มารู้จัก "เมฆ" ชนิดต่าง ๆ แบบเข้าใจ ไม่ต้องจำชื่อ

สวัสดีครับ  วันนี้ผมขอเสนอเรื่องราวของสิ่งที่เรามองเห็นทุกวันบนท้องฟ้า  ก็คือ เมฆ นั่นเองครับ
จุดประสงค์ของกระทู้นี้  เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบชนิดต่าง ๆ ของเมฆ  และที่สำคัญคือ
จะขอเสนอวิธีการ "เข้าใจ" การเรียกชื่อเมฆทั้งหมด  ท่านจะได้ไม่ต้องจำชื่อเมฆที่เป็นภาษา Latin
แบบที่จำยากอีกต่อไปครับ  จุดเริ่มต้นคือ  มีน้องท่านหนึ่งหลังไมค์มาหาผมเรื่องเมฆ  ถามว่าเมฆสูงเท่าไหร่
และมีสิ่งปลูกสร้างอะไรที่สูงเทียมเมฆได้บ้าง  จึงเป็นเรื่องราวการนำเสนอเกี่ยวกับเมฆในวันนี้ครับ

ข้อมูลทั้งหมดนำมาจาก LESA (ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์)  
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/cloud  โดยนำมาเรียบเรียงใหม่ และได้เพิ่มข้อมูล
เข้าไปอีกจำนวนหนึ่ง  เพื่อให้ท่านเข้าใจการตั้งชื่อเมฆโดยไม่ต้องจำอีกต่อไปครับ


  เมฆ (Cloud) คือ กลุ่มของละอองน้ำขนาดเล็กซึ่งเกิดจากการควบแน่นของหยดน้ำในอากาศ
ละอองน้ำในเมฆจะมีขนาด 0.01 - 0.02 มิลลิเมตร  หรือ 10 - 20 ไมครอน  โดยละอองน้ำเหล่านี้
เมื่ออยู่ในเมฆชั้นสูงซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง  ก็จะกลายเป็นผลึกน้ำแข็งขนาดเล็ก  โดยปกติแล้ว
น้ำ และ ไอน้ำ จะโปร่งแสงจนไม่สามารถมองเห็นได้  แต่ละอองน้ำและผลึกน้ำแข็งจะมีพื้นผิว (Surface)
ซึ่งสะท้อนแสงในทิศทางแบบสุ่ม  ทำให้เราสามารถมองเห็นเป็นก้อนสีขาวได้ครับ  นอกจากนั้น
ความหนาแน่นที่สูงขึ้นของละอองน้ำในก้อนเมฆก็อาจทำให้มองเห็นเมฆเป็นสีเทาได้ครับ


ประเภทต่าง ๆ ของเมฆ
  
1. แบบแรกนี้เป็นเมฆชั้นต่ำ  อยู่สูงจากพื้นดินไม่เกิน 2 กิโลเมตร  โดยชื่อเรียกเมฆชั้นต่ำ นี้
จะเรียกตามชื่อธรรมชาติของการเกิดเมฆ  ซึ่งมีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ เมฆก้อน  เมฆแผ่น

- เมฆก้อน เรียกว่า Cumulus
- เมฆแผ่น เรียกว่า Stratus

ซึ่งชื่อทั้ง 2 แบบนี้  จะเป็นชื่อพื้นฐานที่จะใช้เป็นคำหลักไปตลอด  
สำหรับผสมกับคำขยายอื่น ๆ ในประเภทต่อไปครับ


ภาพเมฆ Cumulus

เมฆ Stratus


หากเมฆก้อน และ เมฆแผ่น มาลอยชิดติดกันเป็นก้อนใหญ่  
เรานำชื่อทั้งสองมาต่อกันเรียกว่า Stratocumulus .... ตามภาพนี้


และหากเมฆนั้นมีความหนาแน่นมากที่จะเกิดฝนตกได้  ก็จะจัดให้มันเป็นเมฆฝน  โดยจะเพิ่มคำว่า Nimbo
หรือ Nimbus ที่แปลว่า “ฝน” เข้าไปครับ  ดังนั้น  ชื่อที่เรียกเมฆฝน  จึงมีเพียง 2 ชื่อ คือ ....

- Cumulonimbus (มาจาก Cumulus + Nimbus)  เป็นเมฆฝนที่มีความหนาแน่นสูง  มืดทะมึน  
   ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง

การกำเนิดของเมฆ Cumulonimbus นี้  มันมักจะมาจากเมฆ Cumulus ที่มีไอน้ำมาสะสมกันจนขยายตัวมีขนาดใหญ่ขึ้น
โดยตอนเริ่มต้น ฐานเมฆชนิดนี้อาจจะอยู่ในระดับความสูงไม่เกิน 2 กิโลเมตร จากพื้นดิน ซึ่งเป็นชั้นของเมฆระดับต่ำครับ
แต่ตอนที่มันขยายตัวเต็มที่กลายเป็น Cumulonimbus แล้ว  ยอดของมันสามารถสูงกว่า 10 กิโลเมตร  ซึ่งเป็นระดับของ
เมฆชั้นสูงได้สบาย ๆ (บางแหล่งข้อมูลว่าไปได้ถึง 12 กิโลเมตร บางแหล่งว่าถึง 14 กิโลเมตร)  เมฆชนิดนี้เป็นเมฆที่ค่อนข้าง
อันตรายต่อการบิน เนื่องจากจะมีกระแสลมพัดรุนแรง พัดขี้นลงในแนวดิ่ง หรือแนวยกตัวของมัน
ทำให้เครื่องบินพาณิชย์หลายรุ่น ที่ระดับเพดานบินไม่พ้นยอดของมัน บางครั้ง ก็อาจจะต้องตัดสินใจ บินอ้อม มากกว่าจะบินฝ่าเข้าไป
ในทางอุตุนิยมวิทยาก็ถือว่าเมฆ Cumulonimbus เป็นเมฆชั้นต่ำครับ  เพราะฐานเมฆกำเนิดในเขตต่ำ
(ขอขอบคุณ ล๊อคอิน Beluga ที่กรุณาให้ข้อมูลในวรรคนี้ครับ)

ภาพนี้  แสดงถึงการก่อตัวในแนวตั้งของเมฆ Cumulonimbus  จะเห็นว่าฐานเมฆนั้นต่ำอยู่ที่ 1.5 - 2 กิโลเมตร
แต่ยอดเมฆก่อตัวขึ้นไปได้สูงกว่า 10 กิโลเมตร


- Nimbostratus (มาจาก Nimbo + Stratus) มีลักษณะเป็นเมฆแผ่นที่มีความหนาแน่นจนเป็นสีเทาดำ  
  มีแนวยาวติดต่อกันแผ่กว้างออกไปไม่เป็นรูปร่าง  เมฆฝนชนิดนี้จะไม่มีฟ้าแลบฟ้าร้อง  เกิดเฉพาะในเขตอบอุ่นเท่านั้น


สรุป  ในข้อ 1. นี้คือเมฆชั้นต่ำ  ซึ่งมี 5 ประเภท คือ  
- เมฆก้อน Cumulus
- เมฆแผ่น Stratus
- เมฆติดกัน Stratocumulus
- เมฆฝนแบบก้อน Cumulonimbus
- เมฆฝนแบบแผ่น Nimbostratus

        
2. แบบที่สอง คือ เมฆชั้นกลาง  เกิดขึ้นที่ระดับสูง 2 - 6 กิโลเมตร  การเรียกชื่อจะนำชื่อเมฆพื้นฐานในข้อ 1.
มาเติมคำว่า Alto เข้าไปครับ  โดยคำว่า Alto แปลว่า ชั้นกลาง  ทำให้เมฆในกลุ่มนี้จะมี 2 ประเภทคือ ....

เมฆ Altocumulus

เมฆ Altostratus



3. แบบสุดท้าย คือ เมฆชั้นสูง เกิดขึ้นที่ระดับความสูงมากกว่า 6 กิโลเมตร   การเรียกชื่อจะนำชื่อเมฆพื้นฐานในข้อ 1.
มาเติมคำว่า Cirro เข้าไปครับ  โดยคำว่า Cirro แปลว่า ชั้นสูง  ทำให้เมฆในกลุ่มนี้จะมี 2 ประเภทคือ ....
- เมฆชั้นสูงแบบก้อน Cirrocumulus (มาจาก Cirro + Cumulus)
- เมฆชั้นสูงแบบแผ่น  Cirrostratus  (มาจาก Cirro + Stratus)

เมฆ Cirrocumulus

เมฆ Cirrostratus


นอกเหนือจากเมฆ 3 ประเภทนี้แล้ว  ยังมีอีก 1 ประเภทแยกออกไปคือ เมฆขนนก เรียกว่า Cirrus  
(เมฆ Cirrus นี้  ให้ท่านจำแล้วลืมไปได้เลย เพราะมีชื่อเดียว  จะไม่มีการนำมาผสมชื่อเรียกอื่น ๆ อีกครับ)


สรุปแล้ว .... เมฆประเภทหลักจะมี 10 อย่าง คือ
1. Cumulus เมฆก้อน
2. Stratus เมฆแผ่น
3. Cumulonimbus เมฆฝนแบบก้อน
4. Nimbostratus เมฆฝนแบบแผ่น
5. Stratocumulus เมฆผสม

6. Altocumulus เมฆก้อนชั้นกลาง
7. Altostratus เมฆแผ่นชั้นกลาง

8. Cirrocumulus เมฆก้อนชั้นสูง
9. Cirrostratus เมฆแผ่นชั้นสูง

10. Cirrus เมฆขนนก

สรุปแผนภาพการกำหนดชื่อเมฆ 10 ประเภท

ภาพ Infographic แสดงเมฆ 10 ประเภท (ตามชั้นความสูง)


ข้อสังเกตุ
1. เนื่องจากอากาศชั้นสูงเบาบางมาก  เมฆชั้นสูงจึงไม่มีความหนาแน่นมากพอ
    ที่จะบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ได้  จึงมองเห็นเมฆชั้นสูงเป็นสีขาวเท่านั้น  และ
    ไม่มีทางที่จะเกิดเมฆฝนในเมฆชั้นสูง  เพราะเมฆฝนมีมวลมาก  ลอยตัวต่ำเสมอ
    จึงเกิดเมฆฝนเฉพาะเมฆชั้นต่ำแบบในข้อ 1. เท่านั้นครับ

2. เมฆ Cumulus และ Cumulonimbus  เป็นเมฆก่อตัวในแนวดิ่ง  
    ซึ่งมีฐานเมฆอยู่ในระดับเมฆชั้นต่ำไม่เกิน 2 กิโลเมตรจากพื้นดิน
    แต่ยอดเมฆอาจอยู่ในระดับของเมฆขั้นกลางและชั้นสูงได้
    โดยยอดเมฆที่สูงขึ้นไปมาก ๆ นี้  เรียกว่า Anvil top หรือ  Anvil head


ปรากฏการณ์เมฆแบบแปลก ๆ

1. Fallstreak hole (Cloud hole)
เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเมฆ Cirrocumulus และ Altocumulus  
ซึ่งเป็นเมฆที่อยู่สูงระหว่าง 2 - 12 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก  ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อ
หยาดน้ำในก้อนเมฆมีอุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่หยาดน้ำเหล่านั้นยังไม่สามารถแข็งตัวได้
เพราะยังขาดนิวเคลียสน้ำแข็งที่จะทำให้มันกลายเป็นผลึกน้ำแข็งได้ กระทั่งเมื่ออุณหภูมิลดลงอีก
ผลึกน้ำแข็งก็เริ่มก่อตัวขึ้น และหยาดน้ำขนาดเล็กจำนวนมากรอบผลึกน้ำแข็งที่เกิดใหม่
ก็ระเหิดออกไปอย่างรวดเร็วจนเป็น domino effect  ทำให้บริเวณที่หยาดน้ำระเหิดออกไปนั้น
เกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นกลางหมู่เมฆอย่างที่เห็น


2. Wall Cloud  เป็นลักษณะของแนวเมฆปะทะกับอากาศที่คมมาก
เมื่อมองจากพื้นดินจึงเห็นเป็นแนวกันชนเมฆที่สวยงาม และ น่าตื่นตะลึง

เมื่อดูจากภาพถ่ายดาวเทียมจะเห็นได้ชัดเจน


3. Roll cloud  เกิดจากการที่ลมทำให้อากาศบริเวณพื้นผิวเกิดการหมุนวน  และเคลื่อนที่แยกตัวออกจาก
ก้อนเมฆฝนฟ้าคะนอง ถ้ามีความชื้นในอากาศเพียงพอก็เกิดเป็นเมฆก้อนใหม่ขึ้นมาในลักษณะนี้ครับ


4. Arcus cloud  เมฆชนิดนี้เกิดจากกระแสลมได้กดความเย็นจากชั้นบนให้ลงมาที่พื้น
ลมเหล่านี้จะช่วยยกอากาศร้อนชื้นให้พุ่งขึ้นสูงเข้าสู่เมฆได้มากขึ้น จนไปเจอกับชั้นอากาศที่เย็นกว่า
ทำให้ควบแน่นจนเกิดเป็น arcus cloud ลักษณะอย่างที่เห็นครับ


จบแล้ว  สวัสดีครับ อมยิ้ม17
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่