ปัญญา ในทางพระพุทธศาสนา
ปัญญาในทางพุทธ หมายถึง สมาธิ-วิปัสสนา รู้เห็นธรรมตามจริง ความรู้แจ้งที่เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ)
คือการ “เห็นตามจริง” ไม่ผ่านการคิดปรุงแต่ง
เห็นรูป–นาม เกิด–ดับจริง ๆ
เห็นความไม่เที่ยง ทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน
เห็นเหตุ–ผลของทุกข์และความดับทุกข์ในจิตตนเอง
ปัญญาแบบนี้ เกิดจากสมาธิที่ตั้งมั่น + วิปัสสนา
ไม่ใช่เกิดจากการคิดเอา
ปัญญาในพุทธเกิดจากอะไร
ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีล ทำให้จิตไม่ฟุ้งซ่านหยาบ
สมาธิ ทำให้จิตตั้งมั่น เป็นกลาง
ปัญญา เกิดเมื่อจิต เห็นสภาวะตามจริง
ปัญญาไม่เกิดจาก
การคิดมาก การอ่านมาก การถกเถียงธรรมะ
แต่เกิดจาก
รู้กายรู้ใจตามจริง
เห็นอาการเกิด–ดับซ้ำ ๆ
จนจิต “คลายความหลงเอง”
ปัญญาธิกะ คือ ผู้ที่
มีสมาธิและวิปัสสนาปัญญาแหลมคม เห็นเหตุ–ผลของสังขารเร็ว ตัดอวิชชาได้ด้วยความเข้าใจตรง ไม่ต้องอาศัยศรัทธาหรือความเพียรหนักเท่าสายอื่น
ไม่ใช่ คนคิดเก่ง คนถกธรรมเก่ง คนอธิบายซับซ้อน
ส่วนตรรกะ การท่องจำตำรา การคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผลในทางพุทธจัดอยู่ในกลุ่ม
สัญญา + สังขาร เป็น ปัญญาทางโลก (โลกิยปัญญา)
ปัญญา ในทางพระพุทธศาสนา
ปัญญาในทางพุทธ หมายถึง สมาธิ-วิปัสสนา รู้เห็นธรรมตามจริง ความรู้แจ้งที่เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ)
คือการ “เห็นตามจริง” ไม่ผ่านการคิดปรุงแต่ง
เห็นรูป–นาม เกิด–ดับจริง ๆ
เห็นความไม่เที่ยง ทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน
เห็นเหตุ–ผลของทุกข์และความดับทุกข์ในจิตตนเอง
ปัญญาแบบนี้ เกิดจากสมาธิที่ตั้งมั่น + วิปัสสนา
ไม่ใช่เกิดจากการคิดเอา
ปัญญาในพุทธเกิดจากอะไร
ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีล ทำให้จิตไม่ฟุ้งซ่านหยาบ
สมาธิ ทำให้จิตตั้งมั่น เป็นกลาง
ปัญญา เกิดเมื่อจิต เห็นสภาวะตามจริง
ปัญญาไม่เกิดจาก
การคิดมาก การอ่านมาก การถกเถียงธรรมะ
แต่เกิดจาก
รู้กายรู้ใจตามจริง
เห็นอาการเกิด–ดับซ้ำ ๆ
จนจิต “คลายความหลงเอง”
ปัญญาธิกะ คือ ผู้ที่
มีสมาธิและวิปัสสนาปัญญาแหลมคม เห็นเหตุ–ผลของสังขารเร็ว ตัดอวิชชาได้ด้วยความเข้าใจตรง ไม่ต้องอาศัยศรัทธาหรือความเพียรหนักเท่าสายอื่น
ไม่ใช่ คนคิดเก่ง คนถกธรรมเก่ง คนอธิบายซับซ้อน
ส่วนตรรกะ การท่องจำตำรา การคิดวิเคราะห์ การใช้เหตุผลในทางพุทธจัดอยู่ในกลุ่ม
สัญญา + สังขาร เป็น ปัญญาทางโลก (โลกิยปัญญา)