...ธรรมะจากพระผู้รู้... โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 137 ค่ะ

ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้  ธรรมะจากพระผู้รู้ โดย พระ ปราโมทย์ ปา โมชฺโช ค่ะ  ดอกไม้ดอกไม้ดอกไม้

หัวใจ  จาก หนังสือธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ 137 ค่ะ  หัวใจ


ต้องแยกให้ออกนะเวลาภาวนา อะไรเป็นสมถะอะไรเป็นวิปัสสนา ตัวนี้สำคัญมากเลย
นั่งสมาธิเดินจงกรม ตัวลอยตัวเบาน้ำตาไหลปีติซู่ซ่าอะไรอย่างนี้ นั่นสมถะทั้งหมดเลย
หรือจิตไปนิ่งไปว่าง น้อมจิตให้นิ่งให้ว่าง หรือดับความรู้สึกลงไป
บางทีก็เหลือความรู้สึกอยู่นิดนึง ดับโลกธาตุ ร่างกายหายไป โลกหายไป
บางทีโลกธาตุไม่ดับนะแต่จิตดับ มีแต่ร่างกายไม่มีจิต
สิ่งเหล่านี้เป็นสมถะทั้งหมดเลย

ถ้าเราแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นสมถะ อะไรเป็นวิปัสสนา
การภาวนาของเรามันจะตกไปสู่สมถะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยพลิกมาเป็นวิปัสนนาง่ายๆหรอก
เพราะในสังสารวัฏที่ยาวนานนี้ นานๆจะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นสักองค์หนึ่ง
ต่อเมื่อมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมา คำสอนเรื่องวิปัสสนากรรมฐานจึงจะเกิดขึ้น
ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมา มีแต่เรื่องสมถะกรรมฐาน
สมถะกรรมฐานนี้ไม่เคยหายไปไหนเลย มีอยู่ตลอด
แต่วิปัสสนากรรมฐานนี้นานๆเกิดทีหนึ่ง แล้วมักจะเกิดไม่นานด้วย

..ต้องเรียนให้ดีนะ ต้องฟังให้ดี จับหลักให้แม่น
ลักษณะของสมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานนั้นแตกต่างกัน ผลได้ก็ต่างกัน
สมถะนั้นทำไปเพื่อให้จิตมีความสุขมีความสงบมีคุณงามความดี
ทำไปแล้วก็ไปสู่ภพภูมิที่ดี เวียนว่ายตายเกิดไปในภูมิที่ดีมีความสุข
หรือยังไม่ตายนะ ก็อยู่ในโลกมุนษย์นี้ เป็นมนุษย์ที่มีความสุข
วิปัสสนากรรมฐานนะ ทำเพื่อให้เห็นความจริง
ความจริงของธาตุของขันธ์ คือความเป็นไตรลักษณ์ของธาตุของขันธ์

เห็นไหมสโคปมันต่างกันนะ ขอบเขตเป้าหมายต่างกัน วิธีปฏิบัติก็ต่างกัน
อันหนึ่งทำไปให้จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว มีความสุข มีความสงบ มีคุณงามความดี
อย่างจิตมีราคะมาก ไปพิจารณาปฏิกูล พิจารณาสุภะ
ข่มราคะสำเร็จจิตก็ไม่มีราคะ นี่เป็นจิตของคนดี จิตไม่มีราคะก็ไม่ฟุ้งซ่านเพราะราคะ
สงบ สงบจากราคะ ไม่ฟุ้งซ่านเพราะราคะ เป็นคนดี มีความสุข จิตสงบแล้วมีความสุข
มีโทสะมากนะ ไปเจริญเมตตา แผ่เมตตาไป บางทีก็แผ่ได้แคบๆ
โกรธคนนี้ก็แผ่เมตตาให้คนนี้ นี้เรียกว่าเมตตาพรหมวิหาร แผ่ให้คนนี้ๆหายโกรธเค้า เกิดความเมตตาความโกรธถูกข่มเอาไว้ดับไป ความโกรธหายไปก็เป็นคนดี ไม่ชั่วเพราะโกรธ
เป็นคนสงบ ไม่ฟุ้งซ่านไปเพราะความโกรธ มีความสุขขึ้นมา คนโกรธไม่มีความสุข กิเลสมันเผาเร่าร้อน

เนี่ยสมถะนะทำไปได้ความสุข ได้ความสงบ ได้ความดี
อยู่ชั่วกำลังของสมถะ หมดกำลังเมื่อไหร่มันก็กลับมาอีก กิเลสมันก็กลับมาอีก มันไม่ตาย
เพราะว่าไม่ได้ขุดรากถอนโคนมัน ครูบาอาจารย์ท่านเทียบการทำสมถะนะเหมือนเอาก้อนหินไปทับหญ้าไว้
ยกก้อนหินออกเมื่อไหร่นะหญ้าก็งอกใหม่ เนี่ยหญ้ามันเก่ง รากมันยังอยู่
เหมือนต้นไม้บางต้นนะ จากรากมันงอกขึ้นมาได้อีก ตายยาก
สมถะนะ ข่มกิเลสได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็มาอีก
วัตถุประสงค์ที่ข่มไว้ก็ได้ความสุข ได้ความสงบ ได้ความดี วัตถุประสงค์ตรงนี้

..งั้นเวลาเราเริ่มต้นมันจะเริ่มต้นโดยการที่จิตนี้เข้าไปจับอารมณ์อันเดียวนิ่งๆอยู่
คิดถึงการปฏิบัติทีไรมันตกมาร่องนี้ทุกทีเลย ด้วยความเคยชินที่สะสมมาในสังสารวัฏ
คิดถึงการทำวิปัสสนากรรมฐานปุ๊บ กำหนดพองยุบเลย กำหนดท้องเลย
กำหนดลมหายใจเลย กำหนดเดินจงกรมเลย กำหนดมือเลย
กำหนดโน้นกำหนดนี้ตลอดเลย เอาจิตไปจดจ่อไว้ที่ใดที่หนึ่งน้อมเข้าไปเลย นั่นไม่ใช่วิปัสสนาหรอก

หลักของการทำวิปัสสนากรรมฐานนะทำไปเพื่ออะไร?
สมถะนะทำไปเพื่อความสุข ความสงบ ความสบาย ความดี
วิปัสสนากรรมฐานทำไปเพื่อให้เห็นความจริงคือความเป็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
ไม่ใช่ไตรลักษณ์ของสิ่งอื่นนะ ต้องไตรลักษณ์ของรูปนาม

..ต้องดูอารมณ์รูปนามเท่านั้น รูปธรรมนามธรรมที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวเรา ดูให้เห็นไตรลักษณ์
แล้ววิธีปฏิบัติทำอย่างไร เราต้องการให้เห็นความเป็นจริงของรูปนามคือเห็นไตรลักษณ์ของรูปนาม
วิธีปฏิบัติอันแรกต้องรู้รูปนามสิ ถ้าไปรู้ของอื่นมันก็ไม่ใช่สิ
เราจะรู้รูปนามได้นะถ้าเราไม่ใจลอยไป ถ้าเราใจลอยเราก็ลืมกาย ใจลอยเราก็ลืมใจ
มีกายเราก็ลืม มีใจเราก็ลืม ทำวิปัสสนาไม่ได้หรอกเราลืมกายลืมใจไปแล้ว
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้สึกตัว ขึ้นแรกเลยจะทำวิปัสสนาต้องรู้สึกตัว อย่าลืมกายอย่าลืมใจ

ทำสมถะลืมกายลืมใจได้นะ บางทีกายหายไปเลยเหลือจิตดวงเดียว
สว่างเต็มโลกธาตุ ๓ โลกธาตุไม่มีอะไรเลย มีแต่จิตดวงเดียวสว่างจ้าอยู่อย่างนั้น
ไม่มีที่หมายไม่มีที่กำหนดเลย ไม่มีอะไรให้ดู อย่างนี้สมถะทำได้
แต่วิปัสสนาต้องมีรูปมีนาม อย่าลืมกายอย่าลืมใจของเรา
กายกับใจที่เราจะใช้ดูก็กายกับใจที่เป็นจริงๆของเราตอนนี้แหละ
อย่างเราจะดูจิตดูใจของเราก็รู้เข้ามาเลยว่าจิตใจตอนนี้มันมีความรู้สึกอย่างไร มันมีอาการอย่างไร
เวลาดูจิตเราดูสองอย่างนะ อันแรกดูความรู้สึกของมัน รู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ รู้สึกดีรู้สึกโลภโกรธหลงรู้สึกชั่ว
ดูไปที่ความรู้สึกสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับจิต นี่เรียกว่าดูจิตนะ
อันที่สอง ดูการกระทำงานของมัน ดูกิริยาอาการของมัน เช่นดูวิถีของจิต
ดูปฏิจจสมุปบาท การที่จิตทำงานสืบต่อกันเป็นช่วงๆๆไป
งั้นเราดูได้สองอย่างนะ อันหนึ่งดูความรู้สึก อันหนึ่งดูกิริยาอาการของมัน

นานาของขวัญนานามาลัยนานาเล่นน้ำนานาก่อทรายนานาเดินทางนานาจักรยาน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่