อดีตของคนเศร้า...ปัจจุบันของคนเจ็บ...
Beginning the special
“ฉันถามแกแต่แรกแล้ว ว่าแกอยากเห็นจริงๆ เหรอ” คำบอกกล่าวเจือความเป็นห่วงของส้มถูกเอ่ยขึ้นจากเบาะนั่งข้างคนขับ ในขณะที่แม็คและผู้พูดมองภาพสาวลูกครึ่งในชุดนักศึกษากับเพื่อนชายอีกคน คล้ายกำลังยืนล่ำลากันตรงหน้าทางขึ้นคอนโดมิเนียมหรูในเวลาสองทุ่มเศษ
“ชื่อแฟล็กงั้นเหรอ...” น้ำเสียงเศร้าคล้ายรำพึงของชายหนุ่มแม้จะเบามาก แต่ก็ทำให้ส้มที่ตั้งใจรอฟังอยู่แล้วจับความได้
“น้องคนที่สอบทุนได้ที่สองรองจากแกนั่นแหละ” แม้คำถามของแม็คจะเหมือนต้องการคำตอบอื่น แต่เพื่อนสาวคนสนิทก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยากฟังอะไร
แม็คก้มหน้าซบกับพวงมาลัยรถ หลับตาเพื่อลบภาพเบื้องหน้า แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ได้ทำให้ใจทุเลาอาการเจ็บลง แต่...มันคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งทำได้ในเวลานี้
“แกอยากจะกลับหรือยัง” คำพูดที่ไม่ได้มีเนื้อหาปลอบใจเลยแม้แต่น้อย แต่ก็รู้ได้ว่าส้มเป็นห่วงเพื่อนสนิทขนาดไหน
“...”
“แกจะกลับหรือยังแม็ค” เมื่ออีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ตอบ ส้มจึงย้ำคำถามเดิมอีกครั้ง
ผู้ถูกถามถอนหายใจยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้น “แกรีบไหม...ไปหาอะไรดื่มกะ...” แม็คต้องชะงักคำพูด...เมื่อ หญิงสาวและชายหนุ่มที่สองเพื่อนสนิทจับตาดูอยู่เดินเข้าคอนโดมิเนียมไปด้วยกันอย่างไม่คาดคิด
“ส้ม!...นี่มันอะไรกัน” แม็คหันมาถามอีกฝ่ายหน้าตาตื่น
“ฉะ...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ส้มเองก็รู้สึกตกใจกับภาพที่เห็น เพราะแม้จะรู้ว่าวอลเลนซ์ซึ่งเป็นแฟนเก่าของแม็คคบกับผู้ชายคนอื่น แต่ก็ไม่คิดว่ารุ่นน้องสาวจะกล้าพาผู้ชายขึ้นห้องแบบนี้
แม็คเปิดประตูหุนหันลงจากรถมุ่งตรงไปหน้าคอนโดมิเนียมด้วยอารมณ์พุ่งสุดขีด
“แม็ค!...แม็ค!...แกอย่าทำแบบนี้เลย” สองแขนของส้มโอบเอวเพื่อนสนิทเพื่อรั้งไว้ “พอเถอะแม็ค พอเถอะ แกเป็นคนเลือกเอง แกเลิกกับเขาเองนะแม็ค!”
น้ำตาของหญิงสาวหลั่งนองหน้าพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือ “แค่นี้แกยังเจ็บไม่พออีกเหรอ แกเลือกแล้วแม็ค แกเป็นคนเลือกให้น้องเขาไป...”
แม็คพยายามแกะสองแขนของหญิงสาวออกจากเอว แม้ธรรมดาแล้วเรี่ยวแรงของชายหนุ่มอย่างเขาจะมากกว่าผู้หญิงบอบบางอย่างส้มมากก็ตามที แต่ครั้งนี้เขาต้องพ่ายแพ้เพราะหัวใจที่เจ็บหนักปิดกั้นกำลังกายทั้งหมดที่มี
ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่า น้ำตาเอ่อท่วมใบหน้าพร้อมเสียงร่ำไห้ที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน
ส้มโอบกอดเพื่อนสนิทจากด้านหลัง “มันไม่เหมือนเดิมแล้วแม็ค แกต้องทำใจ แกต้องทำใจให้ได้”
“ฉันทำไม่ได้ ฉันทำใจไม่ได้เลยส้ม ฉันทำไม่ได้”
“ยังไงแกก็ต้องยอมรับนะแม็ค ไม่งั้นแกจะเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้” สำหรับส้มแล้ว...รู้ดีว่าคนผิดของเรื่องนี้คือแม็คเอง แต่ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับการจะต่อว่าเพื่อนที่กำลังได้รับผลของมันอย่างสาหัส
“ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ ทำไม!!!” เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปแม้ชายหนุ่มจะรู้ดีถึงที่มา แต่ผลมันรุนแรงเกินคาดไว้ เพราะเขาเองคบกับวอลเลนซ์มากว่าสามปี ยังไม่เคยแม้กระทั่งได้เห็นประตูห้องของแฟนสาวเลยสักครั้ง แต่วันนี้...
...
“ขอทงคัตสึหมูดำคุโรบูตะสันในค่ะ” ส้มเอ่ยกับเด็กเสิร์ฟก่อนจะละสายตาจากเมนู เพื่อถามแม็คว่าจะเอาอะไรไหม แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นไว้ เพราะข้าวหน้าไข่หมูดำคุโรบูตะที่อยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม ดูเหมือนยังไม่พร่องไปแม้แต่คำเดียว และจริงๆ แล้วเพื่อนชายเป็นฝ่ายมานั่งรอเธออยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ในสนามบินนี้ราวครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า ถ้าเขาอยากได้อะไรคงสั่งไปตั้งนานแล้ว
ส้มมองสีหน้าเศร้าสร้อยของเพื่อนสนิทที่กำลังเขี่ยอาหารในจานวนไปวนมา ก็พาลไม่อยากกินอะไรจนต้องวางตะเกียบลง “แกอยากถามอะไรฉันหรือเปล่า”
“...”
“แม็ค!...แกได้ยินที่ฉันพูดไหม” เสียงเข้มของเพื่อนสาวทำให้ชายหนุ่มหลุดออกจากอาการเหม่อลอย และเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร
“อ๋อ...ได้ยินสิ แกว่าไงนะ”
“ฉันถามแกว่าแกมีอะไรอยากถามฉันไหม” ส้มส่ายหัวด้วยสีหน้าเคืองๆ
“วอลเลนซ์...เป็นไงบ้าง” คำถามที่ถูกแม็คเอ่ยออกมาด้วยท่าทางลำบากใจนั้น เกิดจากความไม่แน่ใจในคำตอบว่า อยากจะให้อีกฝ่ายตอบว่าสบายดีหรือตรงกันข้าม มันจึงจะดีที่สุดกับหัวใจของเขาในเวลานี้
หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “แกนี่นะ...ความจริงนี่มันก็ผ่านมาสามเดือนแล้ว ฉันอยากให้แกตัดใจลืม แต่แกยังเอาแต่คิดถึงเขาห่วงเขาอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่แกถึงจะกลับมาเป็นตัวเองเสียที”
“...”
“สภาพแกตอนนี้มันอะไร หนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายุ่งเหยิง แล้วนี่...แกได้นอนบ้างหรือเปล่าแม็ค...” หญิงสาวส่ายหน้าด้วยความระอา
“ตกลง...แกจะตอบฉันไหม”
ส้มมองเพื่อนสนิทด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “น้องไปแล้วล่ะ ขึ้นเครื่องไปสักพักแล้ว”
“ฉันหมายถึง...วอลเลนซ์ดูมีความสุขหรือเปล่า”
แม็ครอคำตอบของอีกฝ่ายด้วยแววตาสั่นระริกคล้ายพร้อมจะปล่อยน้ำตาออกมาได้ทุกวินาที
ส้มถอนหายใจอีกครั้ง “ก็ดูเศร้านิดหน่อยตอนบอกลาเพื่อนๆ แต่รวมๆ น้องเขาก็ดูโอเคนะ ได้ไปเรียนต่อเมืองนอกทั้งทีนี่”
“งั้นเหรอ ก็...ดีแล้วล่ะ” ชายหนุ่มเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ก่อนจะเงยหน้าถอนหายใจยาว
“ขึ้นเครื่องพร้อมกับแฟนเขาเหรอ” แม็คสบตากับเพื่อนสาวอีกครั้ง
ส้มพยักหน้าแทนคำตอบ
“งั้นฉันไปแล้วนะ” แม็ควางธนบัตรหนึ่งใบลงบนโต๊ะอาหารก่อนจะลุกจากตรงนั้นไป
“เดี๋ยวแม็ค!” ส้มลุกขึ้นคว้าท่อนแขนชายหนุ่มเอาไว้ก่อนเขาจะเดินจากไป
หญิงสาวล้วงบางอย่างออกจากกระเป๋าถือแล้ววางลงบนฝ่ามือของเพื่อนสนิท “น้องอยากให้แกเก็บไว้ น้องบอกตอนให้แกมันมีแต่ความรู้สึกดีๆ อยากให้แกเก็บความรู้สึกดีๆ ของน้องเอาตลอดไป...ไม่อยากได้คืน”
แม็คมองดูสร้อยที่ร้อยไว้กับแหวนรุ่นของคนรักเก่าในมือเหมือนหัวใจมันไม่มีแรงเต้นไปชั่วขณะ นัยน์ตาแดงก่ำที่พร้อมจะปล่อยหยดน้ำตาให้ไหลรินออกมา ถูกปิดกั้นเอาไว้ด้วยเปลือกตาและเบือนหน้าหนี ก่อนที่เขาจะใส่สิ่งที่ได้มาลงไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์
“ขอบใจแกมากนะส้ม” เมื่อพูดจบแม็คก็หันหลังและเดินจากเพื่อนสนิทไป
“แม็ค!” หญิงสาวตะโกนเรียกเพื่อนชายอีกครั้ง “แกสัญญากับฉันข้อหนึ่งได้ไหม”
แม็คหันกลับมามองเพื่อนสาวอีกครั้ง “สัญญา...อะไร”
“นี่ต้องไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอแก”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบกับประโยคของอีกฝ่ายไปครู่หนึ่ง
“ได้สิ...แกกับฉันต้องได้เจอกันอีก” ...
“นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่เจอมัน...ก่อนจะมาเจอกันที่นี่” แม้ในสวนสาธารณะหลังค่ายลี้ภัยจะมีผู้คนพลุกพล่านอยู่แทบทุกที่ ก็ไม่ทำให้วอลเลนซ์รู้สึกอายที่จะปล่อยน้ำตาออกมา เมื่อฟังรุ่นพี่สาวซึ่งนั่งข้างๆ บนเก้าอี้ตัวยาวเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังจนจบ
“แม็คมันรักวอลเลนซ์มาก มากจนบางทีก็ดูเหมือนโง่...มันไม่ให้พี่บอกเรื่องนี้กับวอลเลนซ์จนกว่าวอลเลนซ์จะเรียนจบ แต่ตอนนี้คงเล่าได้แล้ว...” ส้มยังคงเล่าต่อไปแม้จะรู้ว่าผู้ฟังยังไม่หยุดร้องไห้จากเรื่องที่ได้ยิน
“พี่ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น เรื่องแปลกประหลาดมากมายเกิดขึ้นบนโลกเรา แม้กระทั่ง...ความทรงจำของเจ้าแม็ค ทำไมมันจำพี่ได้...แต่จำวอลเลนซ์ไม่ได้เลย” รุ่นพี่สาวโอบรุ่นน้องมาซบไว้ที่อกเป็นการปลอบ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเสียใจกับเรื่องที่ได้ฟังมากมายขนาดไหน
“ตกลงวอลเลนซ์จะเดินทางไปกับผู้ถูกเลือกจริงๆ ใช่ไหม คิดดีแล้วใช่ไหม” ส้มใช้นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาบนใบหน้าเศร้าๆ ของรุ่นน้อง
“พี่อยากให้วอลเลนซ์เก็บนี่ไว้ติดตัว” หญิงสาวทำหน้าแปลกใจทั้งน้ำตาเมื่อรุ่นพี่ส่งรูปใบหนึ่งให้
“นี่มัน...รูปของเราสามคน วอลเลนซ์ยังผมสั้นอยู่เลย” ส้มพยักหน้าแล้วยิ้มให้รุ่นน้องเมื่อฟังเธอพูดจบ
“ทำไมพี่ส้มไม่ไปด้วยกัน” วอลเลนซ์เงยหน้าขึ้นมาถามรุ่นพี่
“พี่เป็นแค่คนธรรมดาจะให้ไปสู้รบปรบมือกับผู้ถูกเลือกก็คงตายเปล่า แทนที่จะมีประโยชน์จะกลายเป็นตัวถ่วงคนอื่นให้ลำบากเพิ่มขึ้น พี่จะรออยู่ที่นี่แหละ...รอวอลเลนซ์กับแม็คกลับมา” ส้มรู้ดีว่าการจากกันครั้งนี้อาจจะไม่ได้เจอกันอีก แม้ว่าจะเป็นห่วงเพื่อนสนิททั้งคู่ใจจะขาด แต่ก็อย่างที่ได้บอกกับรุ่นน้องไป...ตัวเธอเองเป็นแค่คนธรรมดา
วอลเลนซ์ได้ฟังดังนั้น ทั้งที่ใจไม่อยากห่างจากรุ่นพี่แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ จะมาแย้ง ได้แต่พยักหน้ารับรู้แววตาห่วงใยของอีกฝ่ายเท่านั้น
“พี่ส้ม...ก่อนไป วอลเลนซ์ขอให้ช่วยอะไรอย่างได้ไหม...” ...
...
“เห็นแล้วนึกถึงตอนเราสามคนเจอกันใหม่ๆ เลยนะ” ส้มเอ่ยขึ้นหลังจากตัดผมให้รุ่นน้องจากผมยาวสลวยถึงกลางแผ่นหลังจนกลายเป็นผมบ๊อบเสมอต้นคอ
“ในเมื่อวอลเลนซ์กับพี่แม็คกลับเป็นเหมือนเดิมไม่ได้...วอลเลนซ์ก็ขอเริ่มต้นมันใหม่จากศูนย์...ก็แล้วกัน” เมื่อได้ฟังดังนั้นน้ำตาของส้มก็พลันร่วงลงมาทีละหยดจนค่อยๆ กลายเป็นสาย และไม่อาจจะทัดทานเอาไว้ภายในได้อีกต่อไป...
*************************
อดีตของคนเศร้า...ปัจจุบันของคนเจ็บ...
“ฉันถามแกแต่แรกแล้ว ว่าแกอยากเห็นจริงๆ เหรอ” คำบอกกล่าวเจือความเป็นห่วงของส้มถูกเอ่ยขึ้นจากเบาะนั่งข้างคนขับ ในขณะที่แม็คและผู้พูดมองภาพสาวลูกครึ่งในชุดนักศึกษากับเพื่อนชายอีกคน คล้ายกำลังยืนล่ำลากันตรงหน้าทางขึ้นคอนโดมิเนียมหรูในเวลาสองทุ่มเศษ
“ชื่อแฟล็กงั้นเหรอ...” น้ำเสียงเศร้าคล้ายรำพึงของชายหนุ่มแม้จะเบามาก แต่ก็ทำให้ส้มที่ตั้งใจรอฟังอยู่แล้วจับความได้
“น้องคนที่สอบทุนได้ที่สองรองจากแกนั่นแหละ” แม้คำถามของแม็คจะเหมือนต้องการคำตอบอื่น แต่เพื่อนสาวคนสนิทก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยากฟังอะไร
แม็คก้มหน้าซบกับพวงมาลัยรถ หลับตาเพื่อลบภาพเบื้องหน้า แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ได้ทำให้ใจทุเลาอาการเจ็บลง แต่...มันคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดซึ่งทำได้ในเวลานี้
“แกอยากจะกลับหรือยัง” คำพูดที่ไม่ได้มีเนื้อหาปลอบใจเลยแม้แต่น้อย แต่ก็รู้ได้ว่าส้มเป็นห่วงเพื่อนสนิทขนาดไหน
“...”
“แกจะกลับหรือยังแม็ค” เมื่ออีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ตอบ ส้มจึงย้ำคำถามเดิมอีกครั้ง
ผู้ถูกถามถอนหายใจยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้น “แกรีบไหม...ไปหาอะไรดื่มกะ...” แม็คต้องชะงักคำพูด...เมื่อ หญิงสาวและชายหนุ่มที่สองเพื่อนสนิทจับตาดูอยู่เดินเข้าคอนโดมิเนียมไปด้วยกันอย่างไม่คาดคิด
“ส้ม!...นี่มันอะไรกัน” แม็คหันมาถามอีกฝ่ายหน้าตาตื่น
“ฉะ...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ส้มเองก็รู้สึกตกใจกับภาพที่เห็น เพราะแม้จะรู้ว่าวอลเลนซ์ซึ่งเป็นแฟนเก่าของแม็คคบกับผู้ชายคนอื่น แต่ก็ไม่คิดว่ารุ่นน้องสาวจะกล้าพาผู้ชายขึ้นห้องแบบนี้
แม็คเปิดประตูหุนหันลงจากรถมุ่งตรงไปหน้าคอนโดมิเนียมด้วยอารมณ์พุ่งสุดขีด
“แม็ค!...แม็ค!...แกอย่าทำแบบนี้เลย” สองแขนของส้มโอบเอวเพื่อนสนิทเพื่อรั้งไว้ “พอเถอะแม็ค พอเถอะ แกเป็นคนเลือกเอง แกเลิกกับเขาเองนะแม็ค!”
น้ำตาของหญิงสาวหลั่งนองหน้าพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือ “แค่นี้แกยังเจ็บไม่พออีกเหรอ แกเลือกแล้วแม็ค แกเป็นคนเลือกให้น้องเขาไป...”
แม็คพยายามแกะสองแขนของหญิงสาวออกจากเอว แม้ธรรมดาแล้วเรี่ยวแรงของชายหนุ่มอย่างเขาจะมากกว่าผู้หญิงบอบบางอย่างส้มมากก็ตามที แต่ครั้งนี้เขาต้องพ่ายแพ้เพราะหัวใจที่เจ็บหนักปิดกั้นกำลังกายทั้งหมดที่มี
ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่า น้ำตาเอ่อท่วมใบหน้าพร้อมเสียงร่ำไห้ที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน
ส้มโอบกอดเพื่อนสนิทจากด้านหลัง “มันไม่เหมือนเดิมแล้วแม็ค แกต้องทำใจ แกต้องทำใจให้ได้”
“ฉันทำไม่ได้ ฉันทำใจไม่ได้เลยส้ม ฉันทำไม่ได้”
“ยังไงแกก็ต้องยอมรับนะแม็ค ไม่งั้นแกจะเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้” สำหรับส้มแล้ว...รู้ดีว่าคนผิดของเรื่องนี้คือแม็คเอง แต่ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับการจะต่อว่าเพื่อนที่กำลังได้รับผลของมันอย่างสาหัส
“ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ ทำไม!!!” เหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปแม้ชายหนุ่มจะรู้ดีถึงที่มา แต่ผลมันรุนแรงเกินคาดไว้ เพราะเขาเองคบกับวอลเลนซ์มากว่าสามปี ยังไม่เคยแม้กระทั่งได้เห็นประตูห้องของแฟนสาวเลยสักครั้ง แต่วันนี้...
...
“ขอทงคัตสึหมูดำคุโรบูตะสันในค่ะ” ส้มเอ่ยกับเด็กเสิร์ฟก่อนจะละสายตาจากเมนู เพื่อถามแม็คว่าจะเอาอะไรไหม แต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นไว้ เพราะข้าวหน้าไข่หมูดำคุโรบูตะที่อยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม ดูเหมือนยังไม่พร่องไปแม้แต่คำเดียว และจริงๆ แล้วเพื่อนชายเป็นฝ่ายมานั่งรอเธออยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ในสนามบินนี้ราวครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า ถ้าเขาอยากได้อะไรคงสั่งไปตั้งนานแล้ว
ส้มมองสีหน้าเศร้าสร้อยของเพื่อนสนิทที่กำลังเขี่ยอาหารในจานวนไปวนมา ก็พาลไม่อยากกินอะไรจนต้องวางตะเกียบลง “แกอยากถามอะไรฉันหรือเปล่า”
“...”
“แม็ค!...แกได้ยินที่ฉันพูดไหม” เสียงเข้มของเพื่อนสาวทำให้ชายหนุ่มหลุดออกจากอาการเหม่อลอย และเงยหน้าขึ้นจากจานอาหาร
“อ๋อ...ได้ยินสิ แกว่าไงนะ”
“ฉันถามแกว่าแกมีอะไรอยากถามฉันไหม” ส้มส่ายหัวด้วยสีหน้าเคืองๆ
“วอลเลนซ์...เป็นไงบ้าง” คำถามที่ถูกแม็คเอ่ยออกมาด้วยท่าทางลำบากใจนั้น เกิดจากความไม่แน่ใจในคำตอบว่า อยากจะให้อีกฝ่ายตอบว่าสบายดีหรือตรงกันข้าม มันจึงจะดีที่สุดกับหัวใจของเขาในเวลานี้
หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “แกนี่นะ...ความจริงนี่มันก็ผ่านมาสามเดือนแล้ว ฉันอยากให้แกตัดใจลืม แต่แกยังเอาแต่คิดถึงเขาห่วงเขาอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่แกถึงจะกลับมาเป็นตัวเองเสียที”
“...”
“สภาพแกตอนนี้มันอะไร หนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายุ่งเหยิง แล้วนี่...แกได้นอนบ้างหรือเปล่าแม็ค...” หญิงสาวส่ายหน้าด้วยความระอา
“ตกลง...แกจะตอบฉันไหม”
ส้มมองเพื่อนสนิทด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “น้องไปแล้วล่ะ ขึ้นเครื่องไปสักพักแล้ว”
“ฉันหมายถึง...วอลเลนซ์ดูมีความสุขหรือเปล่า”
แม็ครอคำตอบของอีกฝ่ายด้วยแววตาสั่นระริกคล้ายพร้อมจะปล่อยน้ำตาออกมาได้ทุกวินาที
ส้มถอนหายใจอีกครั้ง “ก็ดูเศร้านิดหน่อยตอนบอกลาเพื่อนๆ แต่รวมๆ น้องเขาก็ดูโอเคนะ ได้ไปเรียนต่อเมืองนอกทั้งทีนี่”
“งั้นเหรอ ก็...ดีแล้วล่ะ” ชายหนุ่มเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ก่อนจะเงยหน้าถอนหายใจยาว
“ขึ้นเครื่องพร้อมกับแฟนเขาเหรอ” แม็คสบตากับเพื่อนสาวอีกครั้ง
ส้มพยักหน้าแทนคำตอบ
“งั้นฉันไปแล้วนะ” แม็ควางธนบัตรหนึ่งใบลงบนโต๊ะอาหารก่อนจะลุกจากตรงนั้นไป
“เดี๋ยวแม็ค!” ส้มลุกขึ้นคว้าท่อนแขนชายหนุ่มเอาไว้ก่อนเขาจะเดินจากไป
หญิงสาวล้วงบางอย่างออกจากกระเป๋าถือแล้ววางลงบนฝ่ามือของเพื่อนสนิท “น้องอยากให้แกเก็บไว้ น้องบอกตอนให้แกมันมีแต่ความรู้สึกดีๆ อยากให้แกเก็บความรู้สึกดีๆ ของน้องเอาตลอดไป...ไม่อยากได้คืน”
แม็คมองดูสร้อยที่ร้อยไว้กับแหวนรุ่นของคนรักเก่าในมือเหมือนหัวใจมันไม่มีแรงเต้นไปชั่วขณะ นัยน์ตาแดงก่ำที่พร้อมจะปล่อยหยดน้ำตาให้ไหลรินออกมา ถูกปิดกั้นเอาไว้ด้วยเปลือกตาและเบือนหน้าหนี ก่อนที่เขาจะใส่สิ่งที่ได้มาลงไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์
“ขอบใจแกมากนะส้ม” เมื่อพูดจบแม็คก็หันหลังและเดินจากเพื่อนสนิทไป
“แม็ค!” หญิงสาวตะโกนเรียกเพื่อนชายอีกครั้ง “แกสัญญากับฉันข้อหนึ่งได้ไหม”
แม็คหันกลับมามองเพื่อนสาวอีกครั้ง “สัญญา...อะไร”
“นี่ต้องไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอแก”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบกับประโยคของอีกฝ่ายไปครู่หนึ่ง
“ได้สิ...แกกับฉันต้องได้เจอกันอีก” ...
“นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่เจอมัน...ก่อนจะมาเจอกันที่นี่” แม้ในสวนสาธารณะหลังค่ายลี้ภัยจะมีผู้คนพลุกพล่านอยู่แทบทุกที่ ก็ไม่ทำให้วอลเลนซ์รู้สึกอายที่จะปล่อยน้ำตาออกมา เมื่อฟังรุ่นพี่สาวซึ่งนั่งข้างๆ บนเก้าอี้ตัวยาวเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังจนจบ
“แม็คมันรักวอลเลนซ์มาก มากจนบางทีก็ดูเหมือนโง่...มันไม่ให้พี่บอกเรื่องนี้กับวอลเลนซ์จนกว่าวอลเลนซ์จะเรียนจบ แต่ตอนนี้คงเล่าได้แล้ว...” ส้มยังคงเล่าต่อไปแม้จะรู้ว่าผู้ฟังยังไม่หยุดร้องไห้จากเรื่องที่ได้ยิน
“พี่ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น เรื่องแปลกประหลาดมากมายเกิดขึ้นบนโลกเรา แม้กระทั่ง...ความทรงจำของเจ้าแม็ค ทำไมมันจำพี่ได้...แต่จำวอลเลนซ์ไม่ได้เลย” รุ่นพี่สาวโอบรุ่นน้องมาซบไว้ที่อกเป็นการปลอบ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังเสียใจกับเรื่องที่ได้ฟังมากมายขนาดไหน
“ตกลงวอลเลนซ์จะเดินทางไปกับผู้ถูกเลือกจริงๆ ใช่ไหม คิดดีแล้วใช่ไหม” ส้มใช้นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาบนใบหน้าเศร้าๆ ของรุ่นน้อง
“พี่อยากให้วอลเลนซ์เก็บนี่ไว้ติดตัว” หญิงสาวทำหน้าแปลกใจทั้งน้ำตาเมื่อรุ่นพี่ส่งรูปใบหนึ่งให้
“นี่มัน...รูปของเราสามคน วอลเลนซ์ยังผมสั้นอยู่เลย” ส้มพยักหน้าแล้วยิ้มให้รุ่นน้องเมื่อฟังเธอพูดจบ
“ทำไมพี่ส้มไม่ไปด้วยกัน” วอลเลนซ์เงยหน้าขึ้นมาถามรุ่นพี่
“พี่เป็นแค่คนธรรมดาจะให้ไปสู้รบปรบมือกับผู้ถูกเลือกก็คงตายเปล่า แทนที่จะมีประโยชน์จะกลายเป็นตัวถ่วงคนอื่นให้ลำบากเพิ่มขึ้น พี่จะรออยู่ที่นี่แหละ...รอวอลเลนซ์กับแม็คกลับมา” ส้มรู้ดีว่าการจากกันครั้งนี้อาจจะไม่ได้เจอกันอีก แม้ว่าจะเป็นห่วงเพื่อนสนิททั้งคู่ใจจะขาด แต่ก็อย่างที่ได้บอกกับรุ่นน้องไป...ตัวเธอเองเป็นแค่คนธรรมดา
วอลเลนซ์ได้ฟังดังนั้น ทั้งที่ใจไม่อยากห่างจากรุ่นพี่แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ จะมาแย้ง ได้แต่พยักหน้ารับรู้แววตาห่วงใยของอีกฝ่ายเท่านั้น
“พี่ส้ม...ก่อนไป วอลเลนซ์ขอให้ช่วยอะไรอย่างได้ไหม...” ...
...
“เห็นแล้วนึกถึงตอนเราสามคนเจอกันใหม่ๆ เลยนะ” ส้มเอ่ยขึ้นหลังจากตัดผมให้รุ่นน้องจากผมยาวสลวยถึงกลางแผ่นหลังจนกลายเป็นผมบ๊อบเสมอต้นคอ
“ในเมื่อวอลเลนซ์กับพี่แม็คกลับเป็นเหมือนเดิมไม่ได้...วอลเลนซ์ก็ขอเริ่มต้นมันใหม่จากศูนย์...ก็แล้วกัน” เมื่อได้ฟังดังนั้นน้ำตาของส้มก็พลันร่วงลงมาทีละหยดจนค่อยๆ กลายเป็นสาย และไม่อาจจะทัดทานเอาไว้ภายในได้อีกต่อไป...