คือยอมรับว่าตัวเองยังไม่ใช้คนดีอย่างแท้จริง ยังไม่สามารถทำจิตใจให้บริสุทธิได้ พยายามทำความดี ละเว้นชั่ว พยายามคิดดี รู้ว่าสิ่งที่ดีคืออะไร
แต่การปฎิบัติมันไม่ง่ายเลย เพราะถ้าพิจารณาตามหลักเหตุผลแล้วการพยายามทำดี การพยายามเป็นคนดี มันขัดกับเหตุและผลหรือตรรกะทั่วไปที่คนทั่วไปใช้กัน
ยกตัวอย่างเช่น
1.ในเฟซเวลาใครมีปัญหา หรือว่าบ่นอะไรว่าเจออะไรไม่ดีกับตัวเอง หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมจะทักไปอาสาว่ามีอะไรให้ช่วยไหม หรือบางครั้งก็ช่วยโดยที่เขาไม่ได้ขอ หรืออย่างน้อยก็คอยปลอบ
แต่ผลลัพย์คือ บางครั้งความหวังดีของเรามันช่างไร้ค่าสิ้นดี คืออีกฝ่ายไม่ได้สนใจ ไม่ขอบคุณ ไม่เห็นหัว เหมือนกับว่าความตั้งใจดีของเรามันเป็นของราคาถูกที่เรามอบให้เขาง่ายเกินไป ในบางครั้งพอเรามีปัญหาเอ่ยปากขอให้เขาช่วย กลายเป็นว่าเขาอ่านอย่างเดียวไม่ตอบไม่อะไรทั้งสิ้น บางครั้งเขากลับมองว่าเราไปวุ่นวายกับชีวิตเขาเขาไม่ได้ขอให้ช่วยซะด้วยซ้ำ
ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้น ใครเอ่ยปากขอช่วยแม้ว่าเราไม่ต้องการ ผมจะรู้สึกว่าต้องขอบคุณเขาในน้ำใจ และไม่เพิกเฉยต่อคำพูดเหล่านั้นและจะรู้สึกผิดหากว่าเราทำเป็นไม่สนใจในความหวังดีของคนอื่น
ว่ากันตามสิ่งที่ควรเป็น การทำดีไม่ควรหวังผลตอบแทน ก้มหน้าก้มตาทำดีต่อไปเพื่อขัดเกลาจิตใจอย่าทำดีหวังผล พยายามทำใจให้บริสุทธิอย่าไปยินดียินร้ายกับคนที่ไม่เห้นคุณค่าเรา ขอเพียงเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำดีก็พอแล้ว
แต่มันขัดกับสามัญสำนึก หรือตรรกะทั่วไปว่าการทำดีบางทีก็ต้องเลือกด้วยว่าคนรับนันสมควรรับหรือไม่ เพราะบางทีจะกลายเป็นเราเสียอีกที่ไปสร้างนิสัยให้เขาเอาแต่ได้ เอาแต่รับแต่ไม่รู้จักช่วยเหลือคนอื่นตอบแทน การที่เราเลิกทำดีด้วยอาจจะเป็นการดีกับตัวเขาด้วยซ้ำว่าต้องรู้จักขอบคุณ รู้จักช่วยคนอื่น อย่าเอาแต่ได้ไม่เห็นหัว และมีมารยาทในการที่คนอื่นพยายามยื่นไมตรีให้ เช่น ต่อให้ไม่อยากช่วยอะไรอย่างน้อยก็ขอบคุณตามมารยาท
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมท้ออยุ่บ่อยๆ แต่ก็รู้คำตอบในใจลึกๆว่าการทำดีอย่าหวังผล อย่าคิดอะไรแบบนั้นมันทำให้เราใจไม่บริสุทธิ แต่ผมก็ยังอดคิดอดมีอคติไม่ได้จริงๆและรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมากที่จะปฎิบัติยิ่งมีเหตุผลมาหักล้างว่าอย่าทำดีกับคนบางประเภท คนที่ไม่เห็นค่าความหวังดีของเรา มันก็ยิ่งทำให้เราเหนื่อยที่จะทำดีกับคนที่ไม่เห็นค่าหรือราคาในน้ำใจเราต่อไป
2.สภาพสังคมเปลี่ยนไป ค่านิยมของคนบางทีมันขัดกับสิ่งที่ผมเคยเชื่อมั่นมาตลอดตั้งแต่เด็ก กำลังถูกพังทลายทุกวัน
อันนี้เกิดจากการได้เสพกระทู้ เห็นสภาพปัญหาหรือความเห็นของผู้คนหลากหลาย ยิ่งอ่านยิ่งตอบยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า คนยุคปัจจุบันนึกถึแต่ความรู้สึกตัวเอง เป็นที่ตั้ง เอาแต่ตัวเองไว้ก่อน แม้แต่ผมก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน บางครั้งตรรกะที่ผิดเพี้ยนแต่คนส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงาม กลายเป็นว่าเราเป็นตัวประหลาดแทนที่ต้องอยู่ร่วมสังคมกับคนที่มีความคิดเช่นนี้ ทั้งที่พิจารณาแล้วผลลัพย์สุดท้ายมันมีแต่ความเลวร้าย แต่กระแสสังคมมันน่ากลัวทำให้ความคิดน่ารังเกียจบางอย่างแผ่ขยายมากยิ่งขึ้น
เช่น หลังๆมานี้เริ่มเห็นแนวคิดว่า การที่พ่อแม่มีลูก เลี้ยงลูกโดยหวังว่าจะให้ลูกมาช่วยเลี้ยงดุตนเองยากแก่เฒ่า ซึ่งผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ย่อมจะหาที่พึ่งพิงจนวันสุดท้ายของชีวิต โดยที่ต่อให้พ่อแม่ไม่คิดแบบนี้คนเป็นลูกก็ควรจะทำเพราะมันเป็นคุณธรรมที่มนุษย์ควรมี เอาง่ายๆคือต่อให้พ่อแม่ไม่คิดจะหวังพึ่งลูกแต่มันก็เหมือนหน้าที่ที่ลูกต้องกระทำต่อพ่อแม่ หรือต่อพ่อแม่คิดก็ไม่ผิดอะไรเพราะมนุษย์ไม่สามารถพึ่งตัวเองได้จนวันตาย เนื่องจากความเสื่อมของร่างกายและความไม่แน่นอนในความมั่นคงของชีวิตว่าจะไม่มีเหตุร้ายที่จะทำให้คนเคยมีร่ำรวย กลายเป็นคนจนในพริบตา หรือเอาเงินไปรักษาตัวรักษาโรคร้ายจนหมดแผนที่วางไว้ว่าจะจ้างคนดูแลก็กลับเป็นทำไมได้ การมีลูกหลายก็ยังช่วยให้อุ่นใจได้ว่า ตัวเองยังมีคนคอยดุแลยามแก่เฒ่า(ไม่รวมลูกหลานที่ทิ้งพ่อแม่ไม่สนใจดูแลนะครับ)
แต่กลายเป็นวันแนวคิดหลังๆนี้ซึ่งเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จะมีคนนิยมชมชอบความคิดว่า การที่พ่อแม่หวังพึ่งลูกยามแก่เฒ่าคือทุเรศ น่ารังเกียจ และลูกไม่มีหน้าที่ตั้องมาเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่พ่อแม่กลับมีหน้าที่เลี้ยงดูตน ต่อให้ตนเองโตจนทำงานได้เอง แต่พ่อแม่ก็ยังต้องตามเลี้ยงดู เหตุผลก็คือการที่ลูกเกิดมา เกิดจากความใคร่ความต้องการของพ่อแม่เอง ตัวลูกเองไมไ่ด้ขอมาเกิด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูตน แต่อย่ามาสร้างเงื่อนไขว่าลูกต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ คือถ้าจะเลี้ยงดูก็เพราะตัวเองอยากทำแต่ไม่ใช่บุญคุณ เขาไม่ได้ขอมาเกิด และเห็นว่าหลังๆคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้มากจนผมกลัว มันขัดกับจิตสำนึกที่คิดมาตลอดว่าความกตัญญูคือคุณธรรมของมนุษย์ แม้อีกฝ่ายไม่เรียกร้องแต่ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ไม่ใช้ให้เราเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้
พาลทำให้เบื่อ รังเกียจผู้คนในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นว่าอะไรที่ทำให้จิตใจเขาคิดได้แบบนี้
คือถ้าว่ากันตามเหตุผลแล้ว สิ่งที่เขาพูดมันก็ถูกครับ แต่มันถูกต้องจริงๆหรือที่จะยึดเหตุผลแบบนี้จนมีความคิดแบบนี้ออกมา นับวันยิ่งรู้สึกว่าตัวเราเองความคิดไม่ถูกต้อง หรือว่าสังคมมันทรามลงจนเราตามไม่ทัน หรือเราคิดผิดเราควรปรับตัวและคิดตามที่สังคมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเหตุผลทำนองนี้
ตอนนี้ก็รู้สึกเบื่อหน่ายและเพลียมากครับ แต่ ณ ตอนนี้ผมก็ยังยืนยันที่จะหน้าด้านทำดีและพยายามยึดถือแนวทางเดิมต่อไป คือรู้ทั้งรู้ครับว่าอะไรเป็นอะไร แต่พอเจอสิ่งไม่ดีกระทบความคิดความรู้สึกบ่อยๆเข้าก็ชักจะไม่ไหว จนรู้สึกเหนื่อยจนต้องการระบายตั้งกระทู้แบบนี้ล่ะครับ
การพยายามฝึกฝนให้ตัวเองคิดดีทำดี มันเหนื่อยจังครับ
แต่การปฎิบัติมันไม่ง่ายเลย เพราะถ้าพิจารณาตามหลักเหตุผลแล้วการพยายามทำดี การพยายามเป็นคนดี มันขัดกับเหตุและผลหรือตรรกะทั่วไปที่คนทั่วไปใช้กัน
ยกตัวอย่างเช่น
1.ในเฟซเวลาใครมีปัญหา หรือว่าบ่นอะไรว่าเจออะไรไม่ดีกับตัวเอง หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมจะทักไปอาสาว่ามีอะไรให้ช่วยไหม หรือบางครั้งก็ช่วยโดยที่เขาไม่ได้ขอ หรืออย่างน้อยก็คอยปลอบ
แต่ผลลัพย์คือ บางครั้งความหวังดีของเรามันช่างไร้ค่าสิ้นดี คืออีกฝ่ายไม่ได้สนใจ ไม่ขอบคุณ ไม่เห็นหัว เหมือนกับว่าความตั้งใจดีของเรามันเป็นของราคาถูกที่เรามอบให้เขาง่ายเกินไป ในบางครั้งพอเรามีปัญหาเอ่ยปากขอให้เขาช่วย กลายเป็นว่าเขาอ่านอย่างเดียวไม่ตอบไม่อะไรทั้งสิ้น บางครั้งเขากลับมองว่าเราไปวุ่นวายกับชีวิตเขาเขาไม่ได้ขอให้ช่วยซะด้วยซ้ำ
ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้น ใครเอ่ยปากขอช่วยแม้ว่าเราไม่ต้องการ ผมจะรู้สึกว่าต้องขอบคุณเขาในน้ำใจ และไม่เพิกเฉยต่อคำพูดเหล่านั้นและจะรู้สึกผิดหากว่าเราทำเป็นไม่สนใจในความหวังดีของคนอื่น
ว่ากันตามสิ่งที่ควรเป็น การทำดีไม่ควรหวังผลตอบแทน ก้มหน้าก้มตาทำดีต่อไปเพื่อขัดเกลาจิตใจอย่าทำดีหวังผล พยายามทำใจให้บริสุทธิอย่าไปยินดียินร้ายกับคนที่ไม่เห้นคุณค่าเรา ขอเพียงเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำดีก็พอแล้ว
แต่มันขัดกับสามัญสำนึก หรือตรรกะทั่วไปว่าการทำดีบางทีก็ต้องเลือกด้วยว่าคนรับนันสมควรรับหรือไม่ เพราะบางทีจะกลายเป็นเราเสียอีกที่ไปสร้างนิสัยให้เขาเอาแต่ได้ เอาแต่รับแต่ไม่รู้จักช่วยเหลือคนอื่นตอบแทน การที่เราเลิกทำดีด้วยอาจจะเป็นการดีกับตัวเขาด้วยซ้ำว่าต้องรู้จักขอบคุณ รู้จักช่วยคนอื่น อย่าเอาแต่ได้ไม่เห็นหัว และมีมารยาทในการที่คนอื่นพยายามยื่นไมตรีให้ เช่น ต่อให้ไม่อยากช่วยอะไรอย่างน้อยก็ขอบคุณตามมารยาท
ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมท้ออยุ่บ่อยๆ แต่ก็รู้คำตอบในใจลึกๆว่าการทำดีอย่าหวังผล อย่าคิดอะไรแบบนั้นมันทำให้เราใจไม่บริสุทธิ แต่ผมก็ยังอดคิดอดมีอคติไม่ได้จริงๆและรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมากที่จะปฎิบัติยิ่งมีเหตุผลมาหักล้างว่าอย่าทำดีกับคนบางประเภท คนที่ไม่เห็นค่าความหวังดีของเรา มันก็ยิ่งทำให้เราเหนื่อยที่จะทำดีกับคนที่ไม่เห็นค่าหรือราคาในน้ำใจเราต่อไป
2.สภาพสังคมเปลี่ยนไป ค่านิยมของคนบางทีมันขัดกับสิ่งที่ผมเคยเชื่อมั่นมาตลอดตั้งแต่เด็ก กำลังถูกพังทลายทุกวัน
อันนี้เกิดจากการได้เสพกระทู้ เห็นสภาพปัญหาหรือความเห็นของผู้คนหลากหลาย ยิ่งอ่านยิ่งตอบยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า คนยุคปัจจุบันนึกถึแต่ความรู้สึกตัวเอง เป็นที่ตั้ง เอาแต่ตัวเองไว้ก่อน แม้แต่ผมก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน บางครั้งตรรกะที่ผิดเพี้ยนแต่คนส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงาม กลายเป็นว่าเราเป็นตัวประหลาดแทนที่ต้องอยู่ร่วมสังคมกับคนที่มีความคิดเช่นนี้ ทั้งที่พิจารณาแล้วผลลัพย์สุดท้ายมันมีแต่ความเลวร้าย แต่กระแสสังคมมันน่ากลัวทำให้ความคิดน่ารังเกียจบางอย่างแผ่ขยายมากยิ่งขึ้น
เช่น หลังๆมานี้เริ่มเห็นแนวคิดว่า การที่พ่อแม่มีลูก เลี้ยงลูกโดยหวังว่าจะให้ลูกมาช่วยเลี้ยงดุตนเองยากแก่เฒ่า ซึ่งผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ย่อมจะหาที่พึ่งพิงจนวันสุดท้ายของชีวิต โดยที่ต่อให้พ่อแม่ไม่คิดแบบนี้คนเป็นลูกก็ควรจะทำเพราะมันเป็นคุณธรรมที่มนุษย์ควรมี เอาง่ายๆคือต่อให้พ่อแม่ไม่คิดจะหวังพึ่งลูกแต่มันก็เหมือนหน้าที่ที่ลูกต้องกระทำต่อพ่อแม่ หรือต่อพ่อแม่คิดก็ไม่ผิดอะไรเพราะมนุษย์ไม่สามารถพึ่งตัวเองได้จนวันตาย เนื่องจากความเสื่อมของร่างกายและความไม่แน่นอนในความมั่นคงของชีวิตว่าจะไม่มีเหตุร้ายที่จะทำให้คนเคยมีร่ำรวย กลายเป็นคนจนในพริบตา หรือเอาเงินไปรักษาตัวรักษาโรคร้ายจนหมดแผนที่วางไว้ว่าจะจ้างคนดูแลก็กลับเป็นทำไมได้ การมีลูกหลายก็ยังช่วยให้อุ่นใจได้ว่า ตัวเองยังมีคนคอยดุแลยามแก่เฒ่า(ไม่รวมลูกหลานที่ทิ้งพ่อแม่ไม่สนใจดูแลนะครับ)
แต่กลายเป็นวันแนวคิดหลังๆนี้ซึ่งเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จะมีคนนิยมชมชอบความคิดว่า การที่พ่อแม่หวังพึ่งลูกยามแก่เฒ่าคือทุเรศ น่ารังเกียจ และลูกไม่มีหน้าที่ตั้องมาเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่พ่อแม่กลับมีหน้าที่เลี้ยงดูตน ต่อให้ตนเองโตจนทำงานได้เอง แต่พ่อแม่ก็ยังต้องตามเลี้ยงดู เหตุผลก็คือการที่ลูกเกิดมา เกิดจากความใคร่ความต้องการของพ่อแม่เอง ตัวลูกเองไมไ่ด้ขอมาเกิด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูตน แต่อย่ามาสร้างเงื่อนไขว่าลูกต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ คือถ้าจะเลี้ยงดูก็เพราะตัวเองอยากทำแต่ไม่ใช่บุญคุณ เขาไม่ได้ขอมาเกิด และเห็นว่าหลังๆคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้มากจนผมกลัว มันขัดกับจิตสำนึกที่คิดมาตลอดว่าความกตัญญูคือคุณธรรมของมนุษย์ แม้อีกฝ่ายไม่เรียกร้องแต่ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ไม่ใช้ให้เราเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้
พาลทำให้เบื่อ รังเกียจผู้คนในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นว่าอะไรที่ทำให้จิตใจเขาคิดได้แบบนี้
คือถ้าว่ากันตามเหตุผลแล้ว สิ่งที่เขาพูดมันก็ถูกครับ แต่มันถูกต้องจริงๆหรือที่จะยึดเหตุผลแบบนี้จนมีความคิดแบบนี้ออกมา นับวันยิ่งรู้สึกว่าตัวเราเองความคิดไม่ถูกต้อง หรือว่าสังคมมันทรามลงจนเราตามไม่ทัน หรือเราคิดผิดเราควรปรับตัวและคิดตามที่สังคมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเหตุผลทำนองนี้
ตอนนี้ก็รู้สึกเบื่อหน่ายและเพลียมากครับ แต่ ณ ตอนนี้ผมก็ยังยืนยันที่จะหน้าด้านทำดีและพยายามยึดถือแนวทางเดิมต่อไป คือรู้ทั้งรู้ครับว่าอะไรเป็นอะไร แต่พอเจอสิ่งไม่ดีกระทบความคิดความรู้สึกบ่อยๆเข้าก็ชักจะไม่ไหว จนรู้สึกเหนื่อยจนต้องการระบายตั้งกระทู้แบบนี้ล่ะครับ