5 วิธีหลอกแฟนให้ลดน้ำหนัก

เขาว่ากันว่าคู่ชีวิตคือสิ่งมีชีวิตที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตเราได้ ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อแต่พอเห็นผู้ชายหลายคนก่อนมีแฟนเคยเป็นเสือ หลังมีแฟนกลายเป็นแมวเชื่องๆ เลยขอเปลี่ยนความคิดแบบ 360 องศา

เชื่อว่าผู้อ่านเพศชายหลายคนอาจสะดุ้ง พร้อมอุทานในใจว่าวิชญ์รู้จักฉันได้ยังไงกันนะ…!!!

ปัญหาใหญ่หลวงของคู่รักที่คบมานานหลายปี คือสุขภาพที่เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ เปล่านะครับ ผมไม่ได้หมายถึงทำกิจกรรมอะไรร่วมกันรุนแรงจนร่างกายแบกรับงานหนักไม่ไหว แต่หมายถึงน้ำหนักตัวของเราและแฟนที่มักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่างหาก จะไม่ให้อ้วนได้ยังไงหละ ก็คนเราพอมีความรัก ก็มักหาเรื่องฉลองด้วยการพาแฟนไปดินเนอร์นอกบ้านกันเป็นประจำเพื่อความโรแมนติกอยู่แล้วนี่

เรื่องความสุขในปัจจุบันก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องความสุขในอนาคตก็สำคัญไม่แพ้กัน ผมจะบอกความลับให้นะครับ ผู้ชายหลายคนอยากเปลี่ยนทัศนคติให้แฟนของตัวเองหันมาดูแลรูปร่างและสุขภาพ พวกเขาไม่ได้ต้องการให้แฟนสวยขึ้นด้วยจุดประสงค์อื่น แต่เหตุผลจริงๆคือเพราะเรารักและอยากให้คนรักของเราอยู่กับเราอย่างมีความสุขนานๆ ประเด็นคือคู่รักส่วนใหญ่ก็อยู่กันไม่ได้นานเพราะปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน

เธอต้องออกกำลังกายสิ กินเข้าไปกินเข้าไป อ้วนแล้วนะเนี่ย อีกหน่อยเป็นโรคความดันทำยังไง บลาๆๆๆ การบังคับให้อีกฝ่ายดูแลตัวเองด้วยการเจ้าจี้เจ้าการนั้นอันตรายต่อความสัมพันธ์เป็นอย่างยิ่ง วันนี้ผมเลยอยากขอเสนอ “วิธีหลอกแฟนให้ลดน้ำหนัก” เพื่ออนาคตที่ดีของคุณและตัวคนรัก และนี่คือกฏ 5 ข้อง่ายๆ ที่ใครๆก็สามารถเอาไปหลอกแฟนของคุณได้

1. โอ้ว สวรรค์ แค่เดินก็เท่ากับออกกำลังกายเหรอ

ถ้าคุณไม่ชอบออกกำลังกาย การเดินวันละ 30 – 40 นาทีก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นเดียวกัน ผมจำไม่ได้ว่าอ่านประโยคนี้มาจากที่ไหน แต่ทันทีที่รู้ การวางแผนก่อการรักจึงเกิดขึ้น

ผู้หญิงเกือบทุกคนชอบการช็อปปิ้งดูของสวยๆงามๆครับ อย่าปฏิเสธ ระแวกแถวบ้านผมนั้นมีแฟชั่นไอส์แลนด์ ตะวันนา พรอมมานาด ตลาดนัดเรียบด่วน ตลาดนัดหัวมุม ตลาดนัดรถไฟนวมินทร์ แต่ละพื้นที่ก็มีขนาดกว้างใหญ่มากพอที่จะเดินได้เพลินๆจนลืมดูนาฬิกา ผมจึงตั้งใจจะใช้เวลา 3 วันต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย ชวนแฟนออกจากบ้านเพื่อพาไปเดินช็อปปิ้ง

ถ้าช่วงไหนอยากข้ามไปขั้นสูง ให้พาไปสยาม พารากอน เซ็ลทรัลเวิร์ล หรือแพตตินัมเเทน

การเดินช็อปปิ้งต้องวางแผนตั้งแต่การจอดรถ จงเลือกจอดในที่จอดที่ไกลที่สุดที่เท่าที่จะทำได้เพื่อให้เธอได้เดินเยอะๆ ถ้ามีที่จอดว่างๆแต่มันใกล้ทางเข้าเกินไป ให้ขับเลยไปเสียแล้วอ้างว่ากำลังคิดเพลินๆว่าจะพาเธอไปช็อปโซนไหนก่อนดีเลยไม่ได้ดู แค่นี้ก็เรียบร้อยครับ ทันทีที่เข้าห้างหรือตลาดนัด ให้หาเรื่องเดินอย่างน้อย 40 นาทีให้ได้ ไม่ต้องห่วง ผู้หญิงพอเข้าโหมดช็อปปิ้ง เดิน 10 กิโลยังไม่เหนื่อย แต่เวลาไปทำธุระกับเราเดิน 5 นาทีบ่นว่าเหนื่อยแล้ว สำหรับผม ผมคิดว่าไปเขาชนไก่ 5 วันยังเหนื่อยน้อยกว่าช็อปปิ้งกับแฟนชั่วโมงเดียวเสียอีก

2. ยืมตังค์แฟน

ก่อนพาไปช็อปปิ้ง คุณต้องยืมเงินเขาซักนิดนะครับ 1 – 5 ร้อยเลือกเอา การยืมเงินมีความหมายคือตูไม่มีตังค์ นั่นหมายถึงห้ามกินของแพง จากประสบการณ์ของผม ถ้าคุณเดินเข้าร้านปิ้งย่าง หรือร้านที่สั่งอาหารได้ทีละเยอะๆ คุณจะไม่เห็นปริมาณการกินที่แท้จริงว่ามันมโหฬารขนาดไหน บอกไปเลย ช่วงนี้กรูจน ช่วยกินแบบอาหารจานเดียวหรือไปกินพวกศูนย์อาหารได้มั้ย การสั่งอาหารจานเดียวนั้นเป็นหลักจิตวิทยาครับ ถ้าคุณสั่งข้าวกินเบิ้ล คุณกับแฟนจะรู้สึกว่ากินเยอะมาก แต่ถ้าเข้าไปกินร้านที่ผมห้าม สั่งเป็ด สั่งไก่ สั่งชุดประหยัดหมู ชุดผักครอบจักรวาล + ข้าวสวยยังรู้สึกว่าน้อยเลย

อีกประการหนึ่งที่ให้ยืมเงินแฟน คือป้องกันเหตุสุดวิสัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพาเดินช็อปปิ้งแล้วกิเลสในตัวเธอพลุ่งพล่าน คงไม่สนุกแน่ๆถ้าคุณวางแผนหลอกให้แฟนลดน้ำหนักกาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือลดน้ำหนักกระเป๋าตังค์แทน สร้างสัญลักษณ์ว่าคุณกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินซะ และหลังจากนั้น 2 – 3 วันค่อยคืน

3. แฟนไปดูสินค้า ส่วนเราไปดูแม่ค้า

ไม่มีแฟนคนไหนชอบให้คู่ครองของตัวเองเหล่หญิงอื่น แฟนคุณและผมก็เช่นกัน แต่เวลาไปช็อปปิ้งผู้ชายอย่างเราจะไปช่วยเลือกเสื้อเดรสก็กระไรอยู่ มันน่าเบื่อจริงๆครับ อะไรจะเพลิดเพลินไปกว่าการดูแม่ค้าสุดสวยขายของละ เวลาเจอกันสวยๆ ให้เหล่ๆไปเลยครับ เมื่อแฟนคุณจับได้ ให้คุณยิ้มน้อยๆ พร้อมกับบอกเธอว่า

“รู้มั้ย ตอนเธอหุ่นดี มีผู้ชายเหล่เธอมากกว่าคนเมื่อกี้อีก” “ฉันคิดว่าเเม่ค้าคนนั้นเหมือนเธอตอนสมัย 2-3 ปีก่อน” หรือ “ฉันกำลังคิดว่าเธอตอนหุ่นดีกับผู้หญิงคนเมื่อกี้ใครสวยกว่ากัน เชื่อมั้ย เธอสวยกว่า” เรียบร้อย การสะกดจิตเริ่มต้นเข้าให้แล้ว แน่นอน เธอต้องบอกกับพวกเราว่า “ทอแล” แต่เชื่อเถอะครับ มันคือการกระตุ้นชั้นยอดจริงๆโดยไม่ต้องบังคับหากลยุทธิ์ให้เมื่อยสมองเลย

4. แย่งแฟนกิน

แฟนของผมชอบกินกาแฟมาก ถ้ากาแฟหนึ่งแก้วมีพลังงาน 300 กิโลแคลอรี่ มันน่าสงสารเหลือเกินที่เราจะปล่อยให้ร่างกายคนที่เรารักเผาผลาญคนเดียวเต็มๆ ดังนั้น เวลาเธอสั่งกาแฟ ผมจะยืนกรานว่าไม่กิน ไม่ต้องสั่งเผื่อ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น และเมื่อเธอได้กาแฟมาแล้ว ให้เราขอจกดื่มบ่อยๆอย่างน้อยครึ่งเเก้ว เพราะถ้าเราแย่งเธอดื่มไปครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยเราก็เอาพลังงาน 150 กิโลแคลอรี่มาเป็นของเรา เธอก็ได้รับแค่ 150 กิโลแคลอรี่เท่านั้น ดีกว่าปล่อยให้เธอรับพลังงานคนเดียวเต็มๆ

แย่งกินไปเลย โดยด่าช่างมัน มันคือการเสียสละ เราทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ใจจริงๆ

เวลากินข้าวก็เช่นกัน แย่งเธอกินเลยครับ ผมเชื่อว่าร่างกายผู้ชายนั้นเผาผลาญได้ดีกว่าผู้หญิงนิดหนึ่ง คิดเสียว่าเราช่วยเธอลดน้ำหนักด้วยการควบคุมการกินละกัน แน่นอน จงจำกฏข้อ 2 ให้แม่น การแย่งกินไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากร้านนั้นเป็นร้านที่เน้นสั่งได้เรื่อยๆ ไม่ได้เป็นอาหารจานเดียว เมื่อคุณเริ่มกินอย่างมีวินัยและเลิกกินสวาปาม คนรักของคุณจะเริ่มปรับตัวเลียนแบบพฤติกรรมของคุณเอง

5. ข้อสุดท้าย ออกกำลังกาย

Youtube ในปัจจุบันนี้แทบจะมีทุกสรรพสิ่ง ผมแนะนำให้คุณเปิดคลิปออกกำลังกายในห้องนอนนั่นเเหละครับ เน้นให้เต้นแอรอบิกและต้องมีทั้งเทรนเนอร์ที่เป็นผู้ชายกับผู้หญิงหุ่นดีอยู่ในคลิปเดียวกันเพื่อเป็นการบอกกลายๆว่า ฉันกำลังจะแปลงร่างไปเป็นเหมือนชายคนในคลิปแล้วนะ เธอหละ พร้อมจะแปลงร่างเป็นหญิงในคลิปแล้วหรือยัง การออกกำลังกายผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้ ทะเลาะกันเปล่าๆ แต่เราสามารถสร้างแรงจูงใจได้ และได้ผลครับ ปัจจุบันหลังจากทำอยู่ 2-3 เดือน แฟนของผมก็เริ่มยอมออกกำลังกายแล้ว

และปัจจุบันนี้กลายเป็นเธอสามารถออกกำลังกายด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครบังคับเลย

ด้วยวิธีนี้ทั้ง 5 ข้อนี้ ผมลดน้ำหนักโดยเริ่มต้นจากวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 ที่ 85 กิโล มาอยู่ที่ 79 กิโลในวันที่ 25 กุมพาพันธ์ 2559 ส่วนแฟนผมนั้นลดลงมา 1-2 โลแล้วครับ

ผมเชื่อว่าผู้ชายทุกคนปรารถนาจะสร้างสิ่งดีๆให้กับคนที่ตัวเองรัก และอยากให้คนที่ตัวเองรักมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบสามีภรรยาที่มีความสุขนานๆ นี่คือวิธีที่ผมมั่นใจว่าใช้ได้ผลลัพธ์จริงครับ และผมขอบอกเลยว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากที่คู่รักจะช่วยกันดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจซึ่งกันและกัน เพราะหากความรักคือความหวังดี การบังคับไม่ใช่การหวังดี แฟนของเราก็ต้องเต็มใจที่จะยอมรับมันด้วยตัวเองถึงจะดีที่สุด

ขอให้คุณหลอกแฟนให้สำเร็จนะครับ ยอมให้ตัวเองเป็นวายร้ายจอมเจ้าเล่ห์เพื่อนาคตของเราสองคนน่าจะดีกว่า ไม่มีสุขใดจะดีเท่าใส่ใจคนรักและได้รับการเอาใจใส่จากคนที่รักเราอีก คุณว่าจริงมั้ยครับ…???

วิชญ์

บทความนี้มีลิขสิทธิ์นะครับ ถ้าก็อปปี้รบกวนให้เครดิต https://www.facebook.com/vittarot ด้วยนะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่