"ความหมายของ "ความรัก" ของคุณเป็นแบบไหน รักแรงเลิกเร็ว รักมากเสียใจมาก รักเค้าอยู่ฝ่ายเดียว หรือ เสียใจจนหมดศรัทธาในรัก"
"ความรัก" ความหมายของอาการนามที่ไม่สามารถให้ความหมายที่ตายตัวได้เสียที. . .เชื่อว่าหลายๆคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้หลายๆคนล้วนเคยผิดหวังในความรักมาเกือบจะทุกคน สิ่งที่ผมจะนำมาเขียนต่อไปนี้ มันเป็นแค่ความคิดข้อแนะนำของผมที่อยากจะให้พวกคุณที่เข้ามาอ่าน ได้มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้โดยนำความคิดส่วนตัวของผม ไปปรับใช้กับความหมายของ "ความรัก" ในความคิดของตัวท่านเองนะครับ ผมไม่ได้จะอวดว่าตัวผมรู้มากแต่อย่างใด เพียงแค่อยากจะมาแชร์รูปแบบความรักในแบบที่ผมคิด ก็เท่านั้นเองครับ. ^^
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกล้วนมีความรัก ไม่ว่าจะเป็น ความรักจากครอบครัว ความรักจากคนรัก หรือความรักจากผองเพื่อน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ "ความปรารถนาจากความรัก" สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบความรักของเราตามสิ่งแวดล้อมที่เราประสบพบเจอมาไม่เหมือนกัน ความรู้สึกรัก, โลภ, โกรธ และหลง ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนมีในตัวของมนุษย์ทุกๆคน แทบจะมีเพียงหนึ่งในหกพันล้านเท่านั้นที่จะชำระล้างสิ่งเหล่านี้ออกไปจากจิตใจของเราได้.
--------------------------------------------------------------------------------------
ประเด็นที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ คือ ความรักในความคิดของผมเอง ผมคิดว่า ความรักในความคิดของผม คือ "การปรับตัวเข้าหาแบ่งปันสิ่งต่างๆทั้งสุขและทุกข์ให้กันและกัน ในความสมดุลและพอดี" งงไม๊ครับ?555+ ผมเพียงจะบอกว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพียงเพื่อประสบพบเจอกับเรื่องราวชีวิตของตัวเองเท่านั้นก่อนที่จะสิ้นสลายลงไปเป็นขี้เถ้าสู่พื้นดิน การเจอเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของเราเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเราก็ไม่สามารถกำหนดรูปแบบของเหตุการณ์ที่เราจะเจอในอนาคตได้ ดังนั้น เวลาหลายๆคนที่มีความรัก จึงมักละทิ้งความรักที่มีอยู่ออกไปโดยง่าย เพียงเพราะคิดว่าจะเจอคนที่รู้สึกว่าใช่กว่า ดีกว่า ในอนาคต.
แน่นอนครับ คนที่ใช่กว่า ดีกว่า มีให้เราเจออยู่มากมายบนโลกนี้ เพียงแต่เราไม่สามารถเจอพวกเค้าได้ครบทุกคน ดังนั้น
"คนที่ใช่ที่สุดสำหรับเราจึงไม่มีเลยซักคนครับ" ด้วยปัจจัยของ ระยะทาง เวลา ความคิด ความรู้สึก สภาพจิตใจ ถึงเค้าคนนั้นเป็นคนที่คุณคิดว่าใช่ที่สุดสำหรับคุณ เช่น ความคิดตรงกันทุกอย่าง มีอะไรเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกอย่าง สุดท้ายแล้วก็มีเปอร์เซ็นต์สูงมากครับที่คุณจะเลิกกับเค้าคนนั้นไป เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนไม่มีใครมาเติมเต็มสิ่งที่หายขาดในตัวของคุณนั่นเอง.
เพราะฉะนั้นหากคุณเจอคนที่คิดว่าใช่จริงๆ ผมอยากจะให้คุณพิจารณาจากใจลึกๆของคุณดูและตั้งคำถามถึงความรักในครั้งนี้ของคุณ ตัวอย่างเช่น คนๆนี้งี่เง่าเกินไปที่เราจะรับเค้าไหวรึเปล่า?, คนๆนี้จะสามารถแบกรับภาระและอุปสรรคที่กำลังที่เจอในอนาคตได้รึเปล่า? อย่างที่คนโบราณได้กล่าวไว้ครับว่า
"ศีลเสมอกัน มักไปด้วยกันรอด" แต่อันนี้ผมไม่เห็นด้วยในเรื่องของฐานะนะครับ ถ้าความคิดเราไปด้วยกันได้จริงๆ เรื่องฐานะการเงินมันจะดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยขึ้นมาในความคิดของคุณทันที.
"รักคุณในแบบที่คุณเป็น ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะสามารถทนการกระทำทุกแบบของคุณได้หมดนะครับ"
--------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อการที่คนสองคนได้คบหากันและมีความคิดที่ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน เมื่อนั้นการแบ่งปันความสุขและทุกข์ของเขาทั้งสองคนย่อมไปเป็นในทิศทางที่เป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ตนเจอมาให้อีกฝ่ายฟังด้วยกันมากกว่าการเล่าเรื่องราวของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังอยู่ฝ่ายเดียวครับ.
จะเห็นภาพง่ายๆเลย เวลาที่คุณมีเรื่องราวที่เป็นทุกข์ในตัวคุณ หากคุณคิดที่จะตะคอกเรื่องที่เลวร้ายของคุณให้คนรักของคุณฟังอย่างไม่ใจเย็น มันก็เปรียบเสมือนกองเอกสารกองหนาๆกองนึงที่คุณได้รับมาจาก อาจารย์/บอส ของคุณนั่นแหละครับ.
1.อาจารย์/บอส ของคุณ "เปรียบเสมือน" ความทุกข์ที่เราได้เจอมาในวันนี้.
2.เอกสารกองหนาๆที่คุณต้องปั่นเพื่อส่ง อาจารย์/บอส ของคุณ "เปรียบเสมือน" ความทุกข์ที่คุณเก็บไว้.
3.เพื่อนร่วมงานของคุณ "เปรียบเสมือน" คนที่คุณรัก.
หากคุณเลือกที่จะบอกเรื่องราวความทุกข์ของคุณใส่คนรักของคุณทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของคนรักคุณ มันก็เหมือนกับการที่คุณโดน อาจารย์/บอส ดุในเรื่องของการงาน แล้วคุณก็เอาเอกสารกองหนาๆที่คุณต้องร่วมกันทำมันกับเพื่อนของคุณ โยนใส่เพื่อนของคุณโดยไม่ถามก่อนในคราวเดียวเพราะคุณหมดอารมณ์ทำนั่นแหละครับ ตัวคุณอาจจะสบายใจที่เสร็จงาน อาจารย์/บอส ก็อาจจะชมคุณแทนที่คุณจะโดนดุ (เหมือนกับความทุกข์ของคุณหายไป) แต่คนที่เหนื่อยจากการทำงานก็คงหนีไม่พ้นเพื่อนของคุณนั่นแหละครับซึ่งก็คือคนรักของคุณเอง.
แต่หากคุณยอมที่จะอธิบายเรื่องราวกับคนรักของคุณอย่างใจเย็นโดยคำนึงถึงจิตใจคนที่ยอมรับฟังคุณและช่วยกันแก้ปัญหากับคนรักของคุณ เมื่อนั้น มันก็เหมือนกับการที่คุณยอมอดทนต่อคำด่าของ อาจารย์/บอส ของคุณและยอมนำเอกสารมาช่วยกันทำช่วยกันแก้ปัญหากับเพื่อนร่วมงานของคุณนั่นแหละ สุดท้าย ก็จะสบายใจกันทั้งสามคน (ความทุกข์หาย คุณสบายใจ คนรักของคุณรู้สึกภูมิใจที่เป็นที่ปรึกษาให้คุณได้).
--------------------------------------------------------------------------------------
สรุปนะครับ "ความรัก" คือการปรับตัวและแบ่งปันทุกๆสิ่งที่เจอมาซึ่งกันและกัน ทั้ง สุขและทุกข์ ให้อีกฝ่ายรับรู้โดยไม่ทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกันครับ แม้บางครั้งพวกคุณทั้งสองจะมีความคิดที่แตกต่างกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่พวกคุณได้บอกกล่าวเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของคุณให้อีกฝ่ายฟังด้วยความรักและความรู้สึกที่อยากจะให้อีกฝ่ายได้รับรู้จากใจจริง ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเพราะเค้าคือคนรักของคุณ คุณเลยเลือกที่จะพูดโดยไม่ทะนุถนอมความรักที่เค้ามีต่อคุณไม่ได้นะครับ. ^^
"อย่าลืมที่จะใส่ใจความรู้สึกของกันและกันด้วยนะครับ" 
"สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เริ่มที่จะรักตัวเองให้มากพอก่อนที่จะรักคนอื่นนะครับ"
ความหมายของ "ความรัก" รักอย่างไรจึงมีความสุขที่สุด.
"ความรัก" ความหมายของอาการนามที่ไม่สามารถให้ความหมายที่ตายตัวได้เสียที. . .เชื่อว่าหลายๆคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้หลายๆคนล้วนเคยผิดหวังในความรักมาเกือบจะทุกคน สิ่งที่ผมจะนำมาเขียนต่อไปนี้ มันเป็นแค่ความคิดข้อแนะนำของผมที่อยากจะให้พวกคุณที่เข้ามาอ่าน ได้มีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้โดยนำความคิดส่วนตัวของผม ไปปรับใช้กับความหมายของ "ความรัก" ในความคิดของตัวท่านเองนะครับ ผมไม่ได้จะอวดว่าตัวผมรู้มากแต่อย่างใด เพียงแค่อยากจะมาแชร์รูปแบบความรักในแบบที่ผมคิด ก็เท่านั้นเองครับ. ^^
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกล้วนมีความรัก ไม่ว่าจะเป็น ความรักจากครอบครัว ความรักจากคนรัก หรือความรักจากผองเพื่อน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ "ความปรารถนาจากความรัก" สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบความรักของเราตามสิ่งแวดล้อมที่เราประสบพบเจอมาไม่เหมือนกัน ความรู้สึกรัก, โลภ, โกรธ และหลง ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนมีในตัวของมนุษย์ทุกๆคน แทบจะมีเพียงหนึ่งในหกพันล้านเท่านั้นที่จะชำระล้างสิ่งเหล่านี้ออกไปจากจิตใจของเราได้.
ประเด็นที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ คือ ความรักในความคิดของผมเอง ผมคิดว่า ความรักในความคิดของผม คือ "การปรับตัวเข้าหาแบ่งปันสิ่งต่างๆทั้งสุขและทุกข์ให้กันและกัน ในความสมดุลและพอดี" งงไม๊ครับ?555+ ผมเพียงจะบอกว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเพียงเพื่อประสบพบเจอกับเรื่องราวชีวิตของตัวเองเท่านั้นก่อนที่จะสิ้นสลายลงไปเป็นขี้เถ้าสู่พื้นดิน การเจอเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของเราเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเราก็ไม่สามารถกำหนดรูปแบบของเหตุการณ์ที่เราจะเจอในอนาคตได้ ดังนั้น เวลาหลายๆคนที่มีความรัก จึงมักละทิ้งความรักที่มีอยู่ออกไปโดยง่าย เพียงเพราะคิดว่าจะเจอคนที่รู้สึกว่าใช่กว่า ดีกว่า ในอนาคต.
แน่นอนครับ คนที่ใช่กว่า ดีกว่า มีให้เราเจออยู่มากมายบนโลกนี้ เพียงแต่เราไม่สามารถเจอพวกเค้าได้ครบทุกคน ดังนั้น "คนที่ใช่ที่สุดสำหรับเราจึงไม่มีเลยซักคนครับ" ด้วยปัจจัยของ ระยะทาง เวลา ความคิด ความรู้สึก สภาพจิตใจ ถึงเค้าคนนั้นเป็นคนที่คุณคิดว่าใช่ที่สุดสำหรับคุณ เช่น ความคิดตรงกันทุกอย่าง มีอะไรเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกอย่าง สุดท้ายแล้วก็มีเปอร์เซ็นต์สูงมากครับที่คุณจะเลิกกับเค้าคนนั้นไป เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนไม่มีใครมาเติมเต็มสิ่งที่หายขาดในตัวของคุณนั่นเอง.
เพราะฉะนั้นหากคุณเจอคนที่คิดว่าใช่จริงๆ ผมอยากจะให้คุณพิจารณาจากใจลึกๆของคุณดูและตั้งคำถามถึงความรักในครั้งนี้ของคุณ ตัวอย่างเช่น คนๆนี้งี่เง่าเกินไปที่เราจะรับเค้าไหวรึเปล่า?, คนๆนี้จะสามารถแบกรับภาระและอุปสรรคที่กำลังที่เจอในอนาคตได้รึเปล่า? อย่างที่คนโบราณได้กล่าวไว้ครับว่า "ศีลเสมอกัน มักไปด้วยกันรอด" แต่อันนี้ผมไม่เห็นด้วยในเรื่องของฐานะนะครับ ถ้าความคิดเราไปด้วยกันได้จริงๆ เรื่องฐานะการเงินมันจะดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยขึ้นมาในความคิดของคุณทันที.
เมื่อการที่คนสองคนได้คบหากันและมีความคิดที่ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน เมื่อนั้นการแบ่งปันความสุขและทุกข์ของเขาทั้งสองคนย่อมไปเป็นในทิศทางที่เป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ตนเจอมาให้อีกฝ่ายฟังด้วยกันมากกว่าการเล่าเรื่องราวของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังอยู่ฝ่ายเดียวครับ.
จะเห็นภาพง่ายๆเลย เวลาที่คุณมีเรื่องราวที่เป็นทุกข์ในตัวคุณ หากคุณคิดที่จะตะคอกเรื่องที่เลวร้ายของคุณให้คนรักของคุณฟังอย่างไม่ใจเย็น มันก็เปรียบเสมือนกองเอกสารกองหนาๆกองนึงที่คุณได้รับมาจาก อาจารย์/บอส ของคุณนั่นแหละครับ.
1.อาจารย์/บอส ของคุณ "เปรียบเสมือน" ความทุกข์ที่เราได้เจอมาในวันนี้.
2.เอกสารกองหนาๆที่คุณต้องปั่นเพื่อส่ง อาจารย์/บอส ของคุณ "เปรียบเสมือน" ความทุกข์ที่คุณเก็บไว้.
3.เพื่อนร่วมงานของคุณ "เปรียบเสมือน" คนที่คุณรัก.
หากคุณเลือกที่จะบอกเรื่องราวความทุกข์ของคุณใส่คนรักของคุณทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของคนรักคุณ มันก็เหมือนกับการที่คุณโดน อาจารย์/บอส ดุในเรื่องของการงาน แล้วคุณก็เอาเอกสารกองหนาๆที่คุณต้องร่วมกันทำมันกับเพื่อนของคุณ โยนใส่เพื่อนของคุณโดยไม่ถามก่อนในคราวเดียวเพราะคุณหมดอารมณ์ทำนั่นแหละครับ ตัวคุณอาจจะสบายใจที่เสร็จงาน อาจารย์/บอส ก็อาจจะชมคุณแทนที่คุณจะโดนดุ (เหมือนกับความทุกข์ของคุณหายไป) แต่คนที่เหนื่อยจากการทำงานก็คงหนีไม่พ้นเพื่อนของคุณนั่นแหละครับซึ่งก็คือคนรักของคุณเอง.
แต่หากคุณยอมที่จะอธิบายเรื่องราวกับคนรักของคุณอย่างใจเย็นโดยคำนึงถึงจิตใจคนที่ยอมรับฟังคุณและช่วยกันแก้ปัญหากับคนรักของคุณ เมื่อนั้น มันก็เหมือนกับการที่คุณยอมอดทนต่อคำด่าของ อาจารย์/บอส ของคุณและยอมนำเอกสารมาช่วยกันทำช่วยกันแก้ปัญหากับเพื่อนร่วมงานของคุณนั่นแหละ สุดท้าย ก็จะสบายใจกันทั้งสามคน (ความทุกข์หาย คุณสบายใจ คนรักของคุณรู้สึกภูมิใจที่เป็นที่ปรึกษาให้คุณได้).
สรุปนะครับ "ความรัก" คือการปรับตัวและแบ่งปันทุกๆสิ่งที่เจอมาซึ่งกันและกัน ทั้ง สุขและทุกข์ ให้อีกฝ่ายรับรู้โดยไม่ทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกันครับ แม้บางครั้งพวกคุณทั้งสองจะมีความคิดที่แตกต่างกัน สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่พวกคุณได้บอกกล่าวเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของคุณให้อีกฝ่ายฟังด้วยความรักและความรู้สึกที่อยากจะให้อีกฝ่ายได้รับรู้จากใจจริง ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเพราะเค้าคือคนรักของคุณ คุณเลยเลือกที่จะพูดโดยไม่ทะนุถนอมความรักที่เค้ามีต่อคุณไม่ได้นะครับ. ^^