จากกรุงศรีอยุธยาแตก มาสู่ เพลิงพระนาง(พม่าเสียเมือง) และมาดูสภาพการเมืองไทยในปัจจุบัน

ดิฉันได้ดูคลิปนี้แล้วรู้สึกเห็นด้วยจริงๆ
และได้ความคิดเห็นอีกด้านหนึ่งที่ครอบงำอีกด้านหนึ่งมานานแสนนาน
จนทำให้ไม่เห็นความจริงที่ถ่องแท้

สาระประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ขอแบ่งเป็นสามสาระสำคัญใหญ่ๆ

ประเด็นที่หนึ่ง

ทายาทชั้นเหลนของกษัตริย์และราชินีพระองค์สุดท้ายของพม่าคือ
พระเจ้าสีป่อหรือธีบอ และพระราชินีศุภยลัติ
ไม่พอใจที่ไทยเราสร้างละครเพลิงพระนางที่ดัดแปลงมาจาก พม่าเสียเมือง ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

ที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่สถาบันกษัตริย์ และ บรรพบุรุษของเขา
เหลนของพระเจ้าสีป่อก็ทำงานรับราชการเป็นใหญ่เป็นโตในประเทศพม่าได้ทักท้วงมาผ่านคุณสุพัตรา

ซึ่งดิฉันเองก็ขนลุกเหมือนพิธีกรหญิงที่ว่า
สถาบันกษัตริย์ไทยได้รับการปกป้องตามรัฐธรรมนูญไทย

สถาบันกษัตริย์ของพม่าถึงแม้นจะล่มสลายไปแล้ว
แต่ทว่าก็ยังได้รับการปกป้องตามรัฐธรรมนูญของพม่าอยู่เฉกเช่นเดียวกัน


ประเด็นที่สอง

อวิชชาที่พิธีกรหญิงได้กล่าวไว้นั่นก็คือ พวกเราคนไทยถูกสอนถูกครอบงำที่ว่ากรุงศรีอยุธยาแตก
เพราะพม่ามันเลว มันชั่ว มันเข้ามาโจมตีบ้านเมืองเราจนเราต้องเสียบ้านเสียเมือง

ดีแล้วที่พวกมันต้องเสียบ้านเสียเมืองให้แก่อังกฤษ
เป็นกรรมตามสนองที่พวกมันมาทำกับกรุงศรีอยุธยาของเรา

ตรงนี้ดิฉันก็เคยถูกครอบงำในความคิดเช่นนั้น
แต่ทว่าลองพินิจพิเคราะห์กันอย่างถ่องแท้ก็จะเห็นความจริงอีกด้านตามที่พิธีกรพูดไว้นั่นก็คือ

ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกนั้น สภาพบ้านเมืองของเราไม่อยู่ในสภาพภาวะที่จะปกครองได้อีกต่อไป
มีการล่มสลายภายในนานมากแล้ว พม่าเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายจริงๆ

สาเหตุที่แท้จริงของกรุงศรีแตกจริงๆมันก็มาจากระบบราชการภายในที่ล้มเหลวนั่นเอง
กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยาคือ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ก็อ่อนแอไม่สามารถนำพาบ้านเมืองให้อยู่รอดต่อไปได้
พม่าใช้แค่นิ้วแตะเบาๆก็ล้ม อันนี้เป็นความจริงที่คงปฎิเสธกันไม่ได้

เราต้องยอมรับความจริงกันค่ะว่าที่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง
เป็นเพราะพวกเราทำกันเองทั้งนั้น อย่าไปโทษพม่าเขาเลย


และนอกเหนือจากข้อมูลด้านบน ก็ยังมีเรื่องการที่คนไทยแตกความสามัคคีกันเอง
พวกข้าราชการขุนนางอำมาตย์แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในราชสำนัก

ทำให้ระบบราชการภายในของเราอ่อนแอมาก
และเมื่อคนในชาติขาดความสามัคคี ประเทศชาติก็อ่อนแอ

สภาพไปไม่รอดปกครองต่อไปไม่ได้ บ้านเมืองก็ต้องแตกเสียบ้านเสียเมืองให้เขาไป   
ถึงแม้นความเป็นจริงจะเป็นสิ่งที่เจ็บปวด พวกเราก็ต้องกล้ำกลืนยอมรับ

ประเด็นที่สาม ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เปราะบางแต่ทว่าดิฉันก็ต้องการที่จะพูด

สภาพบ้านเมืองการเมืองการปกครองของไทยเราในปัจจุบัน
มีปัญหารุมเร้าหลายอย่างซับซ้อนมากมายเหลือคณานับ ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนไม่สามารถคลายปมที่ซับซ้อนกันอยู่ได้


มีการแบ่งสีแบ่งข้างแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ประชาชนก็มีมีสีเหลืองสีแดง สีขาว
พระก็ทะเลาะกันแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นนิกายของฉันดีกว่าเธอคำสอนของนิกายฉันดีกว่า

ฝ่ายอำมาตย์ก็มีปัญหาภายใน ทหารก็แบ่งข้างกัน แต่ละฝ่ายขาดความสามัคคีกันอย่างสิ้นเชิง

มีการใช้เกมส์การเมืองมุ่งทำลายล้างผลาญกันไม่จบสิ้น
ถึงแม้นรัฐบาลชุดนี้ซึ่งนำทัพโดย คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา

ซึ่งดูเหมือนตอนเข้ามาใหม่ๆก็ประกาศกร้าวที่จะยุติความขัดแย้ง
แต่ทว่าเวลาผ่านไปเกือบสามปี ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นไปตามที่ประกาศไว้

และดูเหมือนความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และถึงแม้นล่าสุดจะมีนโยบายเรื่องการปรองดองออกมา
ก็ดูเหมือนจะเป็นแค่นโยบายเศษกระดาษเท่านั้นเอง

ถ้าคนในชาติขาดความสามัคคีกันขนาดนี้
และระบบราชการภายในของเราล้มเหลว เน่าเฟะ จนไม่อยู่ในสภาพที่บริหารกันได้ต่อไป

อีกหน่อยประเทศเราประวัติศาสตร์ก็คงดำเนินซ้ำรอยเดิมเฉกเช่นเดียวกับในสมัยกรุงศรีอยุธยา
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่