หุ้นเดือนก.ย.ผันผวน-รอเฟดชี้ชะตา
www.efinancethai.com
กูรูประสานเสียงแนวโน้มหุ้นไทยเดือน ก.ย.แกว่งตัวผันผวน รอธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ชี้ขาดมาตรการ QE วันที่ 17-18 ก.ย.นี้ มั่นใจหุ้นไทยไม่หลุด 1,200-1,220 จุด แม้เฟดลดวงเงินซื้อคืนพันธบัตร เหตุตลาดรับข่าวไปมากแล้ว แรงขายต่างชาติใกล้หมด แนะนักลงทุนทยอยเก็บหุ้นเข้าพอร์ตช่วงดัชนีอ่อนตัว รอการรีบาวน์รอบใหญ่ ส่วนสถานการณ์ซีเรียต้องจับตาใกล้ชิด ระบุหากเกิดสงครามจะฉุดตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่ง แต่มองมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มาก ด้านตลท.เตรียมเดินสายโรดโชว์ตะวันออกกลาง ฟื้นความเชื่อมั่นดึงเงินลงทุนหุ้นไทย
** CNS คาดหุ้นเดือน ก.ย.ผันผวน แนะทยอยสะสมช่วงตลาดอ่อนตัว
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์(บล.)โนมูระ พัฒนสิน(CNS) เปิดเผยกับ " สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกันยายน 2556 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วงต้นเดือนแต่อยู่ในกรอบจำกัด เนื่องจากนักลงทุนยังคงเฝ้าติดตามความชัดเจนเรื่องมาตรการ QE ในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 17-18 กันยายนนี้
ทั้งนี้ หากมีการปรับลดวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจลงและมีการยกเลิกมาตรการลงในที่สุด เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับฐานลงอีกครั้ง แต่หลังจากมีความชัดเจนเรื่องดังกล่าวแล้ว ตลาดหุ้นไทยก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ เพราะ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายอยู่ที่ P/E 12.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ซื้อขายที่ 13 เท่าแล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างประเทศได้ขายหุ้นไทยออกไปแล้วจำนวน 1.39 แสนล้านบาท จากเม็ดเงินที่เข้ามาซื้อหุ้นไทยในช่วงมาตรการ QE 2 คือ ตั้งแต่ 3 พ.ย.2552 และเมื่อรวมกับกำไรจากการซื้อหุ้นแล้วมีเม็ดเงินอยู่ที่ 1.41 แสนล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีเม็ดเงินต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้นไทย เหลืออยู่เพียง 2 พันล้านบาทเท่านั้น ทำให้เชื่อว่าแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศจากนี้ไปคงจะเหลืออีกไม่มาก
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามมทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 3 /56 แต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะมีการฟื้นตัว หลังผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/56 มาแล้ว แต่หากเศรษฐกิจไตรมาส 3/56 ออกมาไม่ดี เชื่อว่าจะทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลออกไปได้อีก ส่วนสถานการณ์ในซีเรีย ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นเกิดสงครามขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีสงครามเกิดขึ้นจริงจะทำให้นักลงทุนแห่เทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาจำนวนมาก
ทั้งนี้ คาดว่าดัชนีฯ จะมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,220 -1,250 จุด แนวต้านที่ระดับ 1,375-1,400 จุด ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมในหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่จะได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลกที่มีการฟื้นตัวดีขึ้น แนะนำ PTTEP- INTUCH- HMPRO- ERW
"ในช่วง 2 สัปดาห์แรกเดือนกันยายน คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แต่ในกรอบจำกัด จากรอผลการประชุมเรื่องมาตรการ QE ซึ่งผลออกมากหากมีการถอนมาตรการทำให้ดัชนีมีการปรับตัวลดลงมาอีกรอบ คาดว่าดัชนีจะมีการปรับตัวลดลงต่ำสุดอยู่ในกรอบ 1,220-1250 จุดแต่หลังจากนั้นก็จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากมีการขายออกไปแล้วคาดว่าดัชนีจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,375 -1,400 จุด จากต่างชาติน่าจะมีแรงขายออกมาไม่เยอะแล้วหลังจากขายออก ไปจำนวนมากแล้ว" นายกรภัทร กล่าว
**ทิสโก้ มอง SET Index เดือนก.ย.แกว่งตัวลงแตะจุดต่ำสุดที่1,230-1,200 จุด
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดลูกค้า ส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกันยายนนี้ คาดว่าจะแกว่งตัวในทิศทางขาลง แต่เชื่อว่าในเดือนนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยอยู่ในกรอบ 1,200 ,1230,และ 1,260 จุด
" ขณะนี้นักลงทุนรอความชัดเจนเรื่องมาตรการQE ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 18 กันยายนนี้ ว่าจะมีการลดการใช้QE น้อยหรือมาก นักลงทุนอาจมีการขายออกมาอีกครั้ง และเชื่อว่าต่างชาติอาจจะมีการขายออกไม่มาก เพราะที่ผ่านมาขายออกมากแล้ว หลังจากมีความชัดเจนแล้ว ดัชนีก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยมองแนวต้านที่ระดับ 1,320,1350,1,370 จุด" นายวิวัฒน์ กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บริษัทแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสม หากดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง โดยสามารถเลือกซื้อได้ทุกกลุ่ม เพราะที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาทุกกลุ่ม
** บล.โกลเบล็ก แนะจับตาประชุมเฟด 17-18 ก.ย.นี้
นายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. โกลเบล็ก เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกันยายน คาดว่าจะทรงตัวเพราะยังมีปัจจัยต่างประเทศที่จะต้องติดตามในเรื่องมาตการ QE ที่จะประชุมในเดือนนี้ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุน โดยมองว่าจุดต่ำสุดน่าจะอยู่ที่ระดับ 1,245-1,250 จุด โดยหากเม็ดเงินต่างชาติมีการไหลออกเชื่อว่าจะมีการไหลออกไม่มากจากที่ผ่านมากได้มีการขายออกไปจำนวนมากแล้ว ถึง 1.16 แสนล้านบาท ซึ่งในเดือน ส.ค.56 เพียงเดือนเดียวมีการขายถึง 39,999.32 ล้านบาท ส่วนเรื่องสถานการณ์ในซีเรีย เชื่อว่าจะมีผลในช่วงต้นเดือนเท่าเท่านั้น เชื่อว่าไม่น่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น
สำหรับปัจจัยในประเทศจะต้องมีการติดตามเช่นกัน เกี่ยวกับรายงานตัวเศรษฐกิจประจำเดือนของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะทำให้เห็นภาพแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส3/56 ซึ่งหากมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ก็จะส่งผลดี คลายความกังวลในเรื่องการเศรษฐกิจไทยจะถดถอย และหาก ธปท.ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ และมีการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยโดยดูจากการเติบโตเศรษฐกิจ แทนการพิจารณาโดยการอิงกับอัตราเงินเฟ้อ ก็จะส่งผลดี ต่อตลาด โดยประเมินแนวต้านที่ระดับ 1,375 จุด โดนแนะนำนักลงทุนทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดี
**บลจ.กรุงศรี เชียร์ซื้อหุ้นพื้นฐานดีถือลงทุนยาว
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนก.ย.นี้ คาดว่าดัชนีฯจะเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนตลอดทั้งเดือน หลังจากที่นักลงทุนยังคงวิตกกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ได้แก่ ปัจจัยทางการเมืองในกรณีการแก้กฏหมายนิรโทษกรรม รวมถึงการนำเรื่องพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าพิจารณาในรัฐสภา ประกอบกับได้รับปัจจัยลบจากต่างประเทศในกรณีที่ทางธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะชะลอมาตรการ QE ซึ่งจะส่งผลให้เงินในระบบขาดสภาพคล่อง
"แนวโน้มหุ้นไทยเดือนก.ย.นี้ ประเมินว่าจะผันผวนแบบขึ้นแรงและลงแรง ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่เข้ามากระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน ทั้งในเรื่องการแก้กฏหมายนิรโทษกรรม และพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่ยังไม่ริ่มปฏิบัติได้จริง และการดูดเงินออกจากระบบของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันยังคงพอมีปัจจัยบวกบ้าง คือการที่บริษัทจดทะเบียนอาจจะสามารถทำรายได้ให้เติบโตและออกมาตามที่คาดการณ์ไว้" นายประภาส กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นในกลุ่มที่มีพื้นฐานที่ดี ซึ่งเน้นแบบลงทุนในระยะยาว โดยประเมินกรอบดัชนีแนวรับไว้ที่ระดับ 1,200 จุด และประเมินแนวต้าน 1,300 จุด
**ASP ฟันธงแรงขายฝรั่งช่วงสั้นหมดไปแล้ว
บล.เอเซีย พลัส(ASP) ประเมินว่า ผลจากการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายของกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ของโลก เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้เม็ดเงินลงทุนบางส่วนถูกขับเคลื่อนเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึง 18 มี.ค..2556 พบว่านักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าซื้อสุทธิสะสมรวมประมาณ 1.96 แสนล้านบาท และมีต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ SET Index 1,033 จุด และหากคิดเป็นมูลค่าตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวพบว่ามียอดสูงสุดถึง 3.2 แสนล้านบาท หลังจากนั้นได้เกิดแรงขายทำกำไรออกมา และกดดันทำให้ SET Index ปรับลดลงจาก 18 มี.ค.2556 จนถึงปัจจุบัน 18.79% จนล่าสุดทำให้มูลค่าเงินลงทุนตามราคาตลาดของเม็ดเงินก้อนดังกล่าวปรับลดลงมาเหลือเพียง 1.5 แสนล้านบาท หรือลดลง 53.37% แยกได้เป็นการปรับลดลงจาก SET Index 18.79% และลดลงจากการขายออกมา 34.58% จึงทำให้คาดว่าแรงขายในระยะสั้นน่าจะหมดไปแล้ว
อย่างไรก็ตามหากมองภาพใหญ่ เชื่อว่ายังมีแรงขายต่างชาติต่อเนื่อง ภายใต้สมมุติฐานเลวร้ายสุด คือ จะมีแรงขายออกมาประมาณ 2 ใน 3 ของมูลค่าเม็ดเงินลงทุนสูงสุดที่ 3.2 แสนล้านบาท หรือ คงเหลือมูลค่าเพียง 1 ใน 3 ก็อาจเห็นการปรับลดลงของมูลค่าเงินลงทุนอีกประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากทั้งแรงขายที่มีออกมา และการปรับตัวลดลงของ SET Index คาดว่าน่าจะเห็นแรงขายสุทธิออกมาอีกประมาณ 4.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้ SET Index ปรับลดลงอีกไม่เกิน 65 จุด โดยการศึกษาในเชิงสถิติพบว่า ทุกๆ แรงขาย 1 พันล้านบาท จะทำให้ SET Index ลดลง 1.6 จุด ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดหมายก็ไม่น่าที่จะทำให้ SET Index ในรอบนี้ปรับตัวลดลงไปต่ำกว่า 1,200 จุด อย่างไรก็ตามกรณีนี้คาดว่าเกิดขึ้นยากมาก
**ตลท.โรดโชว์ตะวันออกกลางดึงเงินลงทุนหุ้นไทย
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเดินทางไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ต่อนักลงทุนในประเทศแถบตะวันออกกลาง ประกอบด้วย ประเทศอาบูดาบี บาห์เรน และกาตาร์ เพื่อให้มีความเข้าใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจและความน่าสนใจลงทุนของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางไปโรดโชว์ตามแผนที่วางไว้
ส่วนกรณีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในการทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่างประเทศให้รับทราบถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนของไทยว่ามีความแข็งแกร่งแตกต่างจากประเทศในภูมิภาค (กลุ่ม TIP) ในขณะที่การปรับลดลงของหุ้นในช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ต้องชี้แจงไปยังกระทรวงการคลัง เนื่องจากตลาดหุ้นไม่ได้ปรับตัวลดลงแรงถึงระดับ 5% ภายใน 1 วัน แต่ก็มีการรายงานสถานการณ์ให้รับทราบอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นขณะนี้ว่า จากผลการหารือสรุปว่ายังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการใดๆเข้ามาดูแลสถานการณ์ตลาดหุ้นขณะนี้ เนื่องจากมีการประเมินร่วมกันว่าสาเหตุที่ดัชนีฯปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากนักลงทุนต่างชาติที่ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทั่วโลก จากความกังวลการชะลอมาตรการ QE3 ของสหรัฐฯ
ขณะที่โครงสร้างของประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และฐานะยังอยู่ในระดับที่มั่นคง ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์หุ้นลงจะเป็นเพียงแค่ชั่วคราว และนักลงทุนจะกลับมาหากมีจังหวะที่ดี และตลาดไทยก็มีความพร้อม หลังจากที่หุ้นได้ปรับตัวลดลงมามากจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
ทั้งนี้ ก.ล.ต. มีมาตรการในการสนับสนุนบริษัทหลักทรัพย์(บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) อย่างเต็มที่ในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือการออกกองทุนเพื่อดึงเงินจากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เช่น ในช่วงที่ผ่านมายังมีโบรกเกอร์ และบลจ. ออกกองทุนเพื่อนำเม็ดเงินนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดในซีเรียยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป แต่เชื่อว่าเหตุการณ์จะอยู่ในวงจำกัด และระยะสั้นๆ เท่านั้น
https://www.facebook.com/#!/pages/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B
หุ้นเดือนก.ย.ผันผวน-รอเฟดชี้ชะตา
www.efinancethai.com
กูรูประสานเสียงแนวโน้มหุ้นไทยเดือน ก.ย.แกว่งตัวผันผวน รอธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ชี้ขาดมาตรการ QE วันที่ 17-18 ก.ย.นี้ มั่นใจหุ้นไทยไม่หลุด 1,200-1,220 จุด แม้เฟดลดวงเงินซื้อคืนพันธบัตร เหตุตลาดรับข่าวไปมากแล้ว แรงขายต่างชาติใกล้หมด แนะนักลงทุนทยอยเก็บหุ้นเข้าพอร์ตช่วงดัชนีอ่อนตัว รอการรีบาวน์รอบใหญ่ ส่วนสถานการณ์ซีเรียต้องจับตาใกล้ชิด ระบุหากเกิดสงครามจะฉุดตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่ง แต่มองมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มาก ด้านตลท.เตรียมเดินสายโรดโชว์ตะวันออกกลาง ฟื้นความเชื่อมั่นดึงเงินลงทุนหุ้นไทย
** CNS คาดหุ้นเดือน ก.ย.ผันผวน แนะทยอยสะสมช่วงตลาดอ่อนตัว
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์(บล.)โนมูระ พัฒนสิน(CNS) เปิดเผยกับ " สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกันยายน 2556 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วงต้นเดือนแต่อยู่ในกรอบจำกัด เนื่องจากนักลงทุนยังคงเฝ้าติดตามความชัดเจนเรื่องมาตรการ QE ในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 17-18 กันยายนนี้
ทั้งนี้ หากมีการปรับลดวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจลงและมีการยกเลิกมาตรการลงในที่สุด เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับฐานลงอีกครั้ง แต่หลังจากมีความชัดเจนเรื่องดังกล่าวแล้ว ตลาดหุ้นไทยก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ เพราะ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายอยู่ที่ P/E 12.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ซื้อขายที่ 13 เท่าแล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างประเทศได้ขายหุ้นไทยออกไปแล้วจำนวน 1.39 แสนล้านบาท จากเม็ดเงินที่เข้ามาซื้อหุ้นไทยในช่วงมาตรการ QE 2 คือ ตั้งแต่ 3 พ.ย.2552 และเมื่อรวมกับกำไรจากการซื้อหุ้นแล้วมีเม็ดเงินอยู่ที่ 1.41 แสนล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีเม็ดเงินต่างชาติที่เข้ามาซื้อหุ้นไทย เหลืออยู่เพียง 2 พันล้านบาทเท่านั้น ทำให้เชื่อว่าแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศจากนี้ไปคงจะเหลืออีกไม่มาก
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามมทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 3 /56 แต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะมีการฟื้นตัว หลังผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/56 มาแล้ว แต่หากเศรษฐกิจไตรมาส 3/56 ออกมาไม่ดี เชื่อว่าจะทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลออกไปได้อีก ส่วนสถานการณ์ในซีเรีย ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นเกิดสงครามขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีสงครามเกิดขึ้นจริงจะทำให้นักลงทุนแห่เทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาจำนวนมาก
ทั้งนี้ คาดว่าดัชนีฯ จะมีแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,220 -1,250 จุด แนวต้านที่ระดับ 1,375-1,400 จุด ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมในหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่จะได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลกที่มีการฟื้นตัวดีขึ้น แนะนำ PTTEP- INTUCH- HMPRO- ERW
"ในช่วง 2 สัปดาห์แรกเดือนกันยายน คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แต่ในกรอบจำกัด จากรอผลการประชุมเรื่องมาตรการ QE ซึ่งผลออกมากหากมีการถอนมาตรการทำให้ดัชนีมีการปรับตัวลดลงมาอีกรอบ คาดว่าดัชนีจะมีการปรับตัวลดลงต่ำสุดอยู่ในกรอบ 1,220-1250 จุดแต่หลังจากนั้นก็จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากมีการขายออกไปแล้วคาดว่าดัชนีจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,375 -1,400 จุด จากต่างชาติน่าจะมีแรงขายออกมาไม่เยอะแล้วหลังจากขายออก ไปจำนวนมากแล้ว" นายกรภัทร กล่าว
**ทิสโก้ มอง SET Index เดือนก.ย.แกว่งตัวลงแตะจุดต่ำสุดที่1,230-1,200 จุด
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดลูกค้า ส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกันยายนนี้ คาดว่าจะแกว่งตัวในทิศทางขาลง แต่เชื่อว่าในเดือนนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยอยู่ในกรอบ 1,200 ,1230,และ 1,260 จุด
" ขณะนี้นักลงทุนรอความชัดเจนเรื่องมาตรการQE ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 18 กันยายนนี้ ว่าจะมีการลดการใช้QE น้อยหรือมาก นักลงทุนอาจมีการขายออกมาอีกครั้ง และเชื่อว่าต่างชาติอาจจะมีการขายออกไม่มาก เพราะที่ผ่านมาขายออกมากแล้ว หลังจากมีความชัดเจนแล้ว ดัชนีก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยมองแนวต้านที่ระดับ 1,320,1350,1,370 จุด" นายวิวัฒน์ กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บริษัทแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสม หากดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง โดยสามารถเลือกซื้อได้ทุกกลุ่ม เพราะที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาทุกกลุ่ม
** บล.โกลเบล็ก แนะจับตาประชุมเฟด 17-18 ก.ย.นี้
นายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. โกลเบล็ก เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนกันยายน คาดว่าจะทรงตัวเพราะยังมีปัจจัยต่างประเทศที่จะต้องติดตามในเรื่องมาตการ QE ที่จะประชุมในเดือนนี้ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุน โดยมองว่าจุดต่ำสุดน่าจะอยู่ที่ระดับ 1,245-1,250 จุด โดยหากเม็ดเงินต่างชาติมีการไหลออกเชื่อว่าจะมีการไหลออกไม่มากจากที่ผ่านมากได้มีการขายออกไปจำนวนมากแล้ว ถึง 1.16 แสนล้านบาท ซึ่งในเดือน ส.ค.56 เพียงเดือนเดียวมีการขายถึง 39,999.32 ล้านบาท ส่วนเรื่องสถานการณ์ในซีเรีย เชื่อว่าจะมีผลในช่วงต้นเดือนเท่าเท่านั้น เชื่อว่าไม่น่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น
สำหรับปัจจัยในประเทศจะต้องมีการติดตามเช่นกัน เกี่ยวกับรายงานตัวเศรษฐกิจประจำเดือนของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะทำให้เห็นภาพแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส3/56 ซึ่งหากมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ก็จะส่งผลดี คลายความกังวลในเรื่องการเศรษฐกิจไทยจะถดถอย และหาก ธปท.ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ และมีการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยโดยดูจากการเติบโตเศรษฐกิจ แทนการพิจารณาโดยการอิงกับอัตราเงินเฟ้อ ก็จะส่งผลดี ต่อตลาด โดยประเมินแนวต้านที่ระดับ 1,375 จุด โดนแนะนำนักลงทุนทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดี
**บลจ.กรุงศรี เชียร์ซื้อหุ้นพื้นฐานดีถือลงทุนยาว
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนก.ย.นี้ คาดว่าดัชนีฯจะเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวนตลอดทั้งเดือน หลังจากที่นักลงทุนยังคงวิตกกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ได้แก่ ปัจจัยทางการเมืองในกรณีการแก้กฏหมายนิรโทษกรรม รวมถึงการนำเรื่องพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าพิจารณาในรัฐสภา ประกอบกับได้รับปัจจัยลบจากต่างประเทศในกรณีที่ทางธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะชะลอมาตรการ QE ซึ่งจะส่งผลให้เงินในระบบขาดสภาพคล่อง
"แนวโน้มหุ้นไทยเดือนก.ย.นี้ ประเมินว่าจะผันผวนแบบขึ้นแรงและลงแรง ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่เข้ามากระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน ทั้งในเรื่องการแก้กฏหมายนิรโทษกรรม และพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่ยังไม่ริ่มปฏิบัติได้จริง และการดูดเงินออกจากระบบของธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันยังคงพอมีปัจจัยบวกบ้าง คือการที่บริษัทจดทะเบียนอาจจะสามารถทำรายได้ให้เติบโตและออกมาตามที่คาดการณ์ไว้" นายประภาส กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นในกลุ่มที่มีพื้นฐานที่ดี ซึ่งเน้นแบบลงทุนในระยะยาว โดยประเมินกรอบดัชนีแนวรับไว้ที่ระดับ 1,200 จุด และประเมินแนวต้าน 1,300 จุด
**ASP ฟันธงแรงขายฝรั่งช่วงสั้นหมดไปแล้ว
บล.เอเซีย พลัส(ASP) ประเมินว่า ผลจากการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายของกลุ่มประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ของโลก เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้เม็ดเงินลงทุนบางส่วนถูกขับเคลื่อนเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึง 18 มี.ค..2556 พบว่านักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าซื้อสุทธิสะสมรวมประมาณ 1.96 แสนล้านบาท และมีต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ SET Index 1,033 จุด และหากคิดเป็นมูลค่าตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวพบว่ามียอดสูงสุดถึง 3.2 แสนล้านบาท หลังจากนั้นได้เกิดแรงขายทำกำไรออกมา และกดดันทำให้ SET Index ปรับลดลงจาก 18 มี.ค.2556 จนถึงปัจจุบัน 18.79% จนล่าสุดทำให้มูลค่าเงินลงทุนตามราคาตลาดของเม็ดเงินก้อนดังกล่าวปรับลดลงมาเหลือเพียง 1.5 แสนล้านบาท หรือลดลง 53.37% แยกได้เป็นการปรับลดลงจาก SET Index 18.79% และลดลงจากการขายออกมา 34.58% จึงทำให้คาดว่าแรงขายในระยะสั้นน่าจะหมดไปแล้ว
อย่างไรก็ตามหากมองภาพใหญ่ เชื่อว่ายังมีแรงขายต่างชาติต่อเนื่อง ภายใต้สมมุติฐานเลวร้ายสุด คือ จะมีแรงขายออกมาประมาณ 2 ใน 3 ของมูลค่าเม็ดเงินลงทุนสูงสุดที่ 3.2 แสนล้านบาท หรือ คงเหลือมูลค่าเพียง 1 ใน 3 ก็อาจเห็นการปรับลดลงของมูลค่าเงินลงทุนอีกประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากทั้งแรงขายที่มีออกมา และการปรับตัวลดลงของ SET Index คาดว่าน่าจะเห็นแรงขายสุทธิออกมาอีกประมาณ 4.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้ SET Index ปรับลดลงอีกไม่เกิน 65 จุด โดยการศึกษาในเชิงสถิติพบว่า ทุกๆ แรงขาย 1 พันล้านบาท จะทำให้ SET Index ลดลง 1.6 จุด ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดหมายก็ไม่น่าที่จะทำให้ SET Index ในรอบนี้ปรับตัวลดลงไปต่ำกว่า 1,200 จุด อย่างไรก็ตามกรณีนี้คาดว่าเกิดขึ้นยากมาก
**ตลท.โรดโชว์ตะวันออกกลางดึงเงินลงทุนหุ้นไทย
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเดินทางไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ต่อนักลงทุนในประเทศแถบตะวันออกกลาง ประกอบด้วย ประเทศอาบูดาบี บาห์เรน และกาตาร์ เพื่อให้มีความเข้าใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจและความน่าสนใจลงทุนของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางไปโรดโชว์ตามแผนที่วางไว้
ส่วนกรณีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในการทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่างประเทศให้รับทราบถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนของไทยว่ามีความแข็งแกร่งแตกต่างจากประเทศในภูมิภาค (กลุ่ม TIP) ในขณะที่การปรับลดลงของหุ้นในช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ต้องชี้แจงไปยังกระทรวงการคลัง เนื่องจากตลาดหุ้นไม่ได้ปรับตัวลดลงแรงถึงระดับ 5% ภายใน 1 วัน แต่ก็มีการรายงานสถานการณ์ให้รับทราบอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นขณะนี้ว่า จากผลการหารือสรุปว่ายังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการใดๆเข้ามาดูแลสถานการณ์ตลาดหุ้นขณะนี้ เนื่องจากมีการประเมินร่วมกันว่าสาเหตุที่ดัชนีฯปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากนักลงทุนต่างชาติที่ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทั่วโลก จากความกังวลการชะลอมาตรการ QE3 ของสหรัฐฯ
ขณะที่โครงสร้างของประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และฐานะยังอยู่ในระดับที่มั่นคง ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์หุ้นลงจะเป็นเพียงแค่ชั่วคราว และนักลงทุนจะกลับมาหากมีจังหวะที่ดี และตลาดไทยก็มีความพร้อม หลังจากที่หุ้นได้ปรับตัวลดลงมามากจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
ทั้งนี้ ก.ล.ต. มีมาตรการในการสนับสนุนบริษัทหลักทรัพย์(บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) อย่างเต็มที่ในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือการออกกองทุนเพื่อดึงเงินจากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เช่น ในช่วงที่ผ่านมายังมีโบรกเกอร์ และบลจ. ออกกองทุนเพื่อนำเม็ดเงินนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดในซีเรียยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป แต่เชื่อว่าเหตุการณ์จะอยู่ในวงจำกัด และระยะสั้นๆ เท่านั้น
https://www.facebook.com/#!/pages/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B