บันทึกช่วยชีพ

ผมทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพ นับถือศาสนาอิสลาม เรื่องราวอาจจะมีมิติด้านความเชื่อความศรัทธา ศาสนาปะปนอยู่

ผมอยู่ในรพ.แห่งหนึ่ง ที่เขียนมานี้ก็เรื่องจริง เเต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่เรื่องสะเทือนขวัญอะไร ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมาย ไม่ใช่แนวไสยศาสตร์ หรือความมหัศจรรย์อะไรมากนัก เป็นเพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำหน้าที่อยู่ แล้วรู้สึกอยากจะเขียนเล่า ให้หลายๆคนได้อ่าน โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่นๆแต่ประการใด

เช้าวันหนึ่งดูเหมือนเป็นวันทำงานปกติทั่วไป หน้าที่หลักๆของพยาบาลชาย ก็หน้าที่เดียวกันกับพยาบาลสาวทั่วๆไป ที่เตียงเสริมหนึ่ง มีผู้ป่วยชายสูงอายุโรคถุงลมโป่งพองนอนอยู่ ลุงแกค่อนข้างมานอนรพ. บ่อย ด้วยอาการหายใจไม่สะดวก เหนื่อยหอบ มานอนพ่นยา ฉีดยาลดอาการหอบ สี่ ถึงห้าวันก็ดีขึ้น แต่เช้าวันนี้ดูเหมือนแกจะเหนื่อยมากกว่าปกติ เพราะพ่นยาไปหลายหลอดก็ยังไม่ดีขึ้น

จนถึงขั้นหายใจใช้กล้ามเนื้อไหล่ช่วย นอนราบไม่ได้ พร้อมๆกับร้องกระวนกระวาย เพราะอาการหายใจไม่ออก
ลุงแกปฎิเสธใส่ท่อช่วยหายใจ จริงๆอาการเหนื่อยขนาดนี้ จำเป็นต้องใส่ท่อช่วยใจให้เร็วที่สุด ทั้งหมอทั้งพยาบาลก็เกลี้ยกล่อมให้แกเข้าใจถึงการใส่ท่อช่วยหายใจ ตอนนี้แกยังรู้สึกตัวดีอยู่ ก็ยืนยันว่ายังไงก็ไม่ใส่ การรักษาที่ดีที่สุดตอนนี้ คือสอนให้หายใจให้ถูก แล้วก็พ่นยา พร้อมๆกับวัดระดับค่าออกสิเจน ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่80% กว่าๆ แล้วก็ทำท่าลดลงมาเรื่อยๆ

ตอนนั้นผมก็ยืนอยู่ข้างๆลุงแกพร้อมๆกับให้กำลังใจ ให้หายใจให้ถูกวิธี โดยมีพี่พยาบาลอีกคนยืนอยู่ กำลังจับมือลุง แล้วให้ลุงนึกถึงพระเจ้า เพื่อลดความวิตกกังวล ให้นึกถึงเสมอว่าพระเจ้าเคียงข้างอยู่ตลอดเวลา

ลูกชายคนเล็ก ของลุงก็กำลังนวดหลังให้

แต่คุยกันได้ไม่นาน ลุงก็หลับตาใส่ ตอนแรก ผมก็เข้าใจว่าลุงแกหลับตาไปเฉยๆ แต่ไม่ใช่สิครับ ทีนี้เรียกก็ไม่ลืมตา
จากท่านั่งเราจึงให้ลุงนอนราบไปกับเตียง พร้อมๆกับกระตุ้น เรียกเพื่อประเมินลุง ปรากฎว่ากระตุ้นเท่าไหร่ลุงก็ไม่ลืมตา และไม่รู้สึกตัว

เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น จึงต้องเรียกทีมหมอและพยาบาล มาที่เตียงของลุง จากที่ผมและพยาบาลอีกคนยืนกันอยู่ ตอนนี้ทั้งแพทย์ พยาบาลมากันทั้งหอผู้ป่วย 7-8คนได้

จึงต้องตัดสินใจอีกครั้ง

แล้วหันไปถามลูกชายอีกคนของลุงที่พึ่งมาจากบ้าน ว่าตกลงจะตัดสินใจอย่างไร จะให้ใส่ท่อช่วยหายใจหรือไม่ เพราะตอนนี้ลุงไม่รู้สึกตัว การตัดสินใจจึงตกมาเป็นของลูกชาย พร้อมๆกับอธิบายว่าตอนที่ลุงยังรู้สึกตัวดี ลุงปฎิเสธท่อช่วยหายใจมาตลอด แต่ตอนนี้ลุงไม่รู้สึกตัวไปแล้ว ญาติจำเป็นต้องตัดสินใจอีกครั้ง

ในที่สุด ลูกชายก็ตัดสินใจให้ใส่ท่อช่วยหาย

มาถึงตอนนี้พยาบาลทั้งหอ ต้องแบ่งเป็นสองทีม เนื่องจากหันไปเห็นว่าภรรยาของลุงมีภาวะเครียด ดิ้นและหมดสติอยู่ปลายเตียง พยาบาลอีกทีมราวสามคนจึงต้องยกภรรยาขึ้นเตียง แล้วให้การรักษาทันที จนอาการดีขึ้นตามลำดับ

ย้อนกลับไปที่เตียงเสริมหนึ่งที่ลุงนอนหมดสติไม่รู้สึกตัวอยู่ ทีมหมอและพยาบาลช่วยกันใส่ท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ

แต่เนื่องจากรพ.เป็นรพ.ชุมชนขนาดเล็ก เมื่อผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจจึงต้องส่งต่อรักษาไปยังรพ.จังหวัด ซึ่งอยู่ห่างประมาณอีกห้าสิบกว่ากิโล ใช้เวลาเดินทางราวๆ 45นาที

เมื่อจัดการผู้ป่วยเสร็จ จึงย้ายผู้ป่วยขึ้นเตียงเพื่อเคลื่อนย้ายขึ้นรถนำส่งผู้ป่วยที่ขับมารออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน เพื่อไปยังรพ.จังหวัด

ตอนนี้ผู้ป่วย ผม และพยาบาลอีกคน  พร้อมกับญาติผู้ป่วยสองคนอยู่บนรถนำส่งเรียบร้อย

ไม่ทันได้เตรียมตัว เมื่อหันไปมองผู้ป่วย กลับพบว่าเริ่มซีดเขียว ตัววัดค่าระดับออกสิเจนในเลือดลดต่ำลงมาเรื่อยๆ เเละคลำชีพจรไม่ได้
จากที่ผู้ป่วยหายใจได้เองบ้าง ตอนนี้นิ่งสนิท

นั้นแสดงว่าผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น
เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว และชุลมุน
ผู้ป่วย จึงถูกนำตัวลงจากรถเพื่อทำการรักษาภาวะหัวใจหยุดเต้นในห้องฉุกเฉิน

ตอนนั้นผู้ป่วยซีดเขียวเเละแน่นิ่ง

พยาบาลห้องฉุกเฉินราวสี่คน แพทย์ห้องฉุกเฉินหนึ่งคน พยาบาลหอผู้ป่วยตามมาสมทบสองคน แพทย์หอผู้ป่วยหนึ่งคน รายล้อมเตียงผู้ป่วยที่กำลังมีภาวะหัวใจหยุดเต้น

กระบวนการช่วยฟื้นคืนชีพจึงเริ่มต้น

พยาบาลห้องฉุกเฉินเป็นคนขึ้นปั้มกดหน้าอกคนที่หนึ่ง
พยาบาลนำส่งอีกคนขึ้นปั้มคนที่สอง
แล้วผมขึ้นปั้มกดหน้าอกเป็นคนที่สาม

พร้อมๆกับการได้รับยากระตุ้นหัวใจ

ตอนที่ผมขึ้นกดหน้าอก ในใจคิดว่าโอกาสที่ผู้ป่วยจะกลับมามีชีพจรเต้นอีกครั้งคงเป็นไปได้ยาก แต่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ขณะที่กดหน้าอกผู้ป่วยอยู่นั้น ในใจเผลอคิดขอพรให้ผู้ป่วย ให้พระเจ้าคุ้มครองและเคียงข้างผู้ป่วย
แล้วก็รวบรวมแรงทั้งหมดกดตรงๆลงไปยังกระดูกกลางอก เพื่อกระตุ้นให้กลหัวใจกลับมาสูบฉีดเลือดอีกครั้ง

จังหวะที่กำลังเปลี่ยนตัวคนกดหน้าอก ปรากฎว่า"คลำชีพจรได้แล้ว" เสียงฟังชัดจากหมอที่คลำชีพจรผู้ป่วยอยู่บริเวณคอ

ทุกคนมองหน้าด้วยสีหน้าดีใจเสมือนการช่วยชีวิต สำเร็จมาขั้นหนึ่ง


ตอนนี้ผู้ป่วยกลับมามีชีพจร แต่ยังไม่รู้สึกตัวอยู่ นอนแน่นิ่ง เเล้วเริ่มหายใจเฮือก

ต้องรอสักพักให้แน่ใจว่าชีพจรจะไม่หายไปอีก
ก่อนจะนำผู้ป่วยส่งไปยังรพ.จังหวัด

ตอนนี้ผม พยาบาลอีกคน และพยาบาลถูกเรียกเพิ่มให้เป็นพยาบาลนำส่งอีกคนเนื่องจากเป็นผู้ป่วยหลังภาวะหัวใจหยุดเต้น รวมเป็นสามคน


ในที่สุดผู้ป่วยก็ถูกนำตัวขึ้นรถ แล้วเดินทางออกจากรพ.เพื่อไปยังรพ.จังหวัด ปลายทางอีก45นาที ตอนนั้นผมก็บีบแอมบูช่วยหายใจอยู่ สลับกับพยาบาลอีกคน สายตามองไปยังผู้ป่วย แล้วสลับไปมองตัววัดค่าระดับออกสิเจนในเลือด กับ ค่าชีพจร

ในใจหวังว่าผู้ป่วยจะต้องปลอดภัย ส่งไปยังเป้าหมาย ให้ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี

เหลือเวลาอีกราวๆ15นาที จะถึงปลายทาง
ตอนนั้นผู้ป่วยยังคงไม่รู้สึกตัวแต่หายใจได้ด้วยตัวเอง พร้อมกับช่วยหายใจด้วยแอมบู กดช่วยหายใจ

เวลาที่ไกล้จะถึงที่หมาย ผมจึงอ่านประโยคให้ผู้ป่วยฟังเป็นประโยคสั้นๆที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม

ประโยคอะหรับที่มีความหมายว่า"ไม่มีพระเจ้าอื่นใด เว้นเเต่อัลลอฮฺ"
ผมกล่าวเสร็จ ศีรษะผู้ป่วยกลับขยับ ตอนนั้นผมเข้าใจว่าคงเป็นแรงเหวี่ยงของรถ
แต่ไม่ใช่เลยครับ เริ่มต้นจากศีรษะขยับ ตอนนี้ขาเริ่มขยับ ทุกส่วนของร่างกายผู้ป่วยเริ่มขยับ มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดีกับช่วงที่ผมอ่านประโยคให้ผู้ป่วยฟัง



ผ่านไป45นาที ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ตอนนี้ผู้ป่วยรู้สึกตัวค่อนข้างดี ขยับร่างกายได้ทุกส่วน เริ่มลืมตาได้เอง

หลังจากนั้นหนึ่งวัน ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ

มันอาจจะดูเหมือนเรื่องบังเอิญ แต่สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่า บางประโยค บางการกระทำ มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่เสมอ...

อัลลอฮฺอัคบัร
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่