สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 2569)--บมจ.ราช กรุ๊ป [RATCH] ปีนี้บริษัทมีแผนการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยการลงทุนในระยะสั้นและระยะกลางนอกจากโครงการพลังงานทดแทนแล้ว บริษัทฯ ได้พิจารณาโครงการเชื้อเพลิงหลักที่อยู่ในแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นลำดับควบคู่กับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยจะใช้วิธีเข้าซื้อหุ้นโครงการที่ดำเนินงานอยู่แล้วเป็นหลัก
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและลงทุนเกี่ยวกับพลังงานในอนาคต ได้แก่ เชื้อเพลิงอากาศยานอย่างยั่งยืน ไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว รวมทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพต่างๆ เพื่อให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดเตรียมทรัพยากรทั้งด้านการเงินและบุคลากรไว้พร้อมสรรพเต็มที่ ทำให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของปีนี้จะยังคงเติบโตได้อย่างมั่นคงและสามารถสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนต่อไป
RATCH ประกาศผลการดำเนินงานงวดปี 68 มีกำไรสุทธิ 6,220 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% และกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เป็นจำนวน 15,322 ล้านบาท ลดลง 3.7% จากปีก่อน โดยบริษัทรับรู้รายได้รวม 35,919 ล้านบาท ลดลง 14.9% จากปีก่อนที่มี 42,203 ล้านบาท โดยโรงไฟฟ้าที่มีค่าไฟฟ้าลดลงได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี (RG) (ลดลง 62.4%) โรงไฟฟ้า RAC (ลดลง 21.9%) โรงไฟฟ้า RPE (ลดลง 13.5%) และโรงไฟฟ้า PER ลดลง 5.6%
ทั้งนี้ รายได้หลักจากกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า จำนวน 33,641 ล้านบาท คิดเป็น 94% ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก 28,542 บาท และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 5,099 บาท ส่วนกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและอื่นๆ สามารถสร้างรายได้ในปีนี้ 2,278 ล้านบาท คิดเป็น 6% ของรายได้รวม
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ RATCH กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 68 ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งโดยทำกำไรเพิ่มขึ้น 1.5% เทียบกับปี 67 และเป็นการก้าวผ่านความท้าทายจากผลกระทบของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรีที่หยุดการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าครบอายุเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมราชบุรี กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,175 เมกะวัตต์ ยังคงเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีที่ผ่านมา ยังได้มุ่งเน้นที่การบริหารจัดการสินทรัพย์ โดยเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัทฯ ใช้ขับเคลื่อนเพื่อสร้างมูลค่าและการเติบโตขององค์กร ซึ่งปรากฏผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมสะท้อนได้จากประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ซึ่งค่าเฉลี่ยความพร้อมจ่ายการผลิต (Equivalent Availability Factor) โรงไฟฟ้าหลักของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ในระดับร้อยละ 90 อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนเพื่อให้เหมาะสมกับทิศทางกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทฯ และบริบทของธุรกิจพลังงานของแต่ละประเทศ
สำหรับฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธ.ค.68 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 238,004 ล้านบาท หนี้สินรวม 130,357 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 107,646 ล้านบาท สำหรับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น 10.75% และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อยู่ที่ 1.21 เท่า
หมดสัญญาแล้วดูท่าจะไม่ได้ต่อหรือเปล่า
RATCH ก้าวข้ามจุดเปลี่ยน! รายได้วูบหลังจบสัญญาโรงไฟฟ้าราชบุรีแต่กำไรยังโตสวนทาง หันลุย M&A-รุกพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและลงทุนเกี่ยวกับพลังงานในอนาคต ได้แก่ เชื้อเพลิงอากาศยานอย่างยั่งยืน ไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว รวมทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพต่างๆ เพื่อให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดเตรียมทรัพยากรทั้งด้านการเงินและบุคลากรไว้พร้อมสรรพเต็มที่ ทำให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของปีนี้จะยังคงเติบโตได้อย่างมั่นคงและสามารถสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนต่อไป
RATCH ประกาศผลการดำเนินงานงวดปี 68 มีกำไรสุทธิ 6,220 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% และกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เป็นจำนวน 15,322 ล้านบาท ลดลง 3.7% จากปีก่อน โดยบริษัทรับรู้รายได้รวม 35,919 ล้านบาท ลดลง 14.9% จากปีก่อนที่มี 42,203 ล้านบาท โดยโรงไฟฟ้าที่มีค่าไฟฟ้าลดลงได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี (RG) (ลดลง 62.4%) โรงไฟฟ้า RAC (ลดลง 21.9%) โรงไฟฟ้า RPE (ลดลง 13.5%) และโรงไฟฟ้า PER ลดลง 5.6%
ทั้งนี้ รายได้หลักจากกลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า จำนวน 33,641 ล้านบาท คิดเป็น 94% ในจำนวนนี้เป็นรายได้จากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก 28,542 บาท และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 5,099 บาท ส่วนกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและอื่นๆ สามารถสร้างรายได้ในปีนี้ 2,278 ล้านบาท คิดเป็น 6% ของรายได้รวม
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ RATCH กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 68 ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งโดยทำกำไรเพิ่มขึ้น 1.5% เทียบกับปี 67 และเป็นการก้าวผ่านความท้าทายจากผลกระทบของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรีที่หยุดการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าครบอายุเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมราชบุรี กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,175 เมกะวัตต์ ยังคงเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีที่ผ่านมา ยังได้มุ่งเน้นที่การบริหารจัดการสินทรัพย์ โดยเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัทฯ ใช้ขับเคลื่อนเพื่อสร้างมูลค่าและการเติบโตขององค์กร ซึ่งปรากฏผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมสะท้อนได้จากประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ซึ่งค่าเฉลี่ยความพร้อมจ่ายการผลิต (Equivalent Availability Factor) โรงไฟฟ้าหลักของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ในระดับร้อยละ 90 อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนเพื่อให้เหมาะสมกับทิศทางกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทฯ และบริบทของธุรกิจพลังงานของแต่ละประเทศ
สำหรับฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 ธ.ค.68 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 238,004 ล้านบาท หนี้สินรวม 130,357 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 107,646 ล้านบาท สำหรับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น 10.75% และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อยู่ที่ 1.21 เท่า
หมดสัญญาแล้วดูท่าจะไม่ได้ต่อหรือเปล่า