เพราะสุนัขมีความแตกต่างตามสายพันธุ์ จึงทำให้อาการป่วย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมในการแสดงออกเมื่อมีอาการป่วย แตกต่างกันออกไป โดยส่วนมากเราจะสามารถแบ่งแยกโรคประจำตัวของสุนัขได้ตามขนาด, น้ำหนัก และสายพันธ์ของน้องหมาค่ะ ตัวอย่างเช่น สุนัขพันธุ์เล็กส่วนมากแล้วอาจจะมี โรคสะบ้าเคลื่อนเนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป, หรือสุนัขที่มีขนหนาสองชั้นอาจจะเป็นโรคขนร่วงโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือสุนัขหน้าสั้นอาจจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจและปอดได้ง่ายกว่าสุนัขปกติ หรือแม้กระทั่งสุนัขพันธุ์ใหญ่ก็อาจจะเป็นโรคผิวหนังหรือโรคเกี่ยวกับข้อกระดูกได้ง่ายค่ะ และนอกจากโรคทางร่างกายแล้ว โรคต่างๆ ของสุนัขที่เกิดขึ้นได้ภายในร่างกายก็น่ากลัวไม่แพ้กันค่ะ ซึ่งส่วนมากแล้วสุนัขที่มีอาการป่วยที่อยู่ภายในมักจะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นโดยทันทีแต่จะค่อยๆ แสดงอาการออกมาให้เห็นทีละน้อย ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตให้มากขึ้นจึงจะทราบว่าน้องหมากำลังป่วยหรือมีอาการผิดปกติค่ะ เพราะโรคยอดฮิต 5 อันดับก็จะมีอาการและสาเหตุที่แตกต่างกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น มาเริ่มกันเลยค่ะ
1. โรคไข้หัด
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสค่ะ มักเกิดกับสุนัขเด็กอายุ ตั้งแต่ 2 – 3 เดือน แต่สุนัขโตก็สามารถเป็นได้เช่นกันนะคะ ที่สำคัญโรคนี้มีโอกาสหายน้อยมาก อาการที่จะสังเกตได้คือ สุนัขจะมีน้ำมูกเขียวไหลย้อย ดูเหมือนปอดบวม มีไข้ เบื่ออาหาร ซึม มีตุ่มหนองขึ้นที่ใต้ท้อง เมื่อสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยด่วนเลยค่ะ
วิธีการดูแล : ก็ควรฉีดวัคซีน ป้องกันตั้งแต่อายุ 2 เดือน และฉีดซ้ำทุกๆ ปีๆ ละ 1 ครั้งค่ะ
2.โรคปอดบวม
โรคยอดฮิตประจำตัวสุนัขที่เกิดขึ้นได้ง่าย และพบเห็นได้บ่อยเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงหรือเข้า สู่ช่วงหน้าฝน โดยมากพบในสุนัขที่มีอายุมากเนื่อง จากภูมิคุ้มกันค่อนข้างน้อย เชื้อแบคทีเรียจะทำให้ ปอดอักเสบติดเชื้อลุกลามไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ อาการที่สังเกตได้คือน้องหมาจะหายใจกระหืดกระหอบ มีน้ำมูกไหลออกมาเป็นสีขาวจนถึงสีเขียวข้น บางครั้งอาจมีอาการอาเจียนไอมีเสลดหนาในลำคอ
วิธีการดูแล : ควรรักษาความสะอาด ให้ความอบอุ่นโดยเฉพาะที่คอ หน้าอกและหลัง อาจ จะเลือกปูรองพื้นที่นอนด้วยผ้า ห้ามไม่ให้สุนัขนอนที่ เย็นๆ หรือโดนฝนสาดโดยเด็ดขาดค่ะ
3.โรคลำไส้อักเสบ
โรคลำไส้อักเสบถือเป็นโรคที่ระบาดได้ง่าย และรวดเร็วมากๆ ค่ะ โดยปกติโรคนี้จะไม่มียารักษา โดยตรง ทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการที่พบเท่า นั้นค่ะ อาการที่สังเกตได้คือ สุนัขจะมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อาเจียนมาก เบื่ออาหาร มีไข้สูง นอนซม หมดแรง ในระยะสุดท้ายอาจมีเลือดปนออกมากับอุจจาระ ส่งกลิ่นคาวค่อนข้างรุนแรง
วิธีการดูแล : คือการฉีดวัคซีนให้ลูกสุนัขตั้งแต่อายุได้ 2 เดือนค่ะ หลังจากนั้นฉีดกระตุ้นอีก 1 เข็มในช่วงวัย 3 เดือน และฉีดซ้ำทุกๆ ปี ปีละ 1 ครั้งค่ะ
4.โรคเห็บหมัดสุนัข
ด้วยอากาศในบ้านเราค่อนข้างร้อนชื้นเหมาะ แก่การเจริญเติบโตของเห็บและหมัดเป็นอย่างมาก ซึ่งสุนัขบางตัวอาจจะมีอาการแพ้น้ำลายเห็บทำให้ผิว หนังอักเสบบวมแดงคัน ซึ่งเจ้าของต้องสังเกตอาการ อย่างใกล้ชิดอีกทั้งเห็บและหมัดยังเป็นพาหะนำโรคพยาธิเม็ดเลือดอีกด้วยนะคะ น่ากลัวมากๆ เลยค่ะ
วิธีการดูแล : คือ การใช้ยาฆ่าเห็บที่มี ขายทั่วไปโดยใส่ไปที่ตัวสุนัขและดูแลทำความ สะอาดบริเวณที่สุนัขอาศัยอยู่เป็นประจำให้สะอาด เพื่อกำจัดต้นเหตุของปัญหาแบบถอนรากถอนโคนค่ะ
5.พยาธิหนอนหัวใจ
โรคนี้ถึงชื่อจะดูไกล แต่จริงๆ แล้วสุนัขสามารถป่วยและเป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าที่คิดนะคะ เพราะโรคนี้มียุงเป็นพาหะนำโรค โดยการติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อยุงกินเลือดสุนัขที่มีตัวอ่อนของเชื้อ อยู่ซึ่งตัวอ่อนนั้นจะพัฒนาในตัวยุง จากนั้นจะปล่อยตัวอ่อนระยะติดเชื้อให้สุนัขตัวอื่นที่ยุงกินเลือด ซึ่งสุนัขที่ถูกยุงตัวนั้นกัดก็จะได้รับถ่ายทอดพยาธิตัวแก่ค่ะ โดยมากอาการของโรคจะแสดงเมื่อสุนัขมีอายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไปอาการที่แสดงออกมาคือ ภาวะการซึมเหนื่อยง่าย หายใจหอบ ร่างกายอ่อนเพลีย ไอแห้งๆ และบางตัวจะมีเลือดออกมาด้วยเมื่อไอในระยะต่อมาจะบวมน้ำและเสียชีวิตในที่สุด
วิธีการดูแล :
- เลือกให้สุนัขอยู่ในกรงในตอนกลางคืน หรือระหว่างการนอน ทั้งนี้กรงที่เลือกให้สุนัขอยู่ ควรมีมุ้งลวดมิดชิดไม่มีช่องโหว่ให้ยุงบินเข้ามาก่อกวนได้ค่ะ แต่ต้องไม่ลืมเรื่องระยะเวลาในการขังลูกๆ อยู่ในกรงนะคะ เพราะสุนัขที่อยู่ในกรงนานจนเกินไปอาจเกิดอาการเครียด และก้าวร้าวได้ค่ะ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจให้กับสุนัข
ควรเลือกฉีดให้ตั้งแต่เด็กๆ ก่อนที่สุนัขจะเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจค่ะ เพราะถ้าหากสุนัขเป็นโรคนี้แล้วการฉีดวัคซีนจะทำให้ตัวอ่อนที่อยู่ในหัวใจตาย และขัดขวางการไหลเวียนของเลือดทำให้หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้นเป็นการชดเชยทำให้สุนัขเหนื่อยและหอบง่ายค่ะ
ที่มา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้JERHIGH OFFICIAL
5 โรคยอดฮิตในน้องหมา
เพราะสุนัขมีความแตกต่างตามสายพันธุ์ จึงทำให้อาการป่วย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมในการแสดงออกเมื่อมีอาการป่วย แตกต่างกันออกไป โดยส่วนมากเราจะสามารถแบ่งแยกโรคประจำตัวของสุนัขได้ตามขนาด, น้ำหนัก และสายพันธ์ของน้องหมาค่ะ ตัวอย่างเช่น สุนัขพันธุ์เล็กส่วนมากแล้วอาจจะมี โรคสะบ้าเคลื่อนเนื่องจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป, หรือสุนัขที่มีขนหนาสองชั้นอาจจะเป็นโรคขนร่วงโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือสุนัขหน้าสั้นอาจจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจและปอดได้ง่ายกว่าสุนัขปกติ หรือแม้กระทั่งสุนัขพันธุ์ใหญ่ก็อาจจะเป็นโรคผิวหนังหรือโรคเกี่ยวกับข้อกระดูกได้ง่ายค่ะ และนอกจากโรคทางร่างกายแล้ว โรคต่างๆ ของสุนัขที่เกิดขึ้นได้ภายในร่างกายก็น่ากลัวไม่แพ้กันค่ะ ซึ่งส่วนมากแล้วสุนัขที่มีอาการป่วยที่อยู่ภายในมักจะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นโดยทันทีแต่จะค่อยๆ แสดงอาการออกมาให้เห็นทีละน้อย ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตให้มากขึ้นจึงจะทราบว่าน้องหมากำลังป่วยหรือมีอาการผิดปกติค่ะ เพราะโรคยอดฮิต 5 อันดับก็จะมีอาการและสาเหตุที่แตกต่างกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น มาเริ่มกันเลยค่ะ
1. โรคไข้หัด
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสค่ะ มักเกิดกับสุนัขเด็กอายุ ตั้งแต่ 2 – 3 เดือน แต่สุนัขโตก็สามารถเป็นได้เช่นกันนะคะ ที่สำคัญโรคนี้มีโอกาสหายน้อยมาก อาการที่จะสังเกตได้คือ สุนัขจะมีน้ำมูกเขียวไหลย้อย ดูเหมือนปอดบวม มีไข้ เบื่ออาหาร ซึม มีตุ่มหนองขึ้นที่ใต้ท้อง เมื่อสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยด่วนเลยค่ะ
วิธีการดูแล : ก็ควรฉีดวัคซีน ป้องกันตั้งแต่อายุ 2 เดือน และฉีดซ้ำทุกๆ ปีๆ ละ 1 ครั้งค่ะ
2.โรคปอดบวม
โรคยอดฮิตประจำตัวสุนัขที่เกิดขึ้นได้ง่าย และพบเห็นได้บ่อยเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงหรือเข้า สู่ช่วงหน้าฝน โดยมากพบในสุนัขที่มีอายุมากเนื่อง จากภูมิคุ้มกันค่อนข้างน้อย เชื้อแบคทีเรียจะทำให้ ปอดอักเสบติดเชื้อลุกลามไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ อาการที่สังเกตได้คือน้องหมาจะหายใจกระหืดกระหอบ มีน้ำมูกไหลออกมาเป็นสีขาวจนถึงสีเขียวข้น บางครั้งอาจมีอาการอาเจียนไอมีเสลดหนาในลำคอ
วิธีการดูแล : ควรรักษาความสะอาด ให้ความอบอุ่นโดยเฉพาะที่คอ หน้าอกและหลัง อาจ จะเลือกปูรองพื้นที่นอนด้วยผ้า ห้ามไม่ให้สุนัขนอนที่ เย็นๆ หรือโดนฝนสาดโดยเด็ดขาดค่ะ
3.โรคลำไส้อักเสบ
โรคลำไส้อักเสบถือเป็นโรคที่ระบาดได้ง่าย และรวดเร็วมากๆ ค่ะ โดยปกติโรคนี้จะไม่มียารักษา โดยตรง ทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการที่พบเท่า นั้นค่ะ อาการที่สังเกตได้คือ สุนัขจะมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อาเจียนมาก เบื่ออาหาร มีไข้สูง นอนซม หมดแรง ในระยะสุดท้ายอาจมีเลือดปนออกมากับอุจจาระ ส่งกลิ่นคาวค่อนข้างรุนแรง
วิธีการดูแล : คือการฉีดวัคซีนให้ลูกสุนัขตั้งแต่อายุได้ 2 เดือนค่ะ หลังจากนั้นฉีดกระตุ้นอีก 1 เข็มในช่วงวัย 3 เดือน และฉีดซ้ำทุกๆ ปี ปีละ 1 ครั้งค่ะ
4.โรคเห็บหมัดสุนัข
ด้วยอากาศในบ้านเราค่อนข้างร้อนชื้นเหมาะ แก่การเจริญเติบโตของเห็บและหมัดเป็นอย่างมาก ซึ่งสุนัขบางตัวอาจจะมีอาการแพ้น้ำลายเห็บทำให้ผิว หนังอักเสบบวมแดงคัน ซึ่งเจ้าของต้องสังเกตอาการ อย่างใกล้ชิดอีกทั้งเห็บและหมัดยังเป็นพาหะนำโรคพยาธิเม็ดเลือดอีกด้วยนะคะ น่ากลัวมากๆ เลยค่ะ
วิธีการดูแล : คือ การใช้ยาฆ่าเห็บที่มี ขายทั่วไปโดยใส่ไปที่ตัวสุนัขและดูแลทำความ สะอาดบริเวณที่สุนัขอาศัยอยู่เป็นประจำให้สะอาด เพื่อกำจัดต้นเหตุของปัญหาแบบถอนรากถอนโคนค่ะ
5.พยาธิหนอนหัวใจ
โรคนี้ถึงชื่อจะดูไกล แต่จริงๆ แล้วสุนัขสามารถป่วยและเป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าที่คิดนะคะ เพราะโรคนี้มียุงเป็นพาหะนำโรค โดยการติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อยุงกินเลือดสุนัขที่มีตัวอ่อนของเชื้อ อยู่ซึ่งตัวอ่อนนั้นจะพัฒนาในตัวยุง จากนั้นจะปล่อยตัวอ่อนระยะติดเชื้อให้สุนัขตัวอื่นที่ยุงกินเลือด ซึ่งสุนัขที่ถูกยุงตัวนั้นกัดก็จะได้รับถ่ายทอดพยาธิตัวแก่ค่ะ โดยมากอาการของโรคจะแสดงเมื่อสุนัขมีอายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไปอาการที่แสดงออกมาคือ ภาวะการซึมเหนื่อยง่าย หายใจหอบ ร่างกายอ่อนเพลีย ไอแห้งๆ และบางตัวจะมีเลือดออกมาด้วยเมื่อไอในระยะต่อมาจะบวมน้ำและเสียชีวิตในที่สุด
วิธีการดูแล :
- เลือกให้สุนัขอยู่ในกรงในตอนกลางคืน หรือระหว่างการนอน ทั้งนี้กรงที่เลือกให้สุนัขอยู่ ควรมีมุ้งลวดมิดชิดไม่มีช่องโหว่ให้ยุงบินเข้ามาก่อกวนได้ค่ะ แต่ต้องไม่ลืมเรื่องระยะเวลาในการขังลูกๆ อยู่ในกรงนะคะ เพราะสุนัขที่อยู่ในกรงนานจนเกินไปอาจเกิดอาการเครียด และก้าวร้าวได้ค่ะ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจให้กับสุนัข
ควรเลือกฉีดให้ตั้งแต่เด็กๆ ก่อนที่สุนัขจะเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจค่ะ เพราะถ้าหากสุนัขเป็นโรคนี้แล้วการฉีดวัคซีนจะทำให้ตัวอ่อนที่อยู่ในหัวใจตาย และขัดขวางการไหลเวียนของเลือดทำให้หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้นเป็นการชดเชยทำให้สุนัขเหนื่อยและหอบง่ายค่ะ
ที่มา [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้