share ประสบการณ์ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย เพื่อลดความอ้วนครับ จาก 91-92 Kg เหลือ 54-55 Kg

ผมไปลดความอ้วนมาครับ จากประมาณ 91-92 kg เหลือประมาณ 54 kg   ผมเตี้ยครับ สูงแค่ 166 cm
อันนี้มา share ประสบการณ์เฉยๆ ครับ ซึ่งมีทั้งถูกและผิด ใครที่ผ่านมาแล้วช่วยแนะนำต่อด้วยครับ  ส่วนใครที่กำลังลดอยู่ ขอเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังลดนะครับ

เริ่มจาก 1 คุณพ่อคุณแม่ บอกให้ผมลดความอ้วนอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะโรคจะเยอะ และในปี 2558 ญาติเสีย 3-4 คน จากโรคเส้นโลหิตในสมองแตก  ความดันสูงมาก เบาหวาน คอเรสเตอรอลมากทั้งนั้น  ซึ่งญาติที่เสียทั้งหมดอ้วนมากทั้งนั้น ที่บ้านผมเลยบอกว่า ลดดีกว่า อย่าให้ลูกต้องตายก่อนพ่อแม่ มันจะก่อนวัยอันควร

ผมมานั่งตรึกตรองดูช่วงปลายปี 2558 เลยตั้งใจอย่างจริงจังจริงๆ ว่าเราจะลด เราต้องลดให้ได้ เริ่มจากฉันทะเลย ปลูกฉันทะตามหลักอทธิบาท 4 ของพระพุทธเจ้าก่อนเลย (อยากบอกว่าผมใช้หลักอิทธิบาท 4 จนลดความอ้วนได้ผลจริงๆ ตามที่พระพุทธเจ้าบอกเลยว่าอิทธิบาท 4 เป็นหนทางสู่ความสำเร็จ ถ้าทำตามที่ท่านบอกได้ครบถ้วน)

ชีวิตที่ผ่านมา กราฟน้ำหนักผมมีแต่ขึ้นตลอด เริ่มขึ้นชันๆ ตอนจะจบ ป.ตรี เพราะตอนนั้นว่างมาก เรียนกำลังจะจบ ก็ทำแต่งานวิจัย งาน thesis มีแต่กินกับนอน  ว่างค่อยออกสนามส่งแบบสอบถาม แล้วเอามา run program ก็เลยกินเยอะ กินเสร็จท้องตึงหนังตาหย่อนก็นอน นอนกลางวันเสร็จตื่นมาเที่ยงแล้วหรือบ่าย 1 แล้ว อ่ะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว  กินๆๆ ต่อ  แล้วก็แทบไม่ออกกำลังกายเลย แค่เดินไกลๆ ก็เหนื่อยหอบแล้ว

ผมขอสรุปประเด็นที่ผมอ้วนเท่าขึ้นๆ เท่าที่ผมเข้าใจ คือ
1.    กินเก่งมากๆ คือกินเยอะ แต่ละมื้ออาหารจานเดียวไม่อิ่ม ต้อง 2
2.    กินเสร็จง่วงก็นอน ไม่สนอะไรเลย ตรูจะนอน แล้วชอบกินอาหารหนักรอบดึกๆ ด้วย
3.    ไม่ออกกำลังกาย เห็นแล้วเหนื่อย โดยเฉพาะการวิ่ง เดินนานๆ ก็ร้อน หอบ
4.    ไม่เลือกกิน คือชอบกินข้าวหมูกรอบ ข้าวขาหมูมาก
5.    ชอบกินบุฟเฟ่ต์ แบบปิ้ง นี่ชอบมาก  แล้วก็พวกชาบูๆ ก็ชอบกินครับ

สิ่งที่เป็นประเด็นที่ผมเริ่ม concern และเสียดแทงจิตใจ
1.    ผมเป็นโรครองช้ำที่ส้นเท้าบ่อย  เป็นแต่ละทีมันทรมานมากเลยครับโรคนี้ คือแทบจะต้องนั่งรถเข็น เพราะเดินไม่ไหวจริงๆ แต่ละย่างก้าวคือความปวดร้าวคือไฟ  ต้องนั่งสักพักให้หายเจ็บมันจริงจะทุเลาลงแล้วพอเดินได้ แต่จะดินได้แค่ช้าๆ  ต้องไปหาหมอ หมอก็ให้ยามาทาน  จนหมอบอกว่า ถ้าน้องอยากหายจากโรครองช้ำแบบจริงๆ จังๆ น้องต้องลดความอ้วน เพราะคนอ้วนน้ำหนักจะลงมากดทับที่เท้ามากกว่าปกติ มันจะไม่ balance กัน  ทำให้เท้าข้างนึงอาจจะรับน้ำหนักที่มากกว่า มันก็จะเป็นๆ หายๆ อย่างนี้
2.    ผมเวียนหน้าบ่อยมาก แบบไม่ทราบสาเหตุด้วย บางครั้งก็นึกว่าน้ำในหูไม่เท่ากัน เวียนจนมาทำงานไม่ได้หลายครั้งในรอบปี
3.    เวลาไปเที่ยวแล้วรู้สึกเหนื่อยง่าย หอบง่าย ไปเขาสก เดินขึ้นถ้ำปากการังแป๊บเดียว หอบแล้ว หายใจแรง  เดินขึ้นถ้ำแม่ออออนที่เชียงใหม่ แป๊บเดียวก็เหนื่อย
4.    เวลานอนกรนหนัก กรนเสียงดัง แค่ดูหนัง เผลอนั่งหลับในโรงหนังก็กรนแล้ว
คร่าวๆ ประมาณนี้ครับ

เริ่มลดความอ้วน  เล่าคร่าวๆ โดยสรุปนะครับ

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 กระทำไว้ในใจคือตั้งใจหมายมั่นว่า เราต้องลดความอ้วนอย่างเป้นจริงเป็นจังให้ได้ เริ่มโดย
1.    ตื่นเช้าๆ เริ่มรีบมาออกกำลังกายที่ fitness ของที่ทำงานตอนเช้า ยอมกัดฟันตื่นก่อน 06.00 น มาฟิตเนสที่แบงก์ เริ่มจากการเดินบนลู่วิ่งตอนแรกตั้งไว้ที่ความเร็ว 4.5 เดินได้ประมาณ 30 นาที

2.    เปลี่ยนรองเท้าเลย ลงทุนหารองเท้า running มา แต่ผมไม่วิ่งเอามาเดินนานๆ เดินเร็วเอา จำได้ว่าคู่แรกเป็น adidas energy boost ใส่ดีมาก เบามาก รู้สึกเป็นสปริงช่วยดีดเท้าขึ้นเวลาเดิน ทำให้เดินแล้วรู้สึกดี รู้สึกมัน แต่รองเท้าคู่บุญผมจริงๆ คือ Brooks Glycerin เท่าไรไม่รู้ จำตัวเลขข้างหลังไม่ได้  แต่ผมใส่คู่นี้แบบจริงจังมาก ใส่บ่อย ถ้าจำไม่ผิดมันถูกยกให้เป็นรองเท้า running top 10 ในปี 2558 เลยทีเดียว เพราะตอนนั้นมีแค่ 2 คู่ มันเป็นอุปกรณ์ส่วนประกอบนึงที่ช่วยให้น้ำหนักผมลดลงร่วม 20 กว่ากิโลกรัมเลยในตอนนั้น  ณ วันนี้ มันเป็นรองเท้า running ที่อาจจะเก่าแล้ว พื้นแข็งแล้ว แพ้พวกน้องๆ ใหม่ที่มาแรงกว่า ใหม่กว่า  แต่มันเป็นพี่ใหญ่ที่ผมยังเก็บไว้ในความทรงจำครับ  อ้อ ยังใส่ได้อยู่นะ  แต่ผ้ามันเริ่มขาดนิดๆ แล้วครับ

พูดถึงรองเท้าแล้วผมขอพูดต่อเลยครับ
รองเท้าคู่บุญ คู่กรรม การออกกำลังกายอีกคู่ของผมที่ผมชื่นชอบไม่แพ้ brook คือ mitzuno wave rider 18 คู่นี่ใส่เดินหรือวิ่งแล้วมันมากครับ คือ เบา + นุ่ม และที่สำคัญมันเด้งขึ้นดีมากเลย ทำให้เดินมัน ไม่ค่อยเหนื่อย ซื้อตอนมันลด 50% ปัจจุบันรองเท้าคู่นี้เป็นรองเท้าออกกำลังกายที่ผมชอบที่สุดเท่าที่ผมมี และยังใส่อยู่บ่อยๆ  ตัวนี้ใส่ต่อยอดจริงจังจาก brooks ที่พื้นมันเริ่มแข็ง

ส่วนคู่อื่นๆ ที่ชอบ และใส่อยู่ก็มีครับ เพราะช่วงหลังเริ่มซื้อรองเท้า running สะเป่ะสะปะแล้ว ไม่ดีเลยนะครับ แต่ชอบอ่ะ เช่น asics galaxy จำตัวเลขข้างหลังไม่ได้อีกแล้ว  เห็นมันเอามา sae เหลือ 1,700 เลยคว้าไว้ก่อน 555

Baoji dk 99443 คู่นี้ราคาเบาๆ ลดแล้วไม่ถึงพัน แต่ใส่แล้วดีคุ้มค่าเกินราคาจริงๆ ครับ นุ่มกำลังดี เด้งกำลังดี

Adidas galaxy 3 ทำไมชื่อรุ่นมันไปคล้องกับ asics ก็ไม่รู้ แต่ใส่แล้วดีครับ ผมชอบ แต่มันหนาไปหน่อย

Adidas city Neo คู่นี้ไม่ใช่รองเท้า running แต่นุ่มกำลังดีและทรงสวย ที่สำคัญมัน sale 50% เหลือประมาณหนึ่งพันนิดๆ เลยเอามาใส่เดินครับ เดินดีด้วย

3.    เลอะเทอะไปนาน เข้าเรื่องออกกำลังกายเลยครับ ช่วงเย็นผมไปเริ่มเล่นเครื่องเล่นที่เค้าเรียกว่า sky walk หรือเปล่าไม่แน่ใจ เหมือนๆ ถีบจักรยาน แต่ถีบบนอากาศ แล้วแขนเราก็บิดไปบิดมา trainer ที่ fitness แนะนำ เค้าบอกว่าใจเย็นๆ อย่าหักโหม กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว  จะลดน้ำหนักได้ต้องใช้เวลา ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป  ตอนแรกก็ใช้เจ้าเครื่องนี้ได้ 10 นาทีก็เหนื่อยแล้ว พอ เปลี่ยนมาเดินเร็วขึ้นบนลู่ 30 นาที ตอนนี้ปรับความเร็วเป็น 5

4.    ช่วงวิริยะ อิทธิบาท 4 ข้อที่ 2 เริ่มควบคุมอาหาร เหมือนคนทั่วไปที่อ้วนมากๆ แล้วอยากผอมเลยครับ ผมว่า % เยอะมากของคนที่อ้วนมากแล้วอยากผอมที่น่าจะคิดแบบ แต่จริงๆ แล้วผิดไปหน่อยนะครับ คือลดอาหารลงค่อนข้างเยอะ คือมีทั้งผิดและถูกผมว่า ตอนลดน้ำหนักอย่างจริงๆ จังๆ ผมทานอาหารหลัก หรืออาหารหนักแค่วันละม้อ คืออาจเป็นเช้า หรือกลางวัน  เช้า ทานกาแฟดำ + ขนมปังเพียวๆ ไม่ใส้ไส้ 2 แผ่น  กลางวันทานอาหารหนักแต่เลือกกินพวกแคลลอรี่ไม่สูง งดมันๆ ทอดๆ เลย  ตอนนั้นที่ผมทางอาหารหนัก ก็จะเป็นส้มตำตั่วซั่ว  หรือเย็นตาโฟ  หรือข้าวกับแกงเลียง+ไข่เจียว  หรือข้าว+ต้มเห็ด+ปลาย่าง  เลยกลายเป็นคนที่กินผักเยอะ ผักเก่งโดยปริยาย แล้วเนื้อที่กินบ่อยคือปลากับกุ้ง  งดเนื้อวัว เนื้อทุกชนิด  หมูกินบ้างแต่ไม่บ่อยเท่าปลา   มื้อเย็นกินสลัดผัก หรือไม่ก็สลัดทูน่า  หรือไม่ก็ขนมจีนน้ำยาป่า


5.    การออกกำลังกายอย่างเป็นจริงเป็นจัง ช่วงวิริยะ อิทธิบาท 4 ข้อที่ 2  สรุปเลย ผมเดินวันละประมาณ 3 ชั่วโมงทุกวัน แต่ไม่ได้ติดต่อกันนะครับ ตื่นเช้าก็เดินบนลู่ประมาณ 1.30 ช.ม. แล้วก็อาบน้ำทำงาน ตั้งความเร็วที่ 5.5 เย็นทำงานเสร็จก็เดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะอีกประมาณ 1.30 ชั่วโมง มีปนวิ่ง 15-20 นาที แต่จะไม่วิ่งมากเพราะผมกลัวเป็นรองช้ำอีก คือฝังใจไม่อยากเป็น  ผมเห็นใครหลายคนวิ่งเพื่อออกกำลังกายได้นานๆ ก็ยินดีด้วยครับ แล้วก็อิจฉาอยู่ เพราะผมกลัวโรครองช้ำกำเริบ เพราะเวลาผมวิ่งผมชอบใช้ส้นเท้าลง ก็มาคิดว่า เค้าวิ่งได้ 45 นาที burn ได้ตั้ง 6 ร้อยแคลลอรี่ หรือ 1 ช.ม.ก็ 7 ร้อยแคลลอรี่เป็นต้น   เราเดิน 1 ชั่วโมง burn ได้ 3 ร้อยกว่าแคลลอรี่เอง เราอยาก burn แคลลอรี่ได้เท่าเค้า  งั้นเราต้องเดินใช้ระยะเวลาคูณ 2 หรือมากกว่า 2 เท่าของนาทีที่คนวิ่ง ถึงจะเผาผลาญแคลลอรี่เท่าเค้า  โดยสรุปคือ ตอนนั้น ช่วงเช้า ผมเดินเร็วที่ความเน 1.5 ชั่วโมง จะ burn ไปประมาณ 450 แคลลอรี่ แล้วก็มาอาบน้ำทำงาน  คิดว่าเอาวะ ก็ยังดี  เดี๋ยวเย็นเอาอีก

ตอนเย็นก็ไปเดินอีก 1.5 ชั่วโมง หากมีเวลามากก็ 2 ชั่วโมงไปเลย ก็คิดแบบ conservative ไว้ก่อนว่า burn ได้ 450 แคลลอรี่ ทีนี้แคลอรี่ที่ burn จากการออกกำลังกายโดยการเดิน เช้า 450 เย็น 450 รวมกันวันนึงเป็น 900 และยังไม่รวมแคลลอรี่ที่เผาผลาญปกติจากการใช้ชีวิตประจำวันอีก  ก็ถือว่าได้เยอะมากอยู่  + การควบคุมอาหาร ที่กินน้อยเกินไปด้วย

6.    เข้าสู่ขั้นจิตตะตามหลักอิทธิบาท 4 คือทำอย่างนี้ทุกวัน ใส่ใจอย่างนี้ทุกวัน ทำโดยความเอาใจใส่ ให้ความสำคัญกับมันว่าเราต้องลดน้ำหนักอย่างจริงจัง  สรุปคือ ผมพยายามเดินเร็วให้ได้รวมๆ กันวันละ 3 ชั่วโมง ไม่เน้นวิ่ง กลัวรองช้ำกำเริบอีก ไม่ใช่แอนตี้การวิ่งนะครับ แต่โรคนี้ทำให้ผมเป็นจนเข็ดและกลัว  เสาร์ อาทิตย์เป็นวันว่าง  ผมอาจเดินได้มากกว่า 3 ชั่วโมงนิดหน่อย  แต่สิ่งที่ทำให้ผมมีกำลังใจมาก และใส่ใจในการลดความอ้วนต่อไปคือ result ผลที่ไปช่างน้ำหนักแล้ว น้ำหนักผมลดลงสัปดาห์ละ 1.5 - 2 กิโลกรัม  ช่วงแรกลดเร็วได้ 2 กิโลกรัม เพราะไขมันส่วนเกินมีมาก  แล้วสักพักใหญ่ๆ ก็จะเหลือลดได้สัปดาห์ละประมาณ 1.5 กิโลกรัม  บวกกับช่วงหลังๆ เริ่มมีวิมังสา ไตร่ตรองว่าอะไรที่เราทำมาแล้วถูก อะไรผิด ควรปรับอะไร ตามความรู้แค่ของตัวเอง กับอ่านๆ ใน internet มา ผมสังเกตุตัวเองว่ากินน้อยไป เลยเพิ่มการกินเป็นกินอาหารหลักอาหารหนัก 2 มื้อ แต่ก็เลือกกินอีก พวกทอดๆ มันๆ นี่ไม่จำเป็นไม่แตะเลย  ข้าวขาหมู ไม่กินมาหลายเดือนแล้ว  ข้าวหมูกรอบไม่กินมาหลายเดือนแล้ว ไส้กรอก ทุเรียน สมองสัตว์ ไม่กินเลย  พยายามกินแต่อาหาร clean ลึกๆ ก็คือนับแคลอรี่ที่เรากินไปอยู่ เช่น เย็นตาโฟร์ สุกี้ ข้าวผัด ข้าวกับแกงเลี้ยง แกงส้ม สลัดผัก สลัดทูน่า ข้าวปลาซาบะ ข้าวกับปลาย่าง ปลาดทอดก็มี ไข่เจียวไม่ใส่หมูสับ  ก็ยอกมที่บางมื้อเรากินมากๆ ไป แต่ก็ keep in mind ว่าเราต้อง burn โดยการออกกำลังกายอยู่เรื่อยๆ  พอน้ำหนักมันลงอยู่เรื่อยๆ แต่ผมไม่ได้ป่วยอะไรนะครับ ท้องไม่เสีย ไม่มีตุ่มขึ้นตามตัว ตรวจเลือดแล้วปกติ มันก็มีกำลังใจลดต่อไป

7.    เข้าสู่ขั้นตอนของวิมังสาต่อ  สรุป 1 เดือนผมลดน้ำหนักได้ประมาณ 6 กิโลกรัม  น้ำหนักเดิม 91-92 ผมใช้เวลาประมาณ 8 เดือน ช่วงหลังมันจะลดช้าหน่อยครับ พอไขมันมันน้อยลง  พอน้ำหนักลดลงเหลือประมาณ 70 แล้วหลังจากนั้นมันจะลดช้าลง  ผมสูง 166  สรุปคือผมใช้เวบาประมาณ 8 เดือน น้ำหนักปัจจุบันอยู่ที่ 54-55 KG ครับ   น้ำหนักทรงตัวแบบนี้มา 5 เดือนแล้ว  มีแต่คนทัก ถามจนขี้เกียจตอบแระ 555 บาวท่านก็ขู่ว่าระวังโยโย่นะ ผมก็กลัวอยู่นะครับ รับฟังหมดเลย 555


ขออนุญาตลบภาพ before and after ตัวเองนะครับ คนรู้จักหลายคนทักมาหน่ะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่