นอนดึกตื่นสาย กับ นอนเร็วตื่นเช้า ส่งผลต่อสุขภาพต่างกันยังไงบ้างครับ(ถ้าชม.การนอนเท่ากัน)?

สงสัยจริงๆครับ
ถ้าคน2คนนอน 8ชม.เท่ากัน
แต่คนนึงนอน 4ทุ่ม ตื่น 6โมงเช้า
อีกคนนอน ตี2 ตื่น 10โมง
มันส่งผลต่อร่างกายต่างกันรึป่าวครับ
ถ้าส่งผล หมายความว่า
ดวงอาทิตย์ขึ้นลง(อุณหภูมิ) มีผลหรอครับ
ดังนั้น ถ้าจำกัดให้อยู่แค่ในห้อง ไม่รู้เวลาภายนอก ไม่รู้ช่วงเวลา ไม่เห็นการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ จะเป็นอย่างไร
หรือเป็นผลมาจากช่วงเวลาของมื้ออาหารครับ เพราะคนส่วนใหญ่ทานมื้อเย็น 6โมง ก็เลยนอน 4ทุ่ม
ดังนั้นถ้าเราเลื่อนเวลาของมื้ออาหารไปอีก5ชม. มากินมื้เย็นที่เวลา 4ทุ่มแทน ก็น่าจะเหมือนกัน (รวมถึงเลื่อนมื้อเช้า และกลางวันด้วย)
และที่บอกว่า growth hormone หลั่งเวลา 4ทุ่ม-เที่ยงคืน ทำไมต้องเวลานี้ล่ะครับ
ถ้าเราเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การทำงาน การกิน เพื่อนอนเวลาตี2 growth hormone ก็น่าจะหลั่งตอน ตี2-ตี4
จริงไหมครับ สรุปมันมีผลมาจากอะไรครับ ทำไมนอนดึกตื่นสายถึงไม่ดี

มีช่วงนึงที่ผมทำงานตั้งแต่บ่ายจนถึงช่วงค่ำๆ เวลากิน เวลานอนเปลี่ยนหมด ประมาณ 2เดือนได้
คือ นอนพอ จากกิน มื้อเช้า7โมง ก็เปลี่ยนมากินเที่ยง มื้อกลางวันจากเที่ยงมากิน 5โมง มื้อเย็นจาก 6โมงก็กิน 4ทุ่ม
แล้วนอนตี2 ถึง 10โมง แต่ทำไมรู้สึกว่าร่างกายแย่มาก เป็นภูมิแพ้ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตอนตื่น หัวตื้อๆ เป็นหวัดง่าย สิวก็มา
ทั้งๆที่นอนพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วง 2ทุ่ม ตอนหลังคิดว่าไม่ได้แล้ว แบบนี้ไปเรื่อยๆไม่ดีแน่
ทุกวันนี้กลับมาทำเวลาปกติ ทุกอย่างดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าการนอนดึกตื่นสายส่งผลเสียต่อร่างกายจริง คนทำงานกลางคืน หรือทำงานกะดึก ร่างกายไม่แย่หรอครับ
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 16
ขึ้นกับระบบแสงค่ะ

ลองอ่านจากกระทู้นี้
http://pantip.com/topic/35088740

การนอนจะทำให้ระบบฮอร์โมน เรียกว่าไงดี คือถูกจุดประกายลูกโซ่ได้สมบูรณ์
คือหลั่งเมลาโธนิน ตามด้วยโกรท์ฮอร์โมน และจะเติบโตเร็ว พัฒนาการดี สุขภาพดี

ถ้านอนไม่ดี ก็ตัวแคระแกร็น โตไม่สมบูรณ์ได้
อันนี้สำคัญนะ ห้ามพลาด

โดยหลักการคือ ห้องนอนต้องมืดสนิท มืดแบบไม่มีแสงเลยนะ
จะติดม่านกัน UV จะเอากระดาษฟลอยด์ติดทับหน้าต่าง แล้วแต่วิธี
เพื่อที่ร่างกายจะรู้สึกว่าเป็นกลางคืนตลอดเวลา

แต่ที่ดีที่สุด ก็คือนอนหัวค่ำ ตื่นเช้า แต่ต้องปิดไฟนอนให้หมดนะ เปิดโคมไฟก็ไม่ได้
เพราะร่างกายจะมีวัฒจักรของเวลาอยู่ ถูกควบคุมด้วยการรับแสงในตอนเช้าผ่านเปลือกตา
กำหนดเป็นนาฬิกาชีวิต Biological clock ดังนั้น เวลานอนต้องมืด และต้องเต็มที่


จริงๆถ้าเมืองไทยปรับเวลานาฬิกาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงให้เท่ามาเลียเซียและสิงคโปร์ ก็จะเป็นการดีนะ
เพราะมันทำให้เรานอนดึกได้เท่าเดิม โดยที่จริงๆคือนอนเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ตาม Biological clock
เด็กๆ หรือผู้ใหญ่โดยรวม ก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นนั่นเอง
ความคิดเห็นที่ 68
ร่างกายคนเรามีนาฬิกาในตัวอยู่แล้วครับ สมมติว่าถ้าเอาคนเข้าไปอยู่ในถ้ำมืดสนิทนะ ระดับเมลาโทนินในร่างกายก็จะขึ้นลดตามนาฬิกาในตัวเองนะครับ แต่วงรอบจะยาวกว่า 24 ชั่วโมงเล็กน้อย ช่วงที่เมลาโทนินหลั่งเราก็จะง่วงและจะนอน ช่วงที่ไม่มีเมลาโทนินก็จะตื่นง่ายกว่า ดังนั้นเมลาโทนินก็หลั่งตามนาฬิกาในตัวเราได้ไม่ต้องใช้แสง

แต่ถ้ามีแสงด้วยก็จะทำให้นาฬิกาในตัวเราตั้งเวลาตามแสงครับ พอมีแสงตอนเช้าที่เราตื่นขึ้นมานาฬิกาในตัวก็เริ่มตั้งเวลา ว่าอีก 20 ชั่วโมงค่อยหลังเมลาโทนิน (ตื่น 6 โมงเช้า เมลาโทนินก็จะหลั่งตอน 4 ทุ่ม) ทำให้เราหลับง่ายในตอนกลางคืน

แสงยังส่งผลในการยับยั้งเมลาโทนินไม่ให้หลั่งด้วย แต่แสงแต่ละประเภทส่งผลไม่เท่ากันครับ แสงสีน้ำเงินจะยับยั้งการหลั่งเมลาโทนินมากที่สุด ซึ่งแสงสีน้ำเงินนี้มาจากดวงอาทิตย์ซะมาก ไฟที่เราก่อขึ้นหรือเทียนหรือหลอดแบบใช้ไส้จะเปล่งแสงสีแดงมากกว่า รวมไปถึงดวงอาทิตย์ตอนตกดินก็จะมีแต่แสงสีแดง (แสงสีน้ำเงินจะโดนบรรยากาศโลกสะท้อนออกไปมากในตอนเย็น) ดังนั้นคนในประเทศที่พระอาทิตย์ตกดินช้าก็ไม่ต้องกังวลเพราะพระอาทิตย์ช่วงค่ำๆ หรือกลางคืนจะอยู่ต่ำและมีแต่แสงสีแดงที่ส่งมาถึงได้ คนเราก็นอนได้ตามปกติครับ รวมไปถึงไฟหรือเทียนในสมัยก่อนและหลอดไฟแบบใช้ไส้หลอดด้วย เปิดไว้ก็ง่วงได้

แต่หลอดไฟฟลูออเรสเซนส์กับไฟจากจอทีวี มือถือ คอมพิวเตอร์จะมีแสงสีฟ้าเยอะครับ ถ้าใช้อุปกรณ์พวกนี้ในเวลากลางคืนมันจะชะลอการหลั่งเมลาโทนิน ทำให้เราไม่ง่วง หรือดับไฟนอนแล้วเมลาโทนินก็ยังไม่หลั่งทำให้นอนไม่หลับ กว่าเมลาโทนินจะหลั่งอาจจะ 1-2 ชั่วโมงหลังปิดไฟก็ได้ และปริมาณการหลั่งจะน้อยลงด้วย ทำให้อาจตื่นขึ้นมากลางดึกได้ และตอนเช้าเมลาโทนินอาจจะยังไม่หยุดหลั่งเพราะโดนชะลอไว้ ทำให้ตื่นมายังเพลียหรือตื่นยากอยู่ถึงแม้จะนอน 6-8 ชั่วโมงแล้วก็ตาม

เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศไกลๆ เช่นอเมริกาแล้วเกิดอาการเจ็ตแล็กก็เพราะเมลาโทนินนี่แหละ ที่ต่างประเทศเวลากลางวันแต่นาฬิกาในร่างเรายังตั้งเวลาตามประเทศไทยอยู่ หลั่งเมลาโทนินตามปกติของไทย ทำให้เราง่วงนอนและเพลียช่วงกลางวันที่อเมริกา แต่ผ่านไปสัก 4-5 วันนาฬิกาในร่างเราจะปรับเวลาให้ตรงกับจังหวะแสงสว่างที่อเมริกา ก็จะเริ่มหลั่งเมลาโทนินตามเวลาอเมริกาครับ

นาฬิการ่างกายเรานอกจากควบคุมการหลั่งเมลาโทนินก็ยังควบคุมเรื่องอื่นอีกเยอะครับ เช่นการซ่อมแซมร่างกาย ความจำ ความหิว อื่นๆ อีกเยอะ ที่บอกว่าร่างกายซ่อมแซมตัวเองเวลานอนนั้นไม่ใช่ซะทีเดียว มันซ่อมตามนาฬิกาในร่างกาย แต่นาฬิกานี้กำหนดให้เรานอนด้วยเพื่อนำพลังงานไปใช้ในการซ่อมแซมร่างกายและอื่นๆ พอเราไม่นอนวงจรอื่นในร่างกายเราก็อาจจะมีพลังงานไม่พอครับ

ปัญหาเรื่องเมลาโทนินกับการใช้ชีวิตในยุคใหม่ก็จะมีเรื่องการใช้ไฟช่วงกลางคืน ซึ่งนาฬิกาในร่างกายบอกว่าเป็นเวลาพักผ่อน แต่เมลาโทนินไม่หลั่งเพราะแสงสีฟ้า เราไม่นอนทำให้แย่งพลังงานจากระบบอื่นในร่างกายเราไป อีกด้านก็คือตอนกลางวันเราอยู่ในห้องมากเกินไป ไม่ออกไปรับแสงแดดข้างนอก ซึ่งมีงานวิจัยบอกว่าปริมาณแสงแดดช่วงกลางวันจะส่งผลต่อปริมาณเมลาโทนินที่หลั่งตอนกลางคืน โดนแสงแดดตอนกลางวันมากก็จะหลั่งเมลาโทนินตอนกลางคืนมากตามไปด้วย ซึ่งแสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ซึ่งเป็นแสงสีฟ้าเช่นกันแต่มีความเข้มสู้แสงจากดวงอาทิตย์ไม่ได้เลยครับ ต่างกันเป็นร้อยเท่าพันเท่า ทำให้คนที่ทำงานอยู่แต่ในห้องถึงแม้จะเหนื่อยก็นอนไม่หลับหรือหลับๆ ตื่นๆ เพราะเมลาโทนินหลั่งน้อย
ความคิดเห็นที่ 119
นอนดึกมันจะไม่ผลิดฮอร์โมนบางชนิดทำให้ตื่นมาไม่เฟรช เราก้เปนคนนอนไวไม่ได้เลยทานอาหารเสริมช่วยแทน เราทาน int-100 ของ drpong ค่ะ ตัวนี้คือเปนชาเขียวทานแทนกาแฟได้เลย ทานแล้วหายง่วงเลย ทานก่อนทำงาน ช่วยจุดประกายไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ เป้น Energy Boost ชาร์จพลังสมองให้เต็มที่ใน ทุกๆเช้า
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่