เราเป็นคนหนึ่งที่เป็นโรคซึมเศร้า อาการของโรคที่เราเป็นนั้นมันเริ่มตอนไหนยังไม่รู้เลย มารู้ตัวอีกครั้งคือความคิดและการใช้ชีวิตทั้งชีวิตประวันและชีวิตการทำงานไม่เหมือนเดิม เรามักจะรู้สึกจมดิ่งสู้ห้วงอารมณ์ที่ดูดกินความสุขทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต ราวกับโลกนี้ไม่มีแม้ที่พักพิงเล็ก ๆ แม้กระทั่งเวลาที่เรานั่งอยู่ในบ้านของตัวเอง อยู่ในครอบครัวที่ดีและมีความสุข
พื้นฐานทางบ้านถือว่าค่อนข้างดี พ่อมีงานที่รายได้ดีพอที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้สบาย ๆ ไม่เคยขัดสน แม่เป็นแม่บ้านอยู่บ้านคอยดูแทบแลทุกอย่าง อีกอย่างคือพ่อแม่แทบไม่เคยทะเลาะและมีปากเสียงกัน แต่เราคิดว่านั่นคือ ต้นเหตุของปัญหา เขาทั้งสองคนมีจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่งต่างจากเราจิตใจเราอ่อนแอมาก เซนซิทิฟมากมาตั้งแต่เด็ก เอาเป็นว่านั่งดูการ์ตูนก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรากเสมอ บอกได้เลยว่าเกินกว่าแค่น้ำตาซึม
ทำไมถึงเป็นปัญหา? หลายครั้งที่เขาไม่สบอารมณ์ หรือโกรธกัน เขาจะไม่ทะเลาะกันแต่เขาจะมาหาเรา มาระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหลายให้เราฟัง ไม่พอใจอะไรก็พูด มีความลับที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ก็เล่าให้เราฟัง บอกตรง ๆ ตอนเด็ก ๆ นั้นเราไม่เขาใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำไมถึงต้องเล่าให้เราฟัง เรารู้สึกเจ็บปวดลึก ๆ ในใจเสมอ ที่มีการค่อนขอดต่อว่ากัน แต่เราเป็นเด็กเราพูดอะไรไม่ได้กลัวพ่อแม่เราไม่รักกัน เราเสียใจยังดีกว่าให้เขาทะเลาะกัน นอกจากพ่อแม่เราแล้วเราก็ยังเป็นถังขยะให้คนอื่น ๆ ในครอบครัวเราเหมือนกัน สงสัยเราจะมีแรงดึงดูดพลังงานด้านลบจากคนอื่น ๆ มั้ง
จากที่บอกข้างบนจิตใจพ่อแม่เรานั้นเข้มแข็งมาก เราแทบไม่เคยเห็นน้ำตาของพวกเขาหรอกนะ เห็นทีหัวใจเราก็จะสลาย เราก็รู้ว่าบางครั้งเราเองนั่นแหละต้นเหตุ แต่รู้มั้ยเวลาที่เราอ่อนแอ เวลาที่เราต้องการกำลังใจเราไม่สามารถปรึกษาใครในครอบครัวเราได้เรา พวกเขา too strong เกินไป (ขอยืมคำแม่บีมาใช้) เวลาที่เราอ่อนแอเรามักจะร้องไห้เสมอ ร้องไห้จนตาบวมปิด ปากเจ่อเป็นแองเจลิน่า โจลี่
คุณคิดว่าเวลาที่คนอ่อนแอต้องการกำลังใจคุณต้องการอะไร? เราต้องการแค่คนรับฟัง กอดเราและบอกเราว่าชีวิตมันจะดีขึ้น เราจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อเราผ่านปัญหาตรงนั้นมาได้ เราต้องการแค่นั้นจริง ๆ แต่สิ่งที่เราได้คือ พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าเราจะร้องไห้ทำไม ทำไมไม่เข้มแข็งเหมือนคนอื่นเขา ยิ่งช่วงหลัง ๆ มานี้งานของพ่อเราดูเครียดมาก เขาเปลี่ยนไปจากตอนที่เราเป็นเด็กที่เวลามีอะไรก็พอที่จะพูดหรือปรึกษาได้บ้าง แต่ความเครียดของเขาที่เราสัมผัสได้นั้น เราคิดว่ามันมากไปที่เราจะเอาปัญหาของเราไปใส่ให้เขาเพิ่มอีก ส่วนประโยคเด็ดของแม่เวลาเราไปปรึกษาคือ “จะร้องไห้ทำไม แม่

ตายหรือไง” และถามด้วยคำถามเชิงต่อว่ามากมาย ที่เขาไม่เข้าใจเพราะเขาไม่เคยรับฟังเรื่องของเราจนจบเลยสักครั้งหนึ่ง ......สุขสันต์เสียจริง
สิ่งที่ทำร้ายเรามันเหมือนเข็มเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ทิ่มเข้ามาที่หัวใจของเรา ทิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ กี่เล่มต่อกี่เล่มก็ไม่รู้ เรากลายเป็นคนที่เริ่มไม่กล้าพูดไม่กล้าเล่าปัญหาของเราให้ใครฟัง จริง ๆ ก็เล่าให้แฟนฟังนะแต่เหมือนว่าเล่ายังไงก็ยังระบายมันไม่ออก มันคงเหมือนเข็มที่มันทิ่มเป็นร้อยเป็นพันเล่มเนี่ยมั้ง เอาเล่มนึงออกแต่เล่มอื่น ๆ มันยังอยู่ เอาเล่มนู้นออก เล่มนี้เข้ามาใหม่ หัวใจพรุนแล้วเนี่ย จากนั้นเราเริ่มคิดวนไปวนมาคนเดียว คิดจนนอนไม่หลับ จากนั้นเราไม่ต้องคิดมันละ มันมาให้เองอัตโนมัติเลย เราไม่คิดว่าสมองคนเรามันฉลาดขนาดนี้ มันคงรู้ว่าเราชอบดูหนังเรื่องไหน ว่างไม่ได้มันเปิดให้ดูฟรีเลยจ้า
หลัง ๆ ความคิดเริ่มเปลี่ยนไปจากที่เคยคิดเรื่องที่เครียดกลายเป็นไม่ค่อยคิดละ กลายเป็นคิดว่าทำยังไงถึงจะมีความสุข แล้วเชื่อมั้ยเราคิดไปถึงความสุขนิรันดร์ ความสุขที่จะไม่มีความทุกข์ไหนมาเจือปนได้เลย แล้วสิ่งที่ทำได้คืออะไรหล่ะ ก็ไปจากทุกสิ่งที่มีตรงนี้ไง เราอยากดับไฟชีวิต อยากละทิ้งความความรู้สึกของเข็มที่มันยังคงทิ่มอยู่ อยากจบมัน บางครั้งนั่งคิดจินตนาการว่าเราอยากตายแบบไหน ตายแบบอุบัติเหตุดีมั้ยจะได้ไม่มีคนรู้ว่าเราฆ่าตัวตาย บางครั้งนั่งดูคลิปความรุนแรงทั้งหลายว่าตายแบบไหนดูทรมานน้อยสุด หรือดูสยองน้อยสุด แต่ตายได้แน่นอนที่สุด ยอมรับเลยเรากลัวเว้ย เรากลัวไม่ตาย กลัวพิการแล้วมาเป็นภาระของคนอื่นอีก
อย่างงั้นก็เหอะ เราคิดว่าเราก็พอรู้เท่าทันตัวเอง รู้ว่าเราเริ่มไม่ปกติ ทุกอย่างนั้นมันไม่ได้มาตูมเดียวแบบ บู้มมมมมม กลายเป็นโกโก้ครั้นช์นะ มันค่อย ๆ มา ค่อย ๆ คลานมาแบบผีจูออน ความเร็วมันเป็นระดับที่เราเชื่อว่าเราวิ่งหนีได้ เราเลยไปหาหมอ เพราะเราเริ่มกลัวตัวเอง เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะควบคุมสติตัวเองไม่ได้แล้วตัดสินใจปิดไฟตัวเองซะ หมอก็รับฟังและให้ยารักษาตามอาการ รักษาไปสักพักมันดีขึ้นจริง ๆ นะ
ช่วงที่เราแย่ที่สุด เรานอนไม่หลับ เราคิดแต่เรื่องปิดไฟตลอดเวลา (ไม่ได้อยากช่วยชาติประหยัดไฟแต่อย่างใดเพราะนอนเปิดแอร์ทุกคืน) เราเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ นั่งอยู่ดี ๆ ก็น้ำตาไหล พูดกับคนอื่นก็ระแวงกลัวพูดแล้วทำให้คนอื่นไม่สบายใจ หนักเข้าเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่เป็นประโยค ลำดับการเล่าเรื่องไม่ค่อยได้ เรียงอะไรมาก่อนมาหลังไม่ถูก ใครพูดด้วยกับเราตอนนั้น เราสารภาพ ณ ตอนนี้เลย เราจำได้แต่เรื่องที่เราอยากฟัง เราที่เราไม่อยากฟัง ไม่สนใจ สมองเรามันรักเรามากมันอุดรูหูให้เราอัตโนมัติเลยเหมือนกัน ......... เราว่าถ้าเป็นอีกนิดนึง โดนมัดตัวนอนที่โรงพยาบาลอาจจะไม่ไกลเกินฝันก็ได้.......... บอกอะไรให้ ตอนนั้นที่บ้านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นโรค นี่เราเงียบไปจนเขาชิน หรือเราจำไม่ได้ว่าเราทำปกติตัวอะไร ยังไง
ตอนอาการมันเริ่มดีขึ้นเราจะเหมือนเริ่มรู้สึกตัวจากอาการงัวเงีย เริ่มออกจากฝันร้าย เริ่มมีฝันดีเข้ามาแทรกก่อนตื่น (เอาจริง ๆ ตอนนั้นนอนไม่ค่อยหลับหรอก โมเมเอาเองว่าหลับแล้วกัน) อาการเริ่มดีขึ้นคุยกับหมอรู้เรื่อง ไม่ร้องไห้บ้าบอตลอดเวลาเหมือนตอนไปหาหมอตอนแรก เริ่มสบตาคนที่พูดด้วย เริ่มมีความสุขหลังจากกินยาระยหนึ่ง หมอบอกว่าจะให้กินสักปีครึ่งเพราะไม่ได้เป็นหนักมากและฟื้นตัวเร็ว แล้วไงนะ อ่อ....... ปีกกล้าขาแข็งไง หยุดยา ลั่นล้า เพราะคิดว่าหายแล้ว
ไม่นานเท่าไหร่นักอาการก็กลับมา ตอนนี้แหละ ตอนที่เขียนนี่เลย วันนี้อารมณ์แย่มาก มองตัวเองในกระจกครึ่งชั่วโมงคิดถึงภาพมีดจ่อคอมแล้วก็มองอยู่อย่างงั้น ที่เขียนส่วนนึงก็เพื่อระบาย อยากให้คนอื่นได้รับทราบว่า บางคนนั้นสภาพจิตใจเขาอ่อนแอกว่าที่คิด ไม่ได้จำเป็นต้องมีเรื่องเศร้าใหญ่โตอะไรมากระทบด้วยซ้ำ เราเองถ้าคนอื่นมองจากภายนอกเขาก็คงมองว่าเราปกติแหละ แต่เราบอบช้ำจากรอยแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตัวเราเองไม่ยอมรักษา มันสะสมจนเราปวดเราจะทนไม่ไหว รอยแผลที่ผู้ที่ฝากมันไว้อาจคาดไม่ถึงว่าเขาเป็นคนทำ เราเองก็ไม่ใช่คนดีก็คิดว่าตัวเองคงอาจมีบางครั้งที่ไปกรีดแทงใครไว้ด้วยมีดสปาต้าบ้างเหมือนกันแต่ถ้าเราหลีกเลี่ยงได้เราก็จะไม่ทำ.......
เรื่องที่เล่ามันไม่ใช่สาเหตุเดียวหรอกนะที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ มันแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มมองข้ามการเห็นคุณค่าในตนเอง
เราอยากบอกว่าขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ไม่ว่าจะจบหรือไม่ จริง ๆ แล้วเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีคนอ่านรึเปล่า มันยาวเรารู้ แต่อย่างน้อยที่เราได้เขียนออกมานี้มันใช้เวลาพอสมควรที่จะช่วยลดอารมณ์และความรู้สึกของเราได้มาก ๆ จริง ๆ ถ้ามีโอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ ไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือไม่ก็ตาม
โรคซึมเศร้า.....เรื่องไม่เศร้า (มาก) เราก็เป็นได้.....
พื้นฐานทางบ้านถือว่าค่อนข้างดี พ่อมีงานที่รายได้ดีพอที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้สบาย ๆ ไม่เคยขัดสน แม่เป็นแม่บ้านอยู่บ้านคอยดูแทบแลทุกอย่าง อีกอย่างคือพ่อแม่แทบไม่เคยทะเลาะและมีปากเสียงกัน แต่เราคิดว่านั่นคือ ต้นเหตุของปัญหา เขาทั้งสองคนมีจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่งต่างจากเราจิตใจเราอ่อนแอมาก เซนซิทิฟมากมาตั้งแต่เด็ก เอาเป็นว่านั่งดูการ์ตูนก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรากเสมอ บอกได้เลยว่าเกินกว่าแค่น้ำตาซึม
ทำไมถึงเป็นปัญหา? หลายครั้งที่เขาไม่สบอารมณ์ หรือโกรธกัน เขาจะไม่ทะเลาะกันแต่เขาจะมาหาเรา มาระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหลายให้เราฟัง ไม่พอใจอะไรก็พูด มีความลับที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ก็เล่าให้เราฟัง บอกตรง ๆ ตอนเด็ก ๆ นั้นเราไม่เขาใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำไมถึงต้องเล่าให้เราฟัง เรารู้สึกเจ็บปวดลึก ๆ ในใจเสมอ ที่มีการค่อนขอดต่อว่ากัน แต่เราเป็นเด็กเราพูดอะไรไม่ได้กลัวพ่อแม่เราไม่รักกัน เราเสียใจยังดีกว่าให้เขาทะเลาะกัน นอกจากพ่อแม่เราแล้วเราก็ยังเป็นถังขยะให้คนอื่น ๆ ในครอบครัวเราเหมือนกัน สงสัยเราจะมีแรงดึงดูดพลังงานด้านลบจากคนอื่น ๆ มั้ง
จากที่บอกข้างบนจิตใจพ่อแม่เรานั้นเข้มแข็งมาก เราแทบไม่เคยเห็นน้ำตาของพวกเขาหรอกนะ เห็นทีหัวใจเราก็จะสลาย เราก็รู้ว่าบางครั้งเราเองนั่นแหละต้นเหตุ แต่รู้มั้ยเวลาที่เราอ่อนแอ เวลาที่เราต้องการกำลังใจเราไม่สามารถปรึกษาใครในครอบครัวเราได้เรา พวกเขา too strong เกินไป (ขอยืมคำแม่บีมาใช้) เวลาที่เราอ่อนแอเรามักจะร้องไห้เสมอ ร้องไห้จนตาบวมปิด ปากเจ่อเป็นแองเจลิน่า โจลี่
คุณคิดว่าเวลาที่คนอ่อนแอต้องการกำลังใจคุณต้องการอะไร? เราต้องการแค่คนรับฟัง กอดเราและบอกเราว่าชีวิตมันจะดีขึ้น เราจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อเราผ่านปัญหาตรงนั้นมาได้ เราต้องการแค่นั้นจริง ๆ แต่สิ่งที่เราได้คือ พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าเราจะร้องไห้ทำไม ทำไมไม่เข้มแข็งเหมือนคนอื่นเขา ยิ่งช่วงหลัง ๆ มานี้งานของพ่อเราดูเครียดมาก เขาเปลี่ยนไปจากตอนที่เราเป็นเด็กที่เวลามีอะไรก็พอที่จะพูดหรือปรึกษาได้บ้าง แต่ความเครียดของเขาที่เราสัมผัสได้นั้น เราคิดว่ามันมากไปที่เราจะเอาปัญหาของเราไปใส่ให้เขาเพิ่มอีก ส่วนประโยคเด็ดของแม่เวลาเราไปปรึกษาคือ “จะร้องไห้ทำไม แม่
สิ่งที่ทำร้ายเรามันเหมือนเข็มเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ทิ่มเข้ามาที่หัวใจของเรา ทิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ กี่เล่มต่อกี่เล่มก็ไม่รู้ เรากลายเป็นคนที่เริ่มไม่กล้าพูดไม่กล้าเล่าปัญหาของเราให้ใครฟัง จริง ๆ ก็เล่าให้แฟนฟังนะแต่เหมือนว่าเล่ายังไงก็ยังระบายมันไม่ออก มันคงเหมือนเข็มที่มันทิ่มเป็นร้อยเป็นพันเล่มเนี่ยมั้ง เอาเล่มนึงออกแต่เล่มอื่น ๆ มันยังอยู่ เอาเล่มนู้นออก เล่มนี้เข้ามาใหม่ หัวใจพรุนแล้วเนี่ย จากนั้นเราเริ่มคิดวนไปวนมาคนเดียว คิดจนนอนไม่หลับ จากนั้นเราไม่ต้องคิดมันละ มันมาให้เองอัตโนมัติเลย เราไม่คิดว่าสมองคนเรามันฉลาดขนาดนี้ มันคงรู้ว่าเราชอบดูหนังเรื่องไหน ว่างไม่ได้มันเปิดให้ดูฟรีเลยจ้า
หลัง ๆ ความคิดเริ่มเปลี่ยนไปจากที่เคยคิดเรื่องที่เครียดกลายเป็นไม่ค่อยคิดละ กลายเป็นคิดว่าทำยังไงถึงจะมีความสุข แล้วเชื่อมั้ยเราคิดไปถึงความสุขนิรันดร์ ความสุขที่จะไม่มีความทุกข์ไหนมาเจือปนได้เลย แล้วสิ่งที่ทำได้คืออะไรหล่ะ ก็ไปจากทุกสิ่งที่มีตรงนี้ไง เราอยากดับไฟชีวิต อยากละทิ้งความความรู้สึกของเข็มที่มันยังคงทิ่มอยู่ อยากจบมัน บางครั้งนั่งคิดจินตนาการว่าเราอยากตายแบบไหน ตายแบบอุบัติเหตุดีมั้ยจะได้ไม่มีคนรู้ว่าเราฆ่าตัวตาย บางครั้งนั่งดูคลิปความรุนแรงทั้งหลายว่าตายแบบไหนดูทรมานน้อยสุด หรือดูสยองน้อยสุด แต่ตายได้แน่นอนที่สุด ยอมรับเลยเรากลัวเว้ย เรากลัวไม่ตาย กลัวพิการแล้วมาเป็นภาระของคนอื่นอีก
อย่างงั้นก็เหอะ เราคิดว่าเราก็พอรู้เท่าทันตัวเอง รู้ว่าเราเริ่มไม่ปกติ ทุกอย่างนั้นมันไม่ได้มาตูมเดียวแบบ บู้มมมมมม กลายเป็นโกโก้ครั้นช์นะ มันค่อย ๆ มา ค่อย ๆ คลานมาแบบผีจูออน ความเร็วมันเป็นระดับที่เราเชื่อว่าเราวิ่งหนีได้ เราเลยไปหาหมอ เพราะเราเริ่มกลัวตัวเอง เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะควบคุมสติตัวเองไม่ได้แล้วตัดสินใจปิดไฟตัวเองซะ หมอก็รับฟังและให้ยารักษาตามอาการ รักษาไปสักพักมันดีขึ้นจริง ๆ นะ
ช่วงที่เราแย่ที่สุด เรานอนไม่หลับ เราคิดแต่เรื่องปิดไฟตลอดเวลา (ไม่ได้อยากช่วยชาติประหยัดไฟแต่อย่างใดเพราะนอนเปิดแอร์ทุกคืน) เราเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ นั่งอยู่ดี ๆ ก็น้ำตาไหล พูดกับคนอื่นก็ระแวงกลัวพูดแล้วทำให้คนอื่นไม่สบายใจ หนักเข้าเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่เป็นประโยค ลำดับการเล่าเรื่องไม่ค่อยได้ เรียงอะไรมาก่อนมาหลังไม่ถูก ใครพูดด้วยกับเราตอนนั้น เราสารภาพ ณ ตอนนี้เลย เราจำได้แต่เรื่องที่เราอยากฟัง เราที่เราไม่อยากฟัง ไม่สนใจ สมองเรามันรักเรามากมันอุดรูหูให้เราอัตโนมัติเลยเหมือนกัน ......... เราว่าถ้าเป็นอีกนิดนึง โดนมัดตัวนอนที่โรงพยาบาลอาจจะไม่ไกลเกินฝันก็ได้.......... บอกอะไรให้ ตอนนั้นที่บ้านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นโรค นี่เราเงียบไปจนเขาชิน หรือเราจำไม่ได้ว่าเราทำปกติตัวอะไร ยังไง
ตอนอาการมันเริ่มดีขึ้นเราจะเหมือนเริ่มรู้สึกตัวจากอาการงัวเงีย เริ่มออกจากฝันร้าย เริ่มมีฝันดีเข้ามาแทรกก่อนตื่น (เอาจริง ๆ ตอนนั้นนอนไม่ค่อยหลับหรอก โมเมเอาเองว่าหลับแล้วกัน) อาการเริ่มดีขึ้นคุยกับหมอรู้เรื่อง ไม่ร้องไห้บ้าบอตลอดเวลาเหมือนตอนไปหาหมอตอนแรก เริ่มสบตาคนที่พูดด้วย เริ่มมีความสุขหลังจากกินยาระยหนึ่ง หมอบอกว่าจะให้กินสักปีครึ่งเพราะไม่ได้เป็นหนักมากและฟื้นตัวเร็ว แล้วไงนะ อ่อ....... ปีกกล้าขาแข็งไง หยุดยา ลั่นล้า เพราะคิดว่าหายแล้ว
ไม่นานเท่าไหร่นักอาการก็กลับมา ตอนนี้แหละ ตอนที่เขียนนี่เลย วันนี้อารมณ์แย่มาก มองตัวเองในกระจกครึ่งชั่วโมงคิดถึงภาพมีดจ่อคอมแล้วก็มองอยู่อย่างงั้น ที่เขียนส่วนนึงก็เพื่อระบาย อยากให้คนอื่นได้รับทราบว่า บางคนนั้นสภาพจิตใจเขาอ่อนแอกว่าที่คิด ไม่ได้จำเป็นต้องมีเรื่องเศร้าใหญ่โตอะไรมากระทบด้วยซ้ำ เราเองถ้าคนอื่นมองจากภายนอกเขาก็คงมองว่าเราปกติแหละ แต่เราบอบช้ำจากรอยแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตัวเราเองไม่ยอมรักษา มันสะสมจนเราปวดเราจะทนไม่ไหว รอยแผลที่ผู้ที่ฝากมันไว้อาจคาดไม่ถึงว่าเขาเป็นคนทำ เราเองก็ไม่ใช่คนดีก็คิดว่าตัวเองคงอาจมีบางครั้งที่ไปกรีดแทงใครไว้ด้วยมีดสปาต้าบ้างเหมือนกันแต่ถ้าเราหลีกเลี่ยงได้เราก็จะไม่ทำ.......
เรื่องที่เล่ามันไม่ใช่สาเหตุเดียวหรอกนะที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ มันแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มมองข้ามการเห็นคุณค่าในตนเอง
เราอยากบอกว่าขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ไม่ว่าจะจบหรือไม่ จริง ๆ แล้วเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีคนอ่านรึเปล่า มันยาวเรารู้ แต่อย่างน้อยที่เราได้เขียนออกมานี้มันใช้เวลาพอสมควรที่จะช่วยลดอารมณ์และความรู้สึกของเราได้มาก ๆ จริง ๆ ถ้ามีโอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ ไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือไม่ก็ตาม