การเห็นแจ้งอริยสัจ ๔

การอ่านหรือฟังเรื่องอริยสัจ ๔ ที่ถูกต้องมาแล้วก็จำได้นั้น ยังจัดว่าเป็นแค่ความรู้ที่จำได้เท่านั้น ซึ่งยังไม่มีผลอะไร แต่ถ้าเรานำเอาความรู้นั้นมาคิดพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุหาผล จนเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องขึ้นมา ก็จะเกิดเป็นปัญญาขึ้นเข้าใจขึ้นมาทันที ซึ่งปัญญาขั้นเข้าใจนี้ก็ยังมีผลไม่มาก คือเพียงทำให้จิตใจของเราปล่อยวางความยึดถือลงได้บ้างและทำให้ความทุกข์ลดน้อยลงบ้างเท่านั้น จนกว่าเราจะนำเอาความเข้าใจนี้มาพิสูจน์หรือทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนมีผลทำให้ความยึดถือ (อุปาทาน) และความทุกข์ ลดน้อยลงหรือดับหายไปได้จริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว) ก็จะเกิดเป็นปัญญาขั้นเห็นแจ้งขึ้นมาทันที ซึ่งปีญญาขั้นเห็นแจ้งนี้เองที่เป็นปัญญาสูงสุดของพุทธศาสนา

แต่ถ้าเราได้อ่านหรือฟังเรื่องอริยสัจ ๔ ที่ผิดเพี้ยนหรือไม่ถูกต้องมา แม้จะนำมาคิดพิจารณาไตร่ตรองสักเท่าไร ก็จะไม่เข้าใจ หรืออาจเกิดความเข้าใจผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ขึ้นมาได้ แลเมื่อเอาความเข้าใจผิดไปปฏิบัติ ก็จะเป็นการปฏิบัติที่ผิด (มิจฉามรรค) แล้วก็จะเกิดผลที่ผิด คือความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันไม่ลดลงหรือดับลงจริงๆ จะมีก็แค่ความเชื่อว่าจะดับทุกข์ได้ในชาติต่อไปเท่านั้น ส่วนความทุกข์ในชีวิตปัจจุบันยังคงมีอยู่ต่อไปตลอดทั้งชีวิต

สรุปได้ว่า การที่เราสามารถปฏิบัติตามหลักอริยมรรค จนทำให้ความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันดับลงจริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว) นี้เอง ที่เรียกว่า การเห็นแจ้งอริยสัจ ๔ (หรือเรียกสั้นๆว่าเห็นอริยสัจ)  ที่ไม่ใช่แค่เพียงการจำได้หรือเข้าใจที่ยังไม่มีผลมากนัก ซึ่งการที่เกิดเกิดความเห็นแจ้งอริยสัจ ๔ นี้เองที่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า พระพุทธเจ้ามีจริง เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่าคำสอนของพระพุทธเองค์นั้นเมื่อปฏิบัติตามแล้วดับทุกข์ได้จริง ดังนั้นก็แสดงว่าผู้สอนก็ต้องมีอยู่จริง และพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์จนดับทุกข์ได้จริง แล้วนำคำสอนนี้มาเผยแพร่ ก็ต้องมีอยู่จริงด้วย
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่