ช่วยตั้งชื่อเรื่องหน่อยครับ

นี่เป็นนิยายเรื่องแรกที่ผมแต่งขึ้นแบบเอาจริงเอาจัง เป็นนิยายแนวต่อสู้แฟนตาซี ยังไงก็ช่วยติดตามด้วยนะครับ

ปล.ตัวอักษรมันจะตกบันทรรดหลายตัวอยู่นะครับ พอดีก็อปมาจากในเวิร์ดที่ผมพิมไว้ก่อนหน้า อ่านลำบากนิดนึงนะครับ ^_^


     ปี พ.ศ. 3000 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 5 เกือบทุกประเทศทั่วโลกถูกคุกคามจากมหาอำนาจที่หวังยึดครองโลก มีเพียงประเทศรากิตจีที่รอดพ้นจากการคุกคาม เพราะรากิตจีเป็นประเทศเล็กที่ด้อยพัฒนา แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น รากิตจีแอบสร้างระเบิดขนาดยักษ์โดยที่ไม่มีประเทศอื่นล่วงรู้ รากิตจีสร้างระเบิดลูกยักษ์สำเร็จในเวลาเพียง 3 ปี นอกจากระเบิดขนาดมหึมาที่พร้อมจะลบเมืองใหญ่ให้หายไปจากแผนที่แล้ว รากิตจียังสร้างปรมาณูขนาด 50 กิโลกรัมอีกนับพันลูก ผู้คนนับหมื่นล้านไม่รู้ตัวเลย ว่าโลกของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง...

     ปี พ.ศ. 3005 ระเบิดทั้งหมดของรากิตจีถูกส่งไปยังเมืองใหญ่ต่างๆทั่วโลก คนบนโลกเกือบจะสูญพันธุ์ ประชากรบนโลกจากคนกว่าหมื่นล้าน เหลือไม่ถึง 20% ทั่วโลก คนส่วนใหญ่เชื่อว่ารากิตจีพยายามจะกวาดล้างโลกเพื่อยึดครองโลก แต่!! เปล่าเลย หลังเหตุการณ์ Super Nova Rakittie เหล่าประชากรของรากิตจีก็หายสาบสูญไปเช่นกัน เมื่อผู้นำส่วนใหญ่ตายไปพร้อมเหตุการณ์ SNR สงครามจึงอุบัติขึ้น เกิดสงครามขนาดเล็กใหญ่ไปทั่วโลก บ้างทำสงครามเำออาหาร บ้างเพื่ออาณาเขต แต่ส่วนใหญ่ ทำเพื่อความอยู่รอด สงครามครั้งนี้กินเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะสงครามครั้งกินเวลามาถึง 500 ปี...


“คิดจะเลือกเดินเส้นทางนี้จริงหรอ...” เสียงหญิงชรากล่าวถามหลานชาย ที่กำลังเก็บข้าวเก็บของเพื่อไปสมัครเข้าแคลนอิมพาเชียล เพื่อหวังจะพบพ่อที่หายตัวไปเมื่อ 1ปีก่อน
   “ครับยาย…”
   “แล้วจะไปหาที่ไหนล่ะ”
“คนเก่งๆระดับพ่อ ต้องไปเป็นรองหัวหน้าอยู่อิมพาทเชียลอยุ่แล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆ”
“แต่ถ้าเลือกที่จะเข้าเป็นสมาชิกแคลน เท่ากับหลานเลือกที่จะทิ้งชีวิตที่สงบสุขนะ”
   “ครับ...ผมรู้ดี”
   “แล้วถ้าไม่เจอล่ะ...?”
   “ที่จริง...การออกเดินทางครั้งนี้ของผมไม่ได้ตั้งใจจะไปหาพ่อหรอก การได้พบพ่อเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเท่านั้น ที่จริงผมตั้งใจจะไปหาสิ่งที่ผมอยากเจอมากที่สุด คือ ความฝันของผมน่ะ”
   “แล้วความฝันของหลานยายคืออะไรล่ะ...บอกยายได้หรือเปล่า”
   “ผมจะก้าวขึ้นไปเป็นอันดับ 1ของโลกใหม่ให้ได้...นั่นแหละ ฝันของผม!!”
    สิ้นเสียงบทสนทนาของยายและหลานในหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่การปกครองของแคลนไคล์เวิร์ก ภายใต้การปกครองของ จิ้งเปา แคลนไคลเวิร์ก ถูกจัดอันดับความแข็งแกร่งให้อยู่ในลำดับที่ 4 รองจาก อิมพาทเชียล อาชูร่า และโกดาสตามลำดับและในวันที่ อาร์ทออกเดินทาง ในหมู่บ้านของเขา มีเทศกาลเปิดรับสมัครคนเข้าแคลน หลายแคลนส่งตัวแทนเดินทางมายังหมู่บ้านของอาร์ทเพื่อเปิดรับสมัครไฟท์เตอร์หน้าใหม่ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอิมพาทเชียลอยู่ด้วย อาร์ทไม่รอช้า เดินไปที่ซุ้มของอิมพาทเชียล ที่มีคนต่อแถวรอสมัครยาวเยียด อาร์ทเข้าไปต่อแถว เวลาผ่านไปเกือบครึ่ง ชม. อาร์ทมาถึงภายในซุ้ม สิ่งที่เห็นต่อหน้าเด็กหนุ่มไฟแรง มีเพียงผู้ชายผิวคล้ำแววตาเย่อหยิ่ง และมีความมั่นใจในตัวเอง
“สวัสดีครับ...ผมอยากสมัครเป็นสมาชิกของแคลนอิมพาทเชียลครับ” อาร์ทกล่าวทักทายพร้อมบอกจุดประสงค์
   “ฮ่าๆๆๆ ที่นี่น่ะ รับสมัครคนที่มีความสามารถระดับ 3 ขึ้นไปเท่านั้นนะ ดูจากลักษณะแล้ว เจ้ายังไม่ถึง 1 ด้วยซ้ำมั้ง”
   “ได้โปรดเถอะครับ ผมอยากเข้าแคลนนี้จริงๆให้ผมทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“งั้นหรือ...ก็ได้ ถ้าอย่างนั้น แกลองต่อยท้องฉันสิ ถ้าฉันเจ็บ ฉันจะรับแกเข้าแคลน แต่ถ้าไม่ แกต้องกลับไปซะ และฉัน เตือนไว้ก่อนนะ ถ้านายเจ็บตัว ฉันจะไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้นายหรอกนะ ฮ่าๆๆๆ”
    อาร์ทเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีกับการต้อนรับครั้งแรกด้วยการดูถูกคนอื่นของลี อาร์ทเงื้อมือ แล้วซัดเข้าไปเต็มกำลังที่ท้องของลี เปรี้ยงง!! แต่แทนที่ลีจะต้องเป็นฝ่ายเจ็บตัว กลับกลายเป็นอาร์ทเองที่กระดูกข้อมือร้าว ในขณะที่ลีหัวเราะร่าออกมา อาร์ทต้องยอมทำตามข้อตกลง ถอยออกมาด้วยความผิดหวัง “ทั้งเจ็บตัวทั้งเจ็บใจ...นี่โลกใหม่มีแต่คนระดับนี้ทั้งนั้นเลยหรอ น่ากลัวจริงแฮะ ขนาดคนรับสมัครยังฝีมือระดับนี้ นี่พวกผู้นำแคลนจะมีพลังขนาดไหนกันนะ” อาร์ทได้เพียงคิดในใจถึงพลังของคนในแคลนอิมพาทเชียล
“ไม่มีตังแล้วมากินได้ไงวะ” เสียงเอะอะโวยวายมาจากร้านค้าในงาน อาร์ทหันไปมอง จึงได้พบเข้ากับชายที่วัยใกล้เคียงกับเขา ยืนเถียงกับพ่อค้าอย่างเอาเป็นเอาตาย “โห่วววว...ก็ขนมลุงมันแพงเกินไปอ่ะ ป้ายก็ไม่ติดบอกราคา ยังงี้ฉันไม่จ่ายหรอก แบร่!!” อาร์ทรีบเดินเข้าไปเพื่อหยุดสงครามประสาทระหว่างพ่อค้ากับหนุ่มน้อยคนดังกล่าว
   “นี่ลุง...ขนมนั่นราคาเท่าไร” อาร์ทเอ่ยถามพ่อค้าเพื่อขัดคอทั้งคู่
“10รากิต” พ่อค้าตอบ
“อ่ะนี่ เอาเงินฉันไปละกัน” อาร์ทยื่นเงินของเขาให้พ่อค้า
“นี่นาย!! ไปให้ตาลุงขี้โกงทำไมขายของก็แพง” หนุ่มน้อยตวาดใส่อาร์ท แต่อาร์ทกลับไม่ตอบ และเดินออกมาจากหน้าร้าน ไม่ทันพ้นจากงานเทศกาล หนุ่มน้อยวิ่งตามหลังมาติดๆ
“นี่นาย...ขอบใจมากนะ แต่นายไม่น่าไปจ่ายค่าขนมนั่นเลย ขนมบ้าอะไรตั้ง 10 รากิต อร่อยก็ไม่อร่อย” หนุ่มน้อยกล่าวกับอาร์ท
“ถ้ามันทำให้คนหยุดทะเลากันได้ แพงกว่านี้ฉันก็ยอมจ่าย” อาร์ทตอบ หนุ่มน้อยมองอาร์ทด้วยสายตาที่ดูมีความรู้สึกดีใจที่ได้เจอ
   “นี่...ฉันชื่อ ทริโอเต้ นะ นายล่ะ”
   “ฉันชื่ออาร์ท”
   “ยินดีที่ได้พบนะ...เพื่อเป็นการตอบแทน ฉันขอเลี้ยงข้าวนายคืนได้ไหม”ทริโอเต้ชวนอาร์ทไปกินข้าว ทั้งคู่เลือกร้านธรรมดาๆเพื่อนั่งกินข้าวและคุยกัน
“นี่นายมาหาแคลนอยู่หรอ...?”
   “อื้อ...นายล่ะ มีแคลนอยู่หรือยัง?”
“อ๋อ...ฉันน่ะมีแคลนอยู่แล้ว วันนี้มาช่วยคนในแคลนรับสมาชิกน่ะ นายไปอยู่แคลนฉันไหมล่ะฉันจะช่วยขอร้องพวกที่รับสมัครให้รับนาย”
   “นายอยู่แคลนไหนหรอ”
   “นายไม่รู้จักหรอก...แคลนฉันเป็นแคลนเล็กๆน่ะ”
   “งั้นหรอ...ฉันมีแคลนที่อยากเข้าอยู่ในใจอยู่แล้วน่ะ ขอโทษทีนะ”
   “งั้นหรอกหรอ...ไม่เป็นไร งั้นเดี๋ยวฉันกลับซุ้มแล้วนะ ต้องไปช่วยคนในแคลนก่อนละ สักวันเราคงได้พบกันแหละเนอะ แล้วเจอกันนะอาร์ท”
   “อ่า...แล้วเจอกันนะ ทริโอเต้” หลังจากกล่าวคำลา ทริโอเต้ก็เดินออกจากร้านไป อาร์ทก็ลุกจากโต๊ะ ก่อนที่พ่อค้าจะวิ่งมาจับที่บ่าของอาร์ท
“นายยังไม่ได้จ่ายค่าข้าวเลย…จะรีบลุกไปไหน”
   “……!?”
   “ทั้งหมด 100 รากิต”
   “ทริโอเต้!!!!!!!!! ”

       อาร์ท เปิดกระเป๋าเงินที่มีเงินเพียง 10 รากิต เงินก้อนสุดท้ายของเขา และตอนที่เขาครุ่นคิดถึงค่าใช้จ่าย ในอนาคต เขาก็บังเอิญหันไปเห็นแคลนๆหนึ่ง แคลนที่มีแต่คนรับสมัคร แต่ไม่มีคนสมัคร ภายในซุ้มมีเพียงผู้ชายที่เขาเห็นหน้าเป็นประจำ ทาร์รอส ทาร์รอสนั่งเอามือเท้าคางทำหน้าซังกะตายอย่างกับชีวิตนี้ไม่มีอะไรทำ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก อาร์ทรุ้จักทาร์รอส เพราะเวลาที่ทาร์รอสจะเข้าไปรับงานในแคลน เขามักจะหิ้วกับข้าวมาฝากยายของเขาเสมอๆ พร้อมกับคุยเรื่องสัพเพเหระมากมาย แต่อาร์ทก็ไม่เคยได้ใส่ใจ
“อ้าว...นี่พี่อยู่แคลนนี้หรอ”
   “อ้าวอาร์ท...อื้อ ใช่แล้วล่ะ น่าเบื่อชะมัดเลย ต้องมานั่งรออะไรก็ไม่รู้ จะนอนก็ไม่ได้ ง่วงเป็นบ้าเลย”
   “แล้วยังรับคนอยู่ไหมครับ”
   “อื้อ...ก็รับจนกว่างานจะเลิกนั่นแหละ”
   “งั้นผมขอสมัครได้ไหมครับ ฮรี่ๆ”
“อ่อ…ได้สินายเขียนชื่อตรงนี้นะประทับรอยเลือดตรงนี้จ่ายเงิน 5 รากิตแล้วก็กระโดดตบ 20 ครั้งเขกโต๊ะนี่อีก 10 ทีก็เสร็จแล้วล่ะ”อาร์ทงงกับวิธีการรับสมัครคนของแคลนนี้แต่ก็ทำตามโดยไม่ได้เอ่ยถามอะไร
อาร์ทนั่งรออยู่ที่ซุ้มแคลนไคล์เวิร์กจนเทศกาลสิ้นสุดอาร์ทและทาร์รอสช่วยกันแบกของและออกเดินทาง“พี่จะพาผมไปไหนครับ”“อ่อ…กลับแคลนไง”“ว่าแต่ตอนรับคนเข้าแคลนทำไมต้องให้กระโดดตบกับเขกโต๊ะด้วยล่ะครับเป็นการทดสอบหรอ”อาร์ทถามด้วยความสงสัย“เปล่าหรอกฉันเบื่อๆน่ะเลยแกล้งนายเล่นฮ่าๆๆๆ”ทาร์รอสตอบหลังจากนั้นทาร์รอสก็ทำสีหน้าซังกะตายอาร์ทเคยชินกับสีหน้าแบบนี้เป็นอย่างดีเพราะทุกครั้งที่ทาร์รอสกลับออกจากบ้านของเขาในเวลาที่ไปหายายทาร์รอสมักจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทำหน้าแบบตอนนี้กลับแคลน
    ระหว่างทางกลับแคลนอาร์ทและทาร์รอสพบคาราวานไฟท์เตอร์และไฟท์เตอร์หน้าใหม่กลุ่มใหญ่เดินอยู่ข้างๆคนที่เดินนำคาราวานนี้เป็นชายร่างยักษ์หุ่นกำยำบึกบึนถือค้อนอันใหญ่พอๆกับล้อของรถบรรทุกอาร์ทรู้สึกตื่นเต้น“ไฟท์เตอร์ของแคลนนี้ดูท่าทางเป็นไฟท์เตอร์ที่มีฝีมือทั้งนั้นเลยแฮะอีกหน่อยเราคงต้องประลองกับคนพวกนี้สินะ”อาร์ทคิดในใจ“นี่พี่ทาร์รอสพวกนี้น่ะใครหรอ?”อาร์ทเอ่ยถามด้วยความสงสัย“อ่อ…พวกอิมพาทเชียลไงเจ้าตัวใหญ่ที่เดินอยู่หน้าสุดเจ้านั่นชื่อเอฟเวอร์เรสเป็นผู้คุมกฎของแคลนอิมพาทเชียลน่ะ”“อ้าว…ว่าไงทาร์รอสได้ไฟท์เตอร์หน้าใหม่กับเขาด้วยหรอเนี่ย”ลีที่มาพร้อมคาราวานอิมพาทเชียลกล่าวทักทายเชิงเย้ยหยัน“เอ๋…นี่มันเจ้าไฟท์เตอร์กระดูกอ่อนนี่นายินดีด้วยน้าาาได้มีแคลนอยู่สักทีแถมเป็นแคลนที่แทบจะไม่มีคนสมัครเลยฮ่าๆๆๆ”ลียังคงเย้ยอาร์ทและทาร์รอสไม่เลิก“ฮ่าฮ่าฮ่า”ทาร์รอสหัวเราะแบบเสียมิได้พร้อมสีหน้าเดิมๆของเขา“ชิส์ระวังตัวไว้เถอะทำหน้าทำตาน่าหมั้นไส้”ลีกล่าว
เมื่อทาร์รอสและอาร์ทมาถึงแคลนทาร์รอสได้พาอาร์ทไปแนะนำให้รู้จักกับจิ้งเปาหัวหน้าแคลนไคล์เวิร์กจิ้งเปากล่าวต้อนรับด้วยรอยยิ้มเล็กๆด้านซ้ายของห้องมีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ผู้ที่นั่งอยู่ประจำโต๊ะนั้นคือจิ้งจิ้งภรรยาของจิ้งเปาเธอควบตำแหน่งรองหัวหน้าและเลขานุการของจิ้งเปาส่วนด้านขวาเป็นโต๊ะตัวใหญ่เก้าอี้ทรงสูงคนที่นั่งอยู่ในมุมืดที่โต๊ะตัวนั้นคือเพกาซัสผู้คุมกฎของแคลนเมื่อแนะนำตัวเสร็จทาร์รอสพาอาร์ทออกมาจากห้องผู้นำและพาไปที่ห้องพักของอาร์ท“อ้าว…แล้วพี่ไม่ได้เป็นรองหัวหน้าหรอ”“ฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก”“แล้วแคลนนี้จิ้งเปาเก่งที่สุดหรอ…เขาถึงได้เป็นหัวหน้า”“เปล่าหรอก…จิ้งเปาน่ะเป็นคนที่ฉลาดและรอบรู้ที่สุดในแคลนพวกเราจึงเลือกเขาเป็นหัวหน้าแคลน”“ถ้าอย่างนั้น…แคลนของเราใครเก่งที่สุดหรอ”ทาร์รอสนิ่งไปสักครู่ก่อนตอบออกมาแบบไม่ชัดเจน“ถ้าถามฉัน…ฉันคิดว่าน่าจะเป็นโฮริน”“เขาคือใครแล้วมีพลังอะไรหรอครับ”“เจ้านี่มันช่างสงสัยจริงๆฮ่าๆๆๆ…โฮรินน่ะเป็นไฟท์เตอร์ระดับ9มีพลังธาตุน้ำแข็งและเป็นภรรยาของเพกาซัสด้วยนะ”
“ถึงห้องของเจ้าแล้ว”ทาร์รอสเดินมาหยุดหน้าห้องหมายเลข 115 เพื่อส่งอาร์ท“อย่าส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นล่ะ”“แต่ทั้งตึกนอนนี่มีฉันพักคนเดียวนะ=_=”อาร์ทได้แต่นอนครุ่นคิดถึงพลังของลีไฟท์เตอร์ระดับ 6 “ขนาดพลังแค่ระดับ 6 ยังมีพลังขนาดนี้…แล้วโฮรินที่มีพลังระดับ 9 จะมีพลังขนาดไหนนะไหนจะอวตารเทพแห่งโกดาสทั้ง 3 ที่มีพลังระดับ 10 อีก
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่