'อินทัช' ปรับโฟกัสลงทุนเทคสตาร์ตอัพเพิ่มน้ำหนักซีรีส์ B


'อินทัช' ปรับโฟกัสลงทุนเทคสตาร์ตอัพเพิ่มน้ำหนักซีรีส์ B
ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

          "อินทัช" ปรับโฟกัสการลงทุนในสตาร์ตอัพ ใหม่ เบนเข็มเน้นซีรีส์ B นำร่องถือหุ้น 10% "วงใน" เจ้าตลาดเว็บไซต์รีวิวร้านอาหาร ตั้งเป้าดันบริการจาก "ออนไลน์สู่ออฟไลน์" ดึงฐานลูกค้ามือถือของเอไอเอสกว่า 40 ล้านรายต่อยอดธุรกิจ-เพิ่มแอ็กทีฟยูสเซอร์ทะลุล้านราย/เดือน ปั๊มรายได้โต 2 เท่า

          นายธนพงษ์ ณ ระนอง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริษัทร่วมทุน บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสตาร์ตอัพหน้าใหม่เกิดขึ้นมาก เช่นกันกับกลุ่มนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ยังขาดนักลงทุนในกลุ่มซีรีส์ B ที่ต้องใส่เงินสนับสนุนค่อนข้างมากเพื่อขยายสตาร์ตอัพให้โตขึ้น ปีนี้โครงการอินเวนต์ใน เครืออินทัชจึงประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุนในซีรีส์ B โดยรายแรกที่ถูกเลือกคือ บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด ผู้พัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นรีวิวร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ ภายใต้ชื่อ Wongnai และ Wongnai Beauty

          "วงในเป็นที่รู้จักตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของวงการสตาร์ตอัพในไทย และเติบโตแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้ อินทัชจึงสนใจเข้ามาลงทุนด้วย เพราะ Strategic Value จะมีการเติบโตมากน้อยแค่ไหน ก็ได้เห็นศักยภาพทางธุรกิจที่จะเติบโตได้ ทั้งยังนำเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นไลฟ์สไตล์ของวงในเข้าเสริมด้าน CRM ของเอไอเอสที่ 70% เกี่ยวข้องกับร้านอาหารได้"

          สำหรับโครงการอินเวนต์ของอินทัช มีงบประมาณสำหรับการลงทุน 200 ล้านบาท/ปี แบ่งเป็นการลงทุนในซีรีส์ A 30 ล้านบาท ซีรีส์ B ประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งวงในเป็นบริษัทที่เข้าไปลงทุนมากที่สุด คาดว่าในปีนี้จะลงทุน 4 ราย เน้นที่ซีรีส์ B เป็นพิเศษ โดยเมื่อต้นปีลงทุนไปแล้ว 1 ราย วงในเป็นรายที่ 2 แต่เป็นรายแรกในซีรีส์ B โดยอินทัชจะเข้าไปถือหุ้น 10% ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นที่เคยลงทุนรอบแรกและในระดับซีรีส์ A ถือหุ้น 35% จากเดิมถือ 40 กว่า เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือถือหุ้นโดยกลุ่มผู้ก่อตั้ง และมีเป้าหมายที่จะให้บริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายใน 3 ปี

          นายธนพงษ์กล่าวว่า บริษัทต้องการเห็น "วงใน" ก้าวเข้าสู่การผสานธุรกิจจากออนไลน์ ไปออฟไลน์ (Online to Offline : O2O) โดยการใช้พลังของสื่อออนไลน์ผลักดันและกระตุ้นยอดขายให้ธุรกิจที่มีหน้าร้าน เช่น การขายคูปองส่วนลด (Voucher) สำหรับใช้ที่ร้านค้า และธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งนำบริการเข้าถึงลูกค้าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือของเอไอเอสกว่า 40 ล้านเลขหมาย และ SMEs ที่ใช้เครือข่ายของเอไอเอสด้วย

          ด้านนายยอด ชินสุภัคกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด กล่าวว่า การเข้ามาร่วมทุนของอินทัชจะช่วยให้บริษัทขยายตลาดและเพิ่มบริการใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว และเข้าถึงมากขึ้น ทำให้คนไทยค้นหา และติดต่อกับธุรกิจท้องถิ่น และบริการที่เหมาะสมกับความต้องการได้ ด้วยข้อมูลร้านอาหาร, สปา, ร้านทำผม และอื่น ๆ มีทั้งรายละเอียดของร้าน และรีวิวจากผู้ใช้จริงในฐานข้อมูลกว่า 2 แสนแห่ง ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 2 ล้านราย มียอดใช้งานเฉลี่ย 9 ล้าน ครั้ง/เดือน มีการรีวิวและรูปถ่ายกว่า 4 ล้านชิ้น 99% เป็นการรีวิวจากสมาชิก และ 80% ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ

          "ปัจจุบันเรามีออฟฟิศ 5 แห่ง ในกรุงเทพฯ, เชียงใหม่, พัทยา, ภูเก็ต, หาดใหญ่ และเร็ว ๆ นี้จะเปิดออฟฟิศในหัวหินและโคราชเพิ่มอีก รวมถึงจำนวนพนักงานจาก 80 คนเป็น 110 คน โดยมีทีมเซลส์เข้าไปคุยกับร้านอาหารเพื่อให้มาลงโฆษณากับเรา สามารถทำกำไรเพิ่มได้ภายใน 3 เดือน มีรายได้เติบโตขึ้น 2.5 เท่า คาดว่าการเข้ามาลงทุนของอินทัชจะทำให้เกิดการขยายฐานผู้ใช้"

          นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายบริการเพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์กลุ่มใหม่ ๆ เช่น การท่องเที่ยว จากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เปิด 2 บริการใหม่ ได้แก่ Wongnai Beauty และ e-Voucher เพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ด้านความสวยความงาม และสปาจนมีสัดส่วนรายได้ 10% และในปีนี้จะเพิ่มเป็น 20% จากผู้ใช้กลุ่มผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นเป็น 65% จากเดิมมีสัดส่วน 50% พร้อมกับวางแผนเพิ่มรายได้ จากช่องทางใหม่ ๆ เช่น การขายดีลส่วนลดร้านค้า คาดว่าจะมีรายได้มากกว่ารายได้จากโฆษณาภายใน 2-3 ปี

          "เร็ว ๆ นี้เราจะร่วมกับแอปพลิเคชั่น Line Man ในการให้บริการสั่งอาหารด้วย บริการของวงใน โฟกัสตลาดในประเทศ การเข้ามาลงทุนของอินทัชเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้าของเอไอเอส คาดว่าจะเห็นภายใน 3-6 เดือนนี้ ปีนี้เราตั้งเป้ารายได้เติบโต 2 เท่า อาจน้อยกว่าปีที่แล้ว เพราะรายได้จากโฆษณาคงไม่โตไปกว่านี้ ตั้งเป้าในสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้งานแอ็กทีฟ 1 ล้านราย/เดือน จากปัจจุบันอยู่ที่ 6 แสนราย/เดือน"


แหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 (หน้า 25)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่