สวัสดีค่ะ กระทู้นี้น่าจะเป็นกระทู้แรกที่เขียนยาวๆเลย
จะพยายามพิมพ์ให้อ่านง่ายที่สุดนะคะ 55555
เราอายุ18ค่ะ เป็นมาได้ประมาณสิบเดือนแล้ว
ช่วงแรกที่เป็นไม่รู้ตัวเลยค่ะ ด้วยความที่เราอยู่หอ อยู่ห้องคนเดียว
เป็นคนไม่ค่อยคบเพื่อน บวกกับนิสัยขี้กังวลที่ทำให้เราไม่ได้สังเกตตัวเอง
แต่อาการช่วงพีคๆที่เราจำได้ก็คือ
-กินน้อยมากๆ ตอนเช้าไม่กินข้าว กลางวันกินคัพโจ๊ก หรือไข่ต้มหนึ่งฟอง
ส่วนตอนเย็นกินขนมขบเคี้ยว1ถุง บางวันขลุกในห้องทั้งวันกินแต่นมกล่อง
-นอนน้อยประมาณสองสามชั่วโมง นอนตีสาม ตื่นหกโมงไปเรียน พอไปโรงเรียนก็เรียนสลับตื่น
คือมันไม่ง่วงจริงๆ
-ร้องไห้แบบหมดอาลัยแทบทุกวัน เลิกเรียนห้าโมง รีบกลับมานอนร้องไห้ กอดรูปครอบครัวไว้
ร้องจนอ้วกก็มี ก็นอนร้องในพื้นห้องน้ำไปเลย
-เราคิดเล็กคิดน้อยมากกว่าเดิม แค่เพื่อนเดินนำหน้าไม่รอ เราร้องไห้
-บางวันไม่พูดกับใครเลย ทำเป็นหลับความจริงคือน้ำตาซึม บ้างก็เอาหนังสือไปอ่าน
ไม่รู้เรื่องหรอก แต่ไม่อยากมองหน้าใคร
-หลังๆเริ่มพกยาไปโรงเรียน พกคัตเตอร์ ยาพารา แก้แพ้ แก้อักเสบ เอาไปหมดที่มี
เกิดอยากตายที่โรงเรียนจะได้ไม่ทรมานจิตใจ
จิตใจช่วงนั้นมันอ่อนแอมาก ทั้งๆที่เราอยากจะสู้ มันก็ไปไม่ไหว ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น
เรามองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง คุณค่าในการมีชีวิตอยู่ ยิ่งเราไม่มีความฝันก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม
สิ่งเดียวที่ประคับประคองให้เราหายใจต่อได้ คือครอบครัว
เรากลับบ้านเดือนละครั้ง บางคนบอกว่ามันเยอะไป แต่สำหรับเรามันน้อยมาก เราเกลียดสนามบิน เกลียดเสียงกัปตัน แอร์ ทุกๆอย่างๆ
เรากาปฏิทินนับวันกลับบ้าน หนังสือที่เคยชอบอ่าน รูปที่เคยชอบวาดเล่น เราแตะมันนับครั้งได้
จนเมื่อเดือนสิงหาปีที่แล้ว เดือนที่จำได้ขึ้นใจ
เราขอแม่ไปพบจิตแพทย์ครั้งแรก วันนั้นตอนเช้าเราไปถ่ายพาสปอร์ต
จากคนที่เคยชอบแต่งหน้า มีเครื่องสำอางเต็มตู้ ภาพในพาสปอร์ตเราวันนั้นเหมือนพึ่งออกมาจากป่า
ปากซีด ผมยาว หน้าดำ ดวงตาแทบไม่มีแววอะไรเลย ก็คนไม่อยากอยู่นี่เนอะ
เราได้ยานอนหลับมาจำนวนหนึ่ง เพราะร่างกายแย่มากๆ ต้องหลับให้ปกติ
จะบอกว่าคุณหมอเป็นหมอที่น่ารักมาก เก่งด้วย ไม่เหมือนจิตแพทย์อื่นที่เคยเจอ (หลังไมค์มาถามได้ค่ะ)
เราก็สบายใจมา0.5ระดับ เหมือนมีความหวังนิดนึง
จากนั้นเราก็บินกลับไปเรียน ตอนขึ้นเครื่องจนเครื่องลงก็ร้องไห้ตามเคย (หนักกว่าเดิมอีก)
แต่เหมือนกับว่ายิ่งเราอยากสู้ ทุกอย่างก็ยิ่งแกล้งเรามากขึ้น
เราเริ่มกระวนกระวายตอนอยู่โรงเรียน เหงื่อออกมือตลอดเวลา ลุกลี้ลุกลน
แต่บอกใครไม่ได้ เพราะเคยบอกแล้วมีคนหาว่าคิดไปเอง
เป็นแบบนี้ประมาณสามวัน จนวันนึงเราหมดความอดทน
เราพกยาที่เหลือไปโรงเรียนด้วย เพื่อนคนนึงเห็นก็ขอเก็บไว้เพราะกลัวเรากิน
เราโดดเรียนคาบกลางวันเดินไปเรื่อยๆ เราเดินไปบอกครูสอนดนตรีว่าเราไม่อยากอยู่แล้ว
เราร้องไห้แล้วขอกอดเค้า ซึ่งครูท่านนั้นก็น่ารัก
พยายามช่วยพูดปลอบว่าเรามีอะไรที่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้รึเปล่า
จะได้เป็นแรวผลักให้อยากมีชีวิตต่อ แต่ตอนนั้นมันไม่เข้าหัวเลย ในหัวคือเราไม่มีคุณค่าอะไรทั้งนั้น
เราโทรหาแม่ หวังจะให้แม่บอกให้เรากลับบ้าน
แต่ดันวันนั้นน้องชายป่วยเข้าโรงพยาบาล
แม่ที่เครียดหลายเรื่องไปหมดเลยบอกว่าอยากทำอะไรก็ทำ
ตอนนั้นเหมือนโลกมันค่อยๆพังไปหมด หัวใจมันหนักอึ้ง
วิธีตายต่างๆมันแย่งกันเข้ามาในหัว คนที่เราอยากมีชีวิตอยู่เพื่อเค้าเหมือนไล่ให้เราไปตาย
ตอนนั้นเราจิกแขนจนแดงไปหมด แต่ไม่รู้สึกเจ็บเลย ดีแล้วล่ะที่ไม่เจ็บ ทางออกมันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
เราโทรไปหาเพื่อนสนิทที่คิดว่าสนิทที่สุดแล้ว มันติดเรียนเลยไม่ได้รับสาย
ไม่เป็นไรเราแค่จะโทรไปลา ก็เลยไลน์ไปบอกรหัสทุกอย่างที่มี สั่งเสียและขอบคุณที่เป็นเพื่อนกัน
เราเดินขึ้นไปขอยากับเพื่อนที่ฝากไว้ บอกว่าจะกินเม็ดเดียว
ยื้อกันอยู่นานจนคนนึงตะโกนว่า "ให้มันไป กินให้ตายไปเลย"
เราอยากจะขำแต่ก็ขำไม่ออก ตรงนั้นคนอยู่เต็มไปหมด
ได้แต่ปลอบตัวเองว่าอายอีกไม่นานหรอก
ทุกอย่างจะทำอะไรเราไม่ได้อีกแล้ว
อีกแป้ปเดียวเราจะไปในที่ของเราแล้ว
เราลงไปห้องที่ไม่มีคนอยู่
หยิบยาออกมากินเรื่อยๆ มีบ้างครั้งที่กลัว
แต่พอเรานึกถึงความทรมานที่ผ่านมา ในที่สุดเราก็กินยาจนหมด
เราโทรไปหาแม่ แม่บอกให้เราอ้วก ให้เราล้างท้อง
เราบอกว่าเราตัดสินใจแล้วกับทางนี้ บอกรักที่บ้านแบบไม่ต้องกลัวเขิน เพราะคิดว่าคงไม่ได้บอกแล้ว
เพื่อนกลุ่มนั้นลงมา เราบอกว่าเรากินยาไปหมด บางคนขึ้นเสียง บางคนบอกให้ไปล้างท้อง
น่าขำที่คำพูดเหมือนเป็นห่วง แต่กลับไม่มีใครรั้งเราตอนเดินกลับหอสักคน
(ถ้าได้อ่านกระทู้นี้ รู้ไว้เลยนะว่าแกใจดำกันมากเลย 555555 จนถึงตอนนี้เราก็ยังอยากขำอยู่
ขำโลกที่เหวี่ยงคนแบบนี้มาให้เรา ไม่โกรธหรอก เข้าใจว่าไม่เจอคงไม่รู้
แต่อยากบอกว่าอย่าปล่อยให้คนๆนึงไปตายอีกนะ ไม่ว่าใครก็ตาม
อย่างน้อยก็ยื่นโอกาสสุดท้ายให้เค้าสักครั้ง )
เราเริ่มมึนหัว รีบเดินกลับห้องให้เร็วที่สุด กลัวว่าจะล้มลงไปตรงนั้น
ไม่อยากให้คนอื่นเห็นอีกแล้ว เพราะถ้าเค้าเห็นแล้วมองผ่าน เราคงรู้สึกแย่จนวินาทีสุดท้าย
พอถึงห้องเราเริ่มมึนหัวเหมือนโลกเคว้ง ตรงหน้าอกรู้สึกปั่นป่วน
พ่อแม่โทรมา แต่เราไม่รับสาย เรากลัวเราอยากมีชีวิตอยู่ ความตั้งใจของเราคือหลับไปแล้วไม่ตื่น
เพื่อนสนิทโทรมา มันร้องไห้ จำไม่ได้ว่าพูดอะไรบ้าง เราบอกว่าเราตัดสินใจแล้ว เราอยากทำ
ทุกอย่างมึนหัวกว่าเดิม เราเดินชนเก้าอี้เลื่อนจนมันล้ม เพื่อนมันยังร้องไห้อยู่ เราเริ่มไม่รู้เรื่องแล้ว
พยุงตัวเองขึ้นบนเตียง กอดรูปครอบครัวไว้ ได้ยินเสียงเพื่อนในสายอยู่ เรามองไปที่ประตูห้อง
ไม่มีใครมา แล้วก็ไม่รู้ตัวว่าหลับไปตอนไหน
ถึงคนที่เป็นโรคซึมเศร้า จากเพื่อนร่วมโรค
จะพยายามพิมพ์ให้อ่านง่ายที่สุดนะคะ 55555
เราอายุ18ค่ะ เป็นมาได้ประมาณสิบเดือนแล้ว
ช่วงแรกที่เป็นไม่รู้ตัวเลยค่ะ ด้วยความที่เราอยู่หอ อยู่ห้องคนเดียว
เป็นคนไม่ค่อยคบเพื่อน บวกกับนิสัยขี้กังวลที่ทำให้เราไม่ได้สังเกตตัวเอง
แต่อาการช่วงพีคๆที่เราจำได้ก็คือ
-กินน้อยมากๆ ตอนเช้าไม่กินข้าว กลางวันกินคัพโจ๊ก หรือไข่ต้มหนึ่งฟอง
ส่วนตอนเย็นกินขนมขบเคี้ยว1ถุง บางวันขลุกในห้องทั้งวันกินแต่นมกล่อง
-นอนน้อยประมาณสองสามชั่วโมง นอนตีสาม ตื่นหกโมงไปเรียน พอไปโรงเรียนก็เรียนสลับตื่น
คือมันไม่ง่วงจริงๆ
-ร้องไห้แบบหมดอาลัยแทบทุกวัน เลิกเรียนห้าโมง รีบกลับมานอนร้องไห้ กอดรูปครอบครัวไว้
ร้องจนอ้วกก็มี ก็นอนร้องในพื้นห้องน้ำไปเลย
-เราคิดเล็กคิดน้อยมากกว่าเดิม แค่เพื่อนเดินนำหน้าไม่รอ เราร้องไห้
-บางวันไม่พูดกับใครเลย ทำเป็นหลับความจริงคือน้ำตาซึม บ้างก็เอาหนังสือไปอ่าน
ไม่รู้เรื่องหรอก แต่ไม่อยากมองหน้าใคร
-หลังๆเริ่มพกยาไปโรงเรียน พกคัตเตอร์ ยาพารา แก้แพ้ แก้อักเสบ เอาไปหมดที่มี
เกิดอยากตายที่โรงเรียนจะได้ไม่ทรมานจิตใจ
จิตใจช่วงนั้นมันอ่อนแอมาก ทั้งๆที่เราอยากจะสู้ มันก็ไปไม่ไหว ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น
เรามองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง คุณค่าในการมีชีวิตอยู่ ยิ่งเราไม่มีความฝันก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม
สิ่งเดียวที่ประคับประคองให้เราหายใจต่อได้ คือครอบครัว
เรากลับบ้านเดือนละครั้ง บางคนบอกว่ามันเยอะไป แต่สำหรับเรามันน้อยมาก เราเกลียดสนามบิน เกลียดเสียงกัปตัน แอร์ ทุกๆอย่างๆ
เรากาปฏิทินนับวันกลับบ้าน หนังสือที่เคยชอบอ่าน รูปที่เคยชอบวาดเล่น เราแตะมันนับครั้งได้
จนเมื่อเดือนสิงหาปีที่แล้ว เดือนที่จำได้ขึ้นใจ
เราขอแม่ไปพบจิตแพทย์ครั้งแรก วันนั้นตอนเช้าเราไปถ่ายพาสปอร์ต
จากคนที่เคยชอบแต่งหน้า มีเครื่องสำอางเต็มตู้ ภาพในพาสปอร์ตเราวันนั้นเหมือนพึ่งออกมาจากป่า
ปากซีด ผมยาว หน้าดำ ดวงตาแทบไม่มีแววอะไรเลย ก็คนไม่อยากอยู่นี่เนอะ
เราได้ยานอนหลับมาจำนวนหนึ่ง เพราะร่างกายแย่มากๆ ต้องหลับให้ปกติ
จะบอกว่าคุณหมอเป็นหมอที่น่ารักมาก เก่งด้วย ไม่เหมือนจิตแพทย์อื่นที่เคยเจอ (หลังไมค์มาถามได้ค่ะ)
เราก็สบายใจมา0.5ระดับ เหมือนมีความหวังนิดนึง
จากนั้นเราก็บินกลับไปเรียน ตอนขึ้นเครื่องจนเครื่องลงก็ร้องไห้ตามเคย (หนักกว่าเดิมอีก)
แต่เหมือนกับว่ายิ่งเราอยากสู้ ทุกอย่างก็ยิ่งแกล้งเรามากขึ้น
เราเริ่มกระวนกระวายตอนอยู่โรงเรียน เหงื่อออกมือตลอดเวลา ลุกลี้ลุกลน
แต่บอกใครไม่ได้ เพราะเคยบอกแล้วมีคนหาว่าคิดไปเอง
เป็นแบบนี้ประมาณสามวัน จนวันนึงเราหมดความอดทน
เราพกยาที่เหลือไปโรงเรียนด้วย เพื่อนคนนึงเห็นก็ขอเก็บไว้เพราะกลัวเรากิน
เราโดดเรียนคาบกลางวันเดินไปเรื่อยๆ เราเดินไปบอกครูสอนดนตรีว่าเราไม่อยากอยู่แล้ว
เราร้องไห้แล้วขอกอดเค้า ซึ่งครูท่านนั้นก็น่ารัก
พยายามช่วยพูดปลอบว่าเรามีอะไรที่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้รึเปล่า
จะได้เป็นแรวผลักให้อยากมีชีวิตต่อ แต่ตอนนั้นมันไม่เข้าหัวเลย ในหัวคือเราไม่มีคุณค่าอะไรทั้งนั้น
เราโทรหาแม่ หวังจะให้แม่บอกให้เรากลับบ้าน
แต่ดันวันนั้นน้องชายป่วยเข้าโรงพยาบาล
แม่ที่เครียดหลายเรื่องไปหมดเลยบอกว่าอยากทำอะไรก็ทำ
ตอนนั้นเหมือนโลกมันค่อยๆพังไปหมด หัวใจมันหนักอึ้ง
วิธีตายต่างๆมันแย่งกันเข้ามาในหัว คนที่เราอยากมีชีวิตอยู่เพื่อเค้าเหมือนไล่ให้เราไปตาย
ตอนนั้นเราจิกแขนจนแดงไปหมด แต่ไม่รู้สึกเจ็บเลย ดีแล้วล่ะที่ไม่เจ็บ ทางออกมันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
เราโทรไปหาเพื่อนสนิทที่คิดว่าสนิทที่สุดแล้ว มันติดเรียนเลยไม่ได้รับสาย
ไม่เป็นไรเราแค่จะโทรไปลา ก็เลยไลน์ไปบอกรหัสทุกอย่างที่มี สั่งเสียและขอบคุณที่เป็นเพื่อนกัน
เราเดินขึ้นไปขอยากับเพื่อนที่ฝากไว้ บอกว่าจะกินเม็ดเดียว
ยื้อกันอยู่นานจนคนนึงตะโกนว่า "ให้มันไป กินให้ตายไปเลย"
เราอยากจะขำแต่ก็ขำไม่ออก ตรงนั้นคนอยู่เต็มไปหมด
ได้แต่ปลอบตัวเองว่าอายอีกไม่นานหรอก
ทุกอย่างจะทำอะไรเราไม่ได้อีกแล้ว
อีกแป้ปเดียวเราจะไปในที่ของเราแล้ว
เราลงไปห้องที่ไม่มีคนอยู่
หยิบยาออกมากินเรื่อยๆ มีบ้างครั้งที่กลัว
แต่พอเรานึกถึงความทรมานที่ผ่านมา ในที่สุดเราก็กินยาจนหมด
เราโทรไปหาแม่ แม่บอกให้เราอ้วก ให้เราล้างท้อง
เราบอกว่าเราตัดสินใจแล้วกับทางนี้ บอกรักที่บ้านแบบไม่ต้องกลัวเขิน เพราะคิดว่าคงไม่ได้บอกแล้ว
เพื่อนกลุ่มนั้นลงมา เราบอกว่าเรากินยาไปหมด บางคนขึ้นเสียง บางคนบอกให้ไปล้างท้อง
น่าขำที่คำพูดเหมือนเป็นห่วง แต่กลับไม่มีใครรั้งเราตอนเดินกลับหอสักคน
(ถ้าได้อ่านกระทู้นี้ รู้ไว้เลยนะว่าแกใจดำกันมากเลย 555555 จนถึงตอนนี้เราก็ยังอยากขำอยู่
ขำโลกที่เหวี่ยงคนแบบนี้มาให้เรา ไม่โกรธหรอก เข้าใจว่าไม่เจอคงไม่รู้
แต่อยากบอกว่าอย่าปล่อยให้คนๆนึงไปตายอีกนะ ไม่ว่าใครก็ตาม
อย่างน้อยก็ยื่นโอกาสสุดท้ายให้เค้าสักครั้ง )
เราเริ่มมึนหัว รีบเดินกลับห้องให้เร็วที่สุด กลัวว่าจะล้มลงไปตรงนั้น
ไม่อยากให้คนอื่นเห็นอีกแล้ว เพราะถ้าเค้าเห็นแล้วมองผ่าน เราคงรู้สึกแย่จนวินาทีสุดท้าย
พอถึงห้องเราเริ่มมึนหัวเหมือนโลกเคว้ง ตรงหน้าอกรู้สึกปั่นป่วน
พ่อแม่โทรมา แต่เราไม่รับสาย เรากลัวเราอยากมีชีวิตอยู่ ความตั้งใจของเราคือหลับไปแล้วไม่ตื่น
เพื่อนสนิทโทรมา มันร้องไห้ จำไม่ได้ว่าพูดอะไรบ้าง เราบอกว่าเราตัดสินใจแล้ว เราอยากทำ
ทุกอย่างมึนหัวกว่าเดิม เราเดินชนเก้าอี้เลื่อนจนมันล้ม เพื่อนมันยังร้องไห้อยู่ เราเริ่มไม่รู้เรื่องแล้ว
พยุงตัวเองขึ้นบนเตียง กอดรูปครอบครัวไว้ ได้ยินเสียงเพื่อนในสายอยู่ เรามองไปที่ประตูห้อง
ไม่มีใครมา แล้วก็ไม่รู้ตัวว่าหลับไปตอนไหน