับตามองคือการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ของภาครัฐ ในช่วงครึ่งปีหลังถือว่ามีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
       ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังคงต้องติดตามกระแสฟันด์โฟลว์อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอีก 0.25% เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1-1.25% และมีการคาดการณ์ว่าภายในปีนี้จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งทำให้บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในช่วงแคบ...
       จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนพฤษภาคม 2560
     ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดที่ 1,561.66 จุด เพิ่มขึ้นเพียง 1.21% เท่านั้น จากสิ้นปี 2559
     ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 มีเพียง 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า SET Index ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจการเงิน
      นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคมนี้ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 5,454 ล้านบาท และมีสถานะซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีเพียง 13,651 ล้านบาท เท่านั้น
      ในความไม่แน่นอน ย่อมเป็น “โอกาส” สำหรับนักลงทุนที่มองหาลู่ทางการลงทุน ที่ให้ตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาว
มนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LHFund ประเมินว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2561 มีโอกาสแตะที่ระดับ 1,750 จุด โดยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรระดับ 15.5 เท่า และคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2562 ที่ประมาณ 113 บาท/หุ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2560
       LHFund มองภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง ตามทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ภาครัฐเร่งการใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2560-2567 จะมีการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐรวมทั้งสิ้นประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท อ้างอิงข้อมูลจากโกลด์แมน แซคส์
       โดยเฉพาะในระหว่างปี 2561-2563 จะมีเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และปัจจัยจากภาคการส่งออกที่กลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในไตรมาส 1/2560 โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังได้รับปัจจัยหนุนจากภาครัฐที่เร่งใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
     
By : Smart Invest

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่