บทที่แล้ว
เฟรี่ป่วยจนจิตมาอยู่ระหว่าง รอยต่อแห่งดินแดนแห่งความเป็นและความตายอีกครั้ง
ไนท์ตามมาดูด้วยความเป็นห่วง และเผชิญหน้ากับฝูงปีศาจจำนวนมากมายสุดจะรับมือ
==============
จอมอเวจี บทที่ 18
==============
ฝูงปีศาจแห่งเส้นแบ่งของความเป็นและความตายยังคงพากันพุ่งเข้ากระแทกกำแพงแสงอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้กำแพงแสงบางส่วนแตกปริออกเป็นช่องโหว่ พลังแสงจะซ่อมแซมตัวเองปิดรอยรั่วได้ในเสี้ยวอึดใจต่อมา แต่ก็ทำให้ภูตนรกสามตัวหลุดเข้ามาได้ พวกมันแสยะแยกเขี้ยวพุ่งเข้ามาอย่างหิวกระหาย
ปีศาจหนุ่มพุ่งออกไปรับหน้าทันที ประกายดาบสีดำแห่งความมืดตวัดผ่านร่างของสัตว์อเวจีขาดกลางเป็นหกท่อน ร่างของพวกมันพลันกระจายหายไปเหมือนเป็นอากาศธาตุไม่เหลือเศษชิ้นส่วนแม้แต่น้อย
ปราการกำแพงแก้วเริ่มสั่นสะเทือนมากขึ้นทุกที หญิงสาวเองก็พยายามหาอาวุธจะเอามาช่วยนักรบปีศาจอีกแรงหนึ่ง แต่น่าแปลกว่าไม่มีอาวุธอะไรติดตัวมาเลย ทำไมปีศาจหนุ่มถึงสามารถนำอาวุธประจำตัวเข้ามาในดินแดนประหลาดนี้ได้ คิดแล้วไม่เข้าใจเลย หรือถึงเวลาจะแตกสลายแล้ว...
ทันใดนั้นเอง มีเสียงระเบิดครืนใหญ่จนแผ่นดินสะเทือนยวบ ลูกไฟสีเขียวสองสามลูกระเบิดขึ้นบริเวณด้านหน้าซึ่งมีภูคนรกกำลังบ้าคลั่ง ประกายระเบิดสีเขียวเจิดจ้าส่งร่างของสัตว์ปีศาจจำนวนมากกระเด็นออกไปจนละทิศละทาง แล้วร่างของใครคนหนึ่งก็ลอยลงมาจากประตูมิติที่กำลังหมุนวนอยู่กลางอากาศ
บุรุษหนุ่มชุดดำเผ้ายุ่งเหยิงยาวสยาย มีผ้าคาดหัวและนัยน์ตาข้างหนึ่งมีเหรียญเงินปิดเอาไว้พร้อมเชือกพาดทับ เทวบุตรมาร... มาร์ลาสนั่นเอง
นักรบปีศาจปากอ้าตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง...นึกในใจว่า หมอนี่ทะลึ่งโผล่มาได้อย่างไร
นักรบตาเดียวพอมาถึงพื้นก็ตวัดดาบใหญ่ในมือเข้าไล่ล่าสังหารภูตนรกที่เหลืออย่างกราดเกรี้ยว สภาพร่างกายของเขายังดีกว่าสภาพของไนท์หลายเท่าเพราะไม่ต้องบาดเจ็บมากมายซ้ำซ้อนเหมือนนักรบปีศาจ การเคลื่อนไหวโจมตีจึงคล่องแคล่วว่องไหวและเต็มไปด้วยพลานุภาพอันร้ายกาจ จนสัตว์นรกพากันแตกดับเป็นทิวแถว แต่พอเริ่มตั้งหลักได้ก็เริ่มรวมกลุ่มหันมาโจมตีผู้มาใหม่
“ใจคอจะไม่ช่วยกันบ้างเลยหรือไง”
เสียงร้องกวนๆของมาร์ลาสทำให้นักล่าปีศาจได้สติ เมื่อเห็นว่ากำแพงแสงแก้วเริ่มซ่อมตัวเองได้สมบูรณ์แล้วจึงเดินผ่านวงล้อมแห่งแสงออกไปพร้อมดาบในมือ
ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจกลุ่มไหนที่ไหน คงไม่สามารถต้านทานการร่วมมือของนักรบทั้งสองได้ เมื่อร่วมแรงร่วมใจทั้งสองคล้ายมีพลังเพิ่มขึ้นมากอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับเป็นปฏิกิริยาเสริมแรง เฟรี่ได้แต่ยืนมองอยู่ในวงล้อมแห่งแสงด้วยใจอันเต้นระทึก ภาพเบื้องหน้ายิ่งกว่าความฝันใดในแดนสรวง นักรบอเวจีสองคนไล่สังหารภูตนรกจนกระเจิดกระเจิงและสุดท้ายไม่มีหนีรอดได้สักตัว
ถ้าจะมีนักรบพันธุ์นรกแตกคู่หูน่ากลัวที่สุดในอเวจี คงจะเป็นไนท์กับมาร์ลาสนี่เอง
เมื่อปีศาจตัวสุดท้ายแตกดับไป กำแพงแสงหมุนวนกลับกลายเป็นสายรุ้งพวยพุ่งกลับเข้ามายังก้อนหินประหลาดที่เฟรี่ห้อยคอไว้ ทำเอาหญิงสาวตกใจยืนตัวแข็งเบิกตากว้างร้องไม่ออก กระทั่งลำแสงสุดท้ายพุ่งหายเข้าไปในก้อนหินจนหมด จึงตัวอ่อนระทวยลง ดีว่าไนท์ปราดเข้ามารับไว้ได้ก่อนจะล้มฟาดลงกับพื้น
“เฟรี่..เจ้าเป็นอะไรไป”
คนถูกถามพยายามลืมตาขึ้นมาแล้วยังมาทำหน้ายิ้มๆย้อนถามว่า
“เจ้าเรียกชื่อข้าหรือ”
“ใช่ แล้วทำไม..” ปีศาจหนุ่มตอบแล้วถามอย่างสงสัย เฟรี่ยิ้มก่อนจะหลับตาลงเหมือนคนง่วงนอนมากกว่าคนบาดเจ็บ คนประคองอยู่เลยโล่งใจว่าไม่เป็นอะไรมากจึงค่อยๆจับร่างนั้นพิงกับผนังหินของหน้าผาอย่างระมัดระวัง แล้วยืนเฝ้าไม่ยอมห่าง
“มันจะหวานอะไรกันนักกันหนา เราอุตส่าห์มาช่วยไม่สนใจกันเลย”
เสียงกวนๆ ของมาร์ลาสดังอยู่ด้านหลัง ดูท่าทางของนักรบตาเดียวผู้นี้ก็เหน็ดเหนื่อยพอดูทีเดียวสำหรับการกวาดล้างภูตนรก
“เจ้ามาได้อย่างไร แล้วใครใช้ให้โผล่หน้ามา” ไนท์หันไปถามพลางลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า มาร์ลาสแค่นยิ้ม ปักดาบลงก่อนพื้นก่อนหยิบก้อนหินเล็กๆออกมาจากอกเสื้อยื่นให้ดู มันมีรูปร่างและขนาดเท่ากับหินซึ่งเฟรี่ห้อยคออยู่ ต่างกันที่สีสันเท่านั้น นักรบปีศาจมองแล้วยืนนิ่ง นั่นเป็นก้อนหินนำทางที่ใช้กันในหมู่นักรบชั้นสูงสำหรับการตามล่าปีศาจแตกแถว เพียงแต่นักรบตาเดียวมีในครอบครองได้อย่างไร
“ของของข้า ข้าไม่ได้ให้ใคร” มาร์ลาสยักไหล่ว่าพลางเก็บก้อนหินแปลกประหลาดไว้ตามเดิม ก่อนพูดกับคู่ปรับคนสำคัญว่า
“ว่าแต่เจ้าเถอะ เอาของสำคัญแบบนี้ไปให้คนอื่น ระวังเจ้าจะเดือดร้อน”
“ใครสั่งให้เจ้ามา” ไนท์จ้องหน้าถามคำถามเดิม แต่อีกฝ่ายเหยียดแขนบิดขี้เกียจพลางอ้าปากหาวอย่างกวนๆแล้วค่อยตอบว่า
“จะมีใครเสียอีกล่ะ..แจ่ช่างเถอะน่า ข้าอุตส่าห์ตามมาช่วย จะขอบใจสักคำก็ไม่มี”
ตอบไม่ค่อยชัดเจนไม่ตรงคำถาม แต่คนฟังเหมือนจะรู้ความหมายจึงไม่ได้ซักถามต่ออีก หันมาสนใจอาการของเฟรี่ซึ่งมีอาการเหมือนคนง่วงนอน
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” มาร์ลาสเดินมาก้มลงดูอาการของเฟรี่ด้วยพักหนึ่งจึงบอกด้วยน้ำเสียงสบายใจ “เธอคนนี้เพียงแต่ปรับสภาพพลังในตัวเท่านั้น ไม่นานก็จะหายเป็นปกติ ว่าแต่ข้าขอได้ไหม นางฟ้าคนนี้ ท่าทางไม่เลว เอาไปต้มยำคงอร่อย”
ไนท์หันขวับมามองทันที มือแตะด้ามดาบ อีกฝ่ายหัวเราะเสียงดังพลางโบกมือบอกว่า
“ใจเย็นๆ ข้าล้อเล่นเท่านั้น... ท่าทางเจ้าห่วงไยมากขนาดนี้ข้าเองก็คงไม่ไปยุ่งหรอก”
“ดีแล้ว”
“ว่าแต่จะพากันไปไหน” มาร์ลาสเปลี่ยนเรื่องถาม ปีศาจหนุ่มมีท่าทีท่าผ่อนคลายลงก่อนตอบโดยไม่หันไปมองว่า
“แถวนี้มีบริเวณหนึ่งเป็นอาณาเขตปลอดภัยจากภูตนรก เราต้องหลบไปที่ปลอดภัย”
“ก็อย่างถ้าจะไปก็รีบไป ...ท่าทางเจ้าคุ้นเคยดีกว่าข้า เดี๋ยวพวกภูตนรกกลุ่มใหญ่ก็ตามมาอีกหรอก พวกมันหิวกระหายมานานและบ้าคลั่งแบบไม่รับรู้อะไรทั้งนั้นนอกจากความกระหาย แบบนี้รับมือพวกมันยาก ข้าเองก็อยู่ได้ไม่นาน มีอะไรพอช่วยก็จะช่วย”
“ข้าต้องรอให้นางฟื้นตัวห่อน ว่าแต่ทำไมคนอย่างเจ้าใจดีขึ้นมา ตามมาช่วยได้”
“ข้าหรือใจดี.....” นักรบตาเดียวทวนคำแล้วหัวเราะออกมาดังๆ ดึงดาบขึ้นมาจากพื้นยกขึ้นตรวจคมดาบไปมาก่อนเอ่ยว่า
“ข้าได้รับการขอร้องจากใครบางคนให้มาช่วยเท่านั้นล่ะ...นึกหรือว่าข้าอยากถอดจิตมาดินแดนเฉียดใกล้ความตายขนาดนี้ มันน่าเบื่อจะตาย ไม่มีอะไรสายงามน่าดูเลย”
จากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดจาอะไรกันอีก รอสักพักเฟรี่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยท่าทางมึนงงแต่สีหน้าท่าทางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หันหน้ามองคนโน้นทีคนนี้ที ก่อนหันมามองมาร์ลาสอีกครั้ง จ้องหน้าครู่หนึ่งก่อนพูดออกมาอย่างแน่ใจว่า
“ข้าจำเจ้าได้ เจ้าดูเหมือนว่าเคยช่วยเหลือพวกเรามาแล้ว....” พูดแล้วก็ยกมือกุมหัวเหมือนจะพยายามทบทวนความจำ
“จำคนแบบนี้ได้ด้วยหรือ” ไนท์พูดอย่างไม่ค่อยพอใจ อีกฝ่ายหัวเราะออกมาดังๆ ก่อนพูดอย่างพออกพอใจ
“แสดงว่าข้าเป็นที่ถูกใจเหมือนกัน จึงจำข้าได้”
“อย่างไรก็จำได้ไม่มากหรอก”
“จะมากหรือน้อยก็ถือว่าจำได้เหมือนกัน ไม่เห็นเป็นไร”
ต้นเหตุให้เกิดการโต้เถียงกันขมวดคิ้ว สลัดหัวไปมาก่อนพยุงกายลุกขึ้นแล้วเซทำท่าจะเสียหลัก มาร์ลาสขยับร่างจะเข้ามาประคอง แต่ช้ากว่าอีกฝ่ายซึ่งเร็วกว่า รีบตัดหน้าปราดเข้ามาประคองไว้ก่อนอย่างหวุดหวิด เทวบุตรมารหนุ่มเบิกตาโตแล้วหัวเราะออกมาดังๆ อีกครั้ง พูดพลางหัวเราะพลางว่า
“ข้าไม่เคยเห็นเจ้าออกอาการแบบนี้มาก่อน การแสดงความห่วงไยแบบออกหน้าออกตา มันผิดวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมของพวกโลกมืดไม่ใช่หรือ แปลกจริงวุ้ย”
“มันเรื่องของข้า เจ้าไม่ต้องมายุ่ง” ไนท์พูดเสียงห้วนๆ ด้วยความรู้สึกอยากเตะคู่ปรับจอมกวน แต่แีกฝ่ายไม่สนใจ ดีดนิ้วดังเป๊าะแล้วพูดต่อไปด้วยสีหน้าท่าทางกวนอารมณ์สุดแสน
“ข้าจะเอาไปเล่ารอบกองไฟนรก ผู้คนมากมายรายล้อม ฟังเรื่องเล่าพิสดาร คงได้หัวเราะกันไม่ไหว..ฉากหวานซึ้งข้ามโลกระหว่างนางฟ้ากับปีศาจ แหม ๆ...”
พูดพลางนักรบตาเดียวก็หัวเราะอย่างสนุกสนานชอบอกชอบใจ เฟรี่ทำตาปริบๆ เกาะแขนของไนท์ฟังคนพูดพล่ามพักหนึ่งแล้วหันมายิ้มให้คนทั้งสองพลางบอกว่า
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว ไปต่อกันเถอะ ว่าแต่จะไปไหนกัน ข้ายังไม่รู้เลย”
“ไปไม่ไหว ไม่ต้องห่วง มีคนบริการแบกมีคนอุ้มไปอยู่แล้ว” เสียงของเทวบุตรมารหนุ่มดังแว่วมาอย่างกวนประสาท แต่ปีศาจหนุ่มสนใจดูอาการของหญิงสาวมากกว่าจะหันไปต่อปากต่อคำ เมื่อเห็นว่านางฟ้าคนดีเกือบจะเป็นปรกติแล้วจึงดึงแขนหญิงสาวออกเดิน โดยมีมาร์ลาสเดินสะพายดาบตามมาห่างๆ ด้วยท่าทางอารมณ์ดีไม่มีทุกข์ร้อนเหมือนกำลังเดินชมสวนดอกไม้ก็ไม่ปาน
“เขาตามเรามาทำไม”
หญิงสาวชาวสรวงกระซิบถาม ขณะชำเลืองหันไปมองคนเดินตามอย่างสงสัย แต่ในใจไม่ได้รู้สึกวิตกหวาดกลัวกับนักรบตาเดียวจอมกวนแม้แต่น้อย เพราะถ้าหากมุ่งร้ายหมายขวัญคงทำไปนานแล้ว แต่อีกอย่างหนึ่งถึงแม้ว่าจะเคยต่อสู้กันกับไนท์มาหลายครั้งแต่ดูเหมือนจะมีอะไรช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่ในที
“ไม่ต้องกังวล เขาเพียงแต่คอยระวังด้านหลังให้เท่านั้น”
“ท่าทางพวกเจ้าสองคนรู้จักคุ้นเคยกันดีนะ”
“พวกเรารู้จักกันมานานแล้ว” เสียงของไนท๋แผ่วเหมือนระลึกถึงความหลัง “เขาสามารถเป็นได้ทั้งศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดและสหายที่ดีที่สุดของข้า เขาอาจสังหารข้าได้โดยไม่กะพริบตาลังเลใจ หรืออาจสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยข้าก็ได้”
“ทำไมล่ะ”
“คงเป็นเพราะฟ้าลิชิต”
คำตอบของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวอดหันมามองหน้าไม่ได้ แม้จะไม่รู้ว่าใบหน้าซ่อนใต้หน้ากากเย็นชานั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม
“เข้าเชื่อลิชิตของฟ้าด้วยหรือ ข้าคิดว่ามีแต่พวกเบื้องบนจะพากันเชื่อแบบนี้”
“จะเป็นเบื้องล่างเบื้องบน ก็ต้องมีฟ้าปกคลุมไม่ใช่หรือ”
ฟังประโยคนี้ทำให้ทำให้อึ้งไปพักหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโลกไหน ต่างก็ต้องมีฟ้าปกคลุม เพียงแต่จะเป็นท้องฟ้าแบบไหนเท่านั้น จะเป็นท้องฟ้ากระจ่างสว่างอบอุ่นหรือท้องฟ้าหม่นมัวหนักอึ้งแบบในดินแดนประหลาดแห่งนี้ต่างก็เป็นไปได้ทั้งนั้น หรือลิชิตของฟ้าสามารถครอบคลุมโยงไยประสานสรรพสิ่งไว้จริงๆ
“เจ้าเอ่ยถึงพวกเบื้องบน หรือเจ้าจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”
คนเดินนำทางถามขึ้นหลังจากพากันเงียบไปพักหนึ่ง เฟรี่ขมวดคิ้วพยายามนึก”อะไร” ที่ว่านั้นให้ออกแต่ในที่สุดก็ต้องฝืนยิ้มบอกว่า
“ข้านึกอะไรไม่ออกหรอก แต่มันติดอยู่ในความรู้สึกเท่านั้น เลยพูดออกมา ว่าแต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่รู้อนาคต ไม่รู้อดีต ไม่ต้องเจ็บปวดดีใจอะไรกับความทรงจำ ส่วนอนาคตไม่มีใครรู้ก็ไม่เป็นไร อยู่กับปัจจุบันเท่านั้นก็พอแล้ว”
“คิดอะไรบ้าๆชองเจ้า...” เสียงของคนนำทางบ่นงึมงำคนเดียวทำเอาหญิงสาวหัวเราะเสียงใส
.......
จอมใจอเวจี.........บทที่ 18 (การช่วยเหลือ)
เฟรี่ป่วยจนจิตมาอยู่ระหว่าง รอยต่อแห่งดินแดนแห่งความเป็นและความตายอีกครั้ง
ไนท์ตามมาดูด้วยความเป็นห่วง และเผชิญหน้ากับฝูงปีศาจจำนวนมากมายสุดจะรับมือ
==============
จอมอเวจี บทที่ 18
==============
ฝูงปีศาจแห่งเส้นแบ่งของความเป็นและความตายยังคงพากันพุ่งเข้ากระแทกกำแพงแสงอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้กำแพงแสงบางส่วนแตกปริออกเป็นช่องโหว่ พลังแสงจะซ่อมแซมตัวเองปิดรอยรั่วได้ในเสี้ยวอึดใจต่อมา แต่ก็ทำให้ภูตนรกสามตัวหลุดเข้ามาได้ พวกมันแสยะแยกเขี้ยวพุ่งเข้ามาอย่างหิวกระหาย
ปีศาจหนุ่มพุ่งออกไปรับหน้าทันที ประกายดาบสีดำแห่งความมืดตวัดผ่านร่างของสัตว์อเวจีขาดกลางเป็นหกท่อน ร่างของพวกมันพลันกระจายหายไปเหมือนเป็นอากาศธาตุไม่เหลือเศษชิ้นส่วนแม้แต่น้อย
ปราการกำแพงแก้วเริ่มสั่นสะเทือนมากขึ้นทุกที หญิงสาวเองก็พยายามหาอาวุธจะเอามาช่วยนักรบปีศาจอีกแรงหนึ่ง แต่น่าแปลกว่าไม่มีอาวุธอะไรติดตัวมาเลย ทำไมปีศาจหนุ่มถึงสามารถนำอาวุธประจำตัวเข้ามาในดินแดนประหลาดนี้ได้ คิดแล้วไม่เข้าใจเลย หรือถึงเวลาจะแตกสลายแล้ว...
ทันใดนั้นเอง มีเสียงระเบิดครืนใหญ่จนแผ่นดินสะเทือนยวบ ลูกไฟสีเขียวสองสามลูกระเบิดขึ้นบริเวณด้านหน้าซึ่งมีภูคนรกกำลังบ้าคลั่ง ประกายระเบิดสีเขียวเจิดจ้าส่งร่างของสัตว์ปีศาจจำนวนมากกระเด็นออกไปจนละทิศละทาง แล้วร่างของใครคนหนึ่งก็ลอยลงมาจากประตูมิติที่กำลังหมุนวนอยู่กลางอากาศ
บุรุษหนุ่มชุดดำเผ้ายุ่งเหยิงยาวสยาย มีผ้าคาดหัวและนัยน์ตาข้างหนึ่งมีเหรียญเงินปิดเอาไว้พร้อมเชือกพาดทับ เทวบุตรมาร... มาร์ลาสนั่นเอง
นักรบปีศาจปากอ้าตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง...นึกในใจว่า หมอนี่ทะลึ่งโผล่มาได้อย่างไร
นักรบตาเดียวพอมาถึงพื้นก็ตวัดดาบใหญ่ในมือเข้าไล่ล่าสังหารภูตนรกที่เหลืออย่างกราดเกรี้ยว สภาพร่างกายของเขายังดีกว่าสภาพของไนท์หลายเท่าเพราะไม่ต้องบาดเจ็บมากมายซ้ำซ้อนเหมือนนักรบปีศาจ การเคลื่อนไหวโจมตีจึงคล่องแคล่วว่องไหวและเต็มไปด้วยพลานุภาพอันร้ายกาจ จนสัตว์นรกพากันแตกดับเป็นทิวแถว แต่พอเริ่มตั้งหลักได้ก็เริ่มรวมกลุ่มหันมาโจมตีผู้มาใหม่
“ใจคอจะไม่ช่วยกันบ้างเลยหรือไง”
เสียงร้องกวนๆของมาร์ลาสทำให้นักล่าปีศาจได้สติ เมื่อเห็นว่ากำแพงแสงแก้วเริ่มซ่อมตัวเองได้สมบูรณ์แล้วจึงเดินผ่านวงล้อมแห่งแสงออกไปพร้อมดาบในมือ
ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจกลุ่มไหนที่ไหน คงไม่สามารถต้านทานการร่วมมือของนักรบทั้งสองได้ เมื่อร่วมแรงร่วมใจทั้งสองคล้ายมีพลังเพิ่มขึ้นมากอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับเป็นปฏิกิริยาเสริมแรง เฟรี่ได้แต่ยืนมองอยู่ในวงล้อมแห่งแสงด้วยใจอันเต้นระทึก ภาพเบื้องหน้ายิ่งกว่าความฝันใดในแดนสรวง นักรบอเวจีสองคนไล่สังหารภูตนรกจนกระเจิดกระเจิงและสุดท้ายไม่มีหนีรอดได้สักตัว
ถ้าจะมีนักรบพันธุ์นรกแตกคู่หูน่ากลัวที่สุดในอเวจี คงจะเป็นไนท์กับมาร์ลาสนี่เอง
เมื่อปีศาจตัวสุดท้ายแตกดับไป กำแพงแสงหมุนวนกลับกลายเป็นสายรุ้งพวยพุ่งกลับเข้ามายังก้อนหินประหลาดที่เฟรี่ห้อยคอไว้ ทำเอาหญิงสาวตกใจยืนตัวแข็งเบิกตากว้างร้องไม่ออก กระทั่งลำแสงสุดท้ายพุ่งหายเข้าไปในก้อนหินจนหมด จึงตัวอ่อนระทวยลง ดีว่าไนท์ปราดเข้ามารับไว้ได้ก่อนจะล้มฟาดลงกับพื้น
“เฟรี่..เจ้าเป็นอะไรไป”
คนถูกถามพยายามลืมตาขึ้นมาแล้วยังมาทำหน้ายิ้มๆย้อนถามว่า
“เจ้าเรียกชื่อข้าหรือ”
“ใช่ แล้วทำไม..” ปีศาจหนุ่มตอบแล้วถามอย่างสงสัย เฟรี่ยิ้มก่อนจะหลับตาลงเหมือนคนง่วงนอนมากกว่าคนบาดเจ็บ คนประคองอยู่เลยโล่งใจว่าไม่เป็นอะไรมากจึงค่อยๆจับร่างนั้นพิงกับผนังหินของหน้าผาอย่างระมัดระวัง แล้วยืนเฝ้าไม่ยอมห่าง
“มันจะหวานอะไรกันนักกันหนา เราอุตส่าห์มาช่วยไม่สนใจกันเลย”
เสียงกวนๆ ของมาร์ลาสดังอยู่ด้านหลัง ดูท่าทางของนักรบตาเดียวผู้นี้ก็เหน็ดเหนื่อยพอดูทีเดียวสำหรับการกวาดล้างภูตนรก
“เจ้ามาได้อย่างไร แล้วใครใช้ให้โผล่หน้ามา” ไนท์หันไปถามพลางลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า มาร์ลาสแค่นยิ้ม ปักดาบลงก่อนพื้นก่อนหยิบก้อนหินเล็กๆออกมาจากอกเสื้อยื่นให้ดู มันมีรูปร่างและขนาดเท่ากับหินซึ่งเฟรี่ห้อยคออยู่ ต่างกันที่สีสันเท่านั้น นักรบปีศาจมองแล้วยืนนิ่ง นั่นเป็นก้อนหินนำทางที่ใช้กันในหมู่นักรบชั้นสูงสำหรับการตามล่าปีศาจแตกแถว เพียงแต่นักรบตาเดียวมีในครอบครองได้อย่างไร
“ของของข้า ข้าไม่ได้ให้ใคร” มาร์ลาสยักไหล่ว่าพลางเก็บก้อนหินแปลกประหลาดไว้ตามเดิม ก่อนพูดกับคู่ปรับคนสำคัญว่า
“ว่าแต่เจ้าเถอะ เอาของสำคัญแบบนี้ไปให้คนอื่น ระวังเจ้าจะเดือดร้อน”
“ใครสั่งให้เจ้ามา” ไนท์จ้องหน้าถามคำถามเดิม แต่อีกฝ่ายเหยียดแขนบิดขี้เกียจพลางอ้าปากหาวอย่างกวนๆแล้วค่อยตอบว่า
“จะมีใครเสียอีกล่ะ..แจ่ช่างเถอะน่า ข้าอุตส่าห์ตามมาช่วย จะขอบใจสักคำก็ไม่มี”
ตอบไม่ค่อยชัดเจนไม่ตรงคำถาม แต่คนฟังเหมือนจะรู้ความหมายจึงไม่ได้ซักถามต่ออีก หันมาสนใจอาการของเฟรี่ซึ่งมีอาการเหมือนคนง่วงนอน
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” มาร์ลาสเดินมาก้มลงดูอาการของเฟรี่ด้วยพักหนึ่งจึงบอกด้วยน้ำเสียงสบายใจ “เธอคนนี้เพียงแต่ปรับสภาพพลังในตัวเท่านั้น ไม่นานก็จะหายเป็นปกติ ว่าแต่ข้าขอได้ไหม นางฟ้าคนนี้ ท่าทางไม่เลว เอาไปต้มยำคงอร่อย”
ไนท์หันขวับมามองทันที มือแตะด้ามดาบ อีกฝ่ายหัวเราะเสียงดังพลางโบกมือบอกว่า
“ใจเย็นๆ ข้าล้อเล่นเท่านั้น... ท่าทางเจ้าห่วงไยมากขนาดนี้ข้าเองก็คงไม่ไปยุ่งหรอก”
“ดีแล้ว”
“ว่าแต่จะพากันไปไหน” มาร์ลาสเปลี่ยนเรื่องถาม ปีศาจหนุ่มมีท่าทีท่าผ่อนคลายลงก่อนตอบโดยไม่หันไปมองว่า
“แถวนี้มีบริเวณหนึ่งเป็นอาณาเขตปลอดภัยจากภูตนรก เราต้องหลบไปที่ปลอดภัย”
“ก็อย่างถ้าจะไปก็รีบไป ...ท่าทางเจ้าคุ้นเคยดีกว่าข้า เดี๋ยวพวกภูตนรกกลุ่มใหญ่ก็ตามมาอีกหรอก พวกมันหิวกระหายมานานและบ้าคลั่งแบบไม่รับรู้อะไรทั้งนั้นนอกจากความกระหาย แบบนี้รับมือพวกมันยาก ข้าเองก็อยู่ได้ไม่นาน มีอะไรพอช่วยก็จะช่วย”
“ข้าต้องรอให้นางฟื้นตัวห่อน ว่าแต่ทำไมคนอย่างเจ้าใจดีขึ้นมา ตามมาช่วยได้”
“ข้าหรือใจดี.....” นักรบตาเดียวทวนคำแล้วหัวเราะออกมาดังๆ ดึงดาบขึ้นมาจากพื้นยกขึ้นตรวจคมดาบไปมาก่อนเอ่ยว่า
“ข้าได้รับการขอร้องจากใครบางคนให้มาช่วยเท่านั้นล่ะ...นึกหรือว่าข้าอยากถอดจิตมาดินแดนเฉียดใกล้ความตายขนาดนี้ มันน่าเบื่อจะตาย ไม่มีอะไรสายงามน่าดูเลย”
จากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดจาอะไรกันอีก รอสักพักเฟรี่ก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยท่าทางมึนงงแต่สีหน้าท่าทางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หันหน้ามองคนโน้นทีคนนี้ที ก่อนหันมามองมาร์ลาสอีกครั้ง จ้องหน้าครู่หนึ่งก่อนพูดออกมาอย่างแน่ใจว่า
“ข้าจำเจ้าได้ เจ้าดูเหมือนว่าเคยช่วยเหลือพวกเรามาแล้ว....” พูดแล้วก็ยกมือกุมหัวเหมือนจะพยายามทบทวนความจำ
“จำคนแบบนี้ได้ด้วยหรือ” ไนท์พูดอย่างไม่ค่อยพอใจ อีกฝ่ายหัวเราะออกมาดังๆ ก่อนพูดอย่างพออกพอใจ
“แสดงว่าข้าเป็นที่ถูกใจเหมือนกัน จึงจำข้าได้”
“อย่างไรก็จำได้ไม่มากหรอก”
“จะมากหรือน้อยก็ถือว่าจำได้เหมือนกัน ไม่เห็นเป็นไร”
ต้นเหตุให้เกิดการโต้เถียงกันขมวดคิ้ว สลัดหัวไปมาก่อนพยุงกายลุกขึ้นแล้วเซทำท่าจะเสียหลัก มาร์ลาสขยับร่างจะเข้ามาประคอง แต่ช้ากว่าอีกฝ่ายซึ่งเร็วกว่า รีบตัดหน้าปราดเข้ามาประคองไว้ก่อนอย่างหวุดหวิด เทวบุตรมารหนุ่มเบิกตาโตแล้วหัวเราะออกมาดังๆ อีกครั้ง พูดพลางหัวเราะพลางว่า
“ข้าไม่เคยเห็นเจ้าออกอาการแบบนี้มาก่อน การแสดงความห่วงไยแบบออกหน้าออกตา มันผิดวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมของพวกโลกมืดไม่ใช่หรือ แปลกจริงวุ้ย”
“มันเรื่องของข้า เจ้าไม่ต้องมายุ่ง” ไนท์พูดเสียงห้วนๆ ด้วยความรู้สึกอยากเตะคู่ปรับจอมกวน แต่แีกฝ่ายไม่สนใจ ดีดนิ้วดังเป๊าะแล้วพูดต่อไปด้วยสีหน้าท่าทางกวนอารมณ์สุดแสน
“ข้าจะเอาไปเล่ารอบกองไฟนรก ผู้คนมากมายรายล้อม ฟังเรื่องเล่าพิสดาร คงได้หัวเราะกันไม่ไหว..ฉากหวานซึ้งข้ามโลกระหว่างนางฟ้ากับปีศาจ แหม ๆ...”
พูดพลางนักรบตาเดียวก็หัวเราะอย่างสนุกสนานชอบอกชอบใจ เฟรี่ทำตาปริบๆ เกาะแขนของไนท์ฟังคนพูดพล่ามพักหนึ่งแล้วหันมายิ้มให้คนทั้งสองพลางบอกว่า
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว ไปต่อกันเถอะ ว่าแต่จะไปไหนกัน ข้ายังไม่รู้เลย”
“ไปไม่ไหว ไม่ต้องห่วง มีคนบริการแบกมีคนอุ้มไปอยู่แล้ว” เสียงของเทวบุตรมารหนุ่มดังแว่วมาอย่างกวนประสาท แต่ปีศาจหนุ่มสนใจดูอาการของหญิงสาวมากกว่าจะหันไปต่อปากต่อคำ เมื่อเห็นว่านางฟ้าคนดีเกือบจะเป็นปรกติแล้วจึงดึงแขนหญิงสาวออกเดิน โดยมีมาร์ลาสเดินสะพายดาบตามมาห่างๆ ด้วยท่าทางอารมณ์ดีไม่มีทุกข์ร้อนเหมือนกำลังเดินชมสวนดอกไม้ก็ไม่ปาน
“เขาตามเรามาทำไม”
หญิงสาวชาวสรวงกระซิบถาม ขณะชำเลืองหันไปมองคนเดินตามอย่างสงสัย แต่ในใจไม่ได้รู้สึกวิตกหวาดกลัวกับนักรบตาเดียวจอมกวนแม้แต่น้อย เพราะถ้าหากมุ่งร้ายหมายขวัญคงทำไปนานแล้ว แต่อีกอย่างหนึ่งถึงแม้ว่าจะเคยต่อสู้กันกับไนท์มาหลายครั้งแต่ดูเหมือนจะมีอะไรช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่ในที
“ไม่ต้องกังวล เขาเพียงแต่คอยระวังด้านหลังให้เท่านั้น”
“ท่าทางพวกเจ้าสองคนรู้จักคุ้นเคยกันดีนะ”
“พวกเรารู้จักกันมานานแล้ว” เสียงของไนท๋แผ่วเหมือนระลึกถึงความหลัง “เขาสามารถเป็นได้ทั้งศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดและสหายที่ดีที่สุดของข้า เขาอาจสังหารข้าได้โดยไม่กะพริบตาลังเลใจ หรืออาจสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยข้าก็ได้”
“ทำไมล่ะ”
“คงเป็นเพราะฟ้าลิชิต”
คำตอบของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวอดหันมามองหน้าไม่ได้ แม้จะไม่รู้ว่าใบหน้าซ่อนใต้หน้ากากเย็นชานั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม
“เข้าเชื่อลิชิตของฟ้าด้วยหรือ ข้าคิดว่ามีแต่พวกเบื้องบนจะพากันเชื่อแบบนี้”
“จะเป็นเบื้องล่างเบื้องบน ก็ต้องมีฟ้าปกคลุมไม่ใช่หรือ”
ฟังประโยคนี้ทำให้ทำให้อึ้งไปพักหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโลกไหน ต่างก็ต้องมีฟ้าปกคลุม เพียงแต่จะเป็นท้องฟ้าแบบไหนเท่านั้น จะเป็นท้องฟ้ากระจ่างสว่างอบอุ่นหรือท้องฟ้าหม่นมัวหนักอึ้งแบบในดินแดนประหลาดแห่งนี้ต่างก็เป็นไปได้ทั้งนั้น หรือลิชิตของฟ้าสามารถครอบคลุมโยงไยประสานสรรพสิ่งไว้จริงๆ
“เจ้าเอ่ยถึงพวกเบื้องบน หรือเจ้าจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”
คนเดินนำทางถามขึ้นหลังจากพากันเงียบไปพักหนึ่ง เฟรี่ขมวดคิ้วพยายามนึก”อะไร” ที่ว่านั้นให้ออกแต่ในที่สุดก็ต้องฝืนยิ้มบอกว่า
“ข้านึกอะไรไม่ออกหรอก แต่มันติดอยู่ในความรู้สึกเท่านั้น เลยพูดออกมา ว่าแต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่รู้อนาคต ไม่รู้อดีต ไม่ต้องเจ็บปวดดีใจอะไรกับความทรงจำ ส่วนอนาคตไม่มีใครรู้ก็ไม่เป็นไร อยู่กับปัจจุบันเท่านั้นก็พอแล้ว”
“คิดอะไรบ้าๆชองเจ้า...” เสียงของคนนำทางบ่นงึมงำคนเดียวทำเอาหญิงสาวหัวเราะเสียงใส
.......