ขอเริ่มต้นเล่าจากตอนที่พ่อกับแม่ของเราแยกทางกันนะคะ ...
พ่อกับแม่ของเราแยกทางกันด้วยความจำเป็น เนื่องจากคุณพ่อมีเหตุให้ต้องกลับบ้านกระทันหันและสมัยนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้ เป็นยุคที่ Nokia 3310 ยังไม่มาค่ะ พ่อไม่ส่งข่าวกลับมาเป็นเวลา 2-3 เดือนค่ะ ซึ่งเราก็ใอยู่กับแม่ 2 คน บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ และแม่เราก็ไม่ได้มีงานทำ แม่เป็นแม่บ้านค่ะ คุณแม่ท่านเรียนจบไม่สูง ท่านจบ ป.2 แต่ท่านเป็นคนที่เก่งงานบ้านงานเรือนค่ะ เมื่อก่อนเราจะติดแม่มาก ตอนเด็กคิดเสมอว่าไม่มีใครทำกับข้าวอร่อยเท่าแม่เราอีกแล้ว ส่วนคุณพ่อเราเป็นคนดุ อารมณ์ร้าย โมโหร้าย ชอบดื่มเบียร์ค่ะ ถ้าเราเกเรหรือซนจะโดนพ่อตีตลอด ถ้าเราร้องไห้คุณพ่อจะสั่งให้เงียบ ท่านไม่ชอบให้ร้องไห้ค่ะ คือห้ามร้องไม่งั้นโดนตีซ้ำ ไม่ว่าจะหกล้ม ตกบรรไดก็ห้ามร้องไห้ เราเคยเห็นแม่โดนตีจนตาเขียวครั้งนึง หรืออาจเคยเห็นครั้งอื่นๆด้วยไม่แน่ใจค่ะเพราะตอนนั้นเด็กอยู่เลย เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าทำไมแม่ไม่เลิกกับพ่อ ต้องบอกก่อนว่าคุณแม่ของเรากำพร้าพ่อแม่แต่เด็ก พ่อแม่เสียหมดตั้งแต่ท่านอายุยังน้อยค่ะ คุณแม่จึงต้องทำงานเสิร์ฟตามร้านอาหาร รับจ้างทั่วไปบ้าง คุณแม่มีพี่น้อง แต่พี่น้องต่างเห็นแก่ตัวไม่ช่วยเหลือกันแหละกัน คนที่ได้ดีไปก็กลัวเราจะไปพึ่งพาเขา พยายามไม่ติดต่อเราค่ะ ซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่มีญาติพี่น้องมาแต่เด็กๆเลย เราเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง อยู่ครอบครัวเดี่ยวเล็กๆ 3 คน พ่อแม่ลูกมาตลอดตอนเด็กๆเราก็ไม่รู้เรื่องอะไรของผู้ใหญ่ ยังคงเป็นเด็กร่าเริง สนุกสนาน ตามประสา จนถึงจุดที่คุณแม่จำเป็นต้องแต่งงานใหม่เพราะต้องการเสาหลักของบ้านเพื่อจุนเจือครอบครัว เราไม่เคยโกรธท่านเลยค่ะที่แต่งงานใหม่ เรารู้สึกเข้าใจแม่ถึงยังเด็กก็ตาม
แล้วก็ถึงวันที่ต้องย้ายเข้าบ้านของพ่อเลี้ยง ... เรานอนห้องเดียวกัน 3 คน มีเรา คุณแม่ และพ่อเลี้ยง เวลาตื่นนอนตอนเช้า คุณแม่ต้องตื่นไปทำกับข้าวก่อน ส่วนเราก็นอนอยู่ เรื่องเริ่มจากพ่อเลี้ยงชอบมากอดมาหอมแก้มมาจับมาลูบเราในตอนเช้าๆทุกวันค่ะ เป็นแบบนี้เรื่อยๆเราก็ไม่กล้าบอกแม่ กลัวเขามีปัญหากัน เราเป็นห่วงแม่ค่ะ และกลัวเขามีปัญหากัน นอกจากมากอดมาหอมตอนเช้า พ่อเลี้ยงยังชอบมาพูดจาทำนองเชิงลามกใส่เราค่ะ ชอบเล่าเรื่องเพศให้เราฟังต่างๆนาๆ จากกอดหอม เขาก็เริ่มจับอวัยวะเพศเราบ้าง จับหน้าอกเราบ้าง เราก็จะดิ้นแล้วลุกออกจากที่นอนตลอด แต่ไม่แค่เวลาตื่นนอนค่ะ เวลาอยู่บ้านไม่มีใครเขาก็จะมาข้างหลังมากอดมาขอจับนม มาดูดแก้ม กอดรัดเราตลอด เราก็ดิ้นหนีออกมาตลอด
ระแวงมากเลยค่ะตอนนั้น พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ 2 คน แต่มันยิ่งหนักกว่าเดิมเพราะพ่อเลี้ยงมาแอบดูเราอาบน้ำในห้องน้ำบ้าง มาแอบดูเราเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องแต่งตัวบ้าง เราเริ่มไม่อยากอยู่บ้านแล้วค่ะตอนนั้น แต่ไม่รู้ทำไง มันต้องอยู่ เพราะเราไม่มีที่ไป ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และเราไม่กล้าบอกแม่ เพราะกลัวท่านไม่สบายใจ พยายามปกป้องตัวเองด้วยตัวเราเองมาตลอด
พอเราเริ่มโตขึ้นมัธยมเราจึงต่อต้านการกระทำพ่อเลี้ยงด้วยการด่าและเถียงและไม่คุยกับเขาค่ะ ซึ่งแม่เองก็ไม่เข้าใจ มักจะว่าเราก้าวร้าวผู้ใหญ่และให้เราขอโทษเสมอมา เราอ้างกับแม่ว่าที่เราไม่อยากคุยกับเขาเพราะเขาชอบหาเรื่องมาด่าว่าเรา ซึ่งจริงๆเขาก็หาเรื่องเราตลอดเหมือนกัน ไม่ว่าเรื่องใช้ไฟเปลือง ใช้น้ำเปลือง (เขาเป็นคนตระหนี่มากค่ะ มากถึงมากที่สุด) เราใช้ไฟใช้น้ำตามที่คนทั่วไปใช้ค่ะ ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรเกินเหตุเลย เราใช้วิธีนี้ปกป้องตัวเองให้ห่างจากพ่อเลี้ยงจนจบมัธยมปลาย เราก็ไปเรียนมหาลัย และอยู่หอพักค่ะ ซึ่งก็สบายใจดีค่ะ ไม่ต้องระแวง ไม่ต้องอึดอัดใจแบบอยู่บ้าน
ลืมบอกไปว่า พ่อแท้ๆของเราเขารักเรามากค่ะเพียงแค่เป็นคนอรมณ์ร้อน ดุ แต่เขาส่งเสียเลี้ยงดูเรามาตลอดและไม่เคยทอดทิ้งเราไปไหน พ่อไม่แต่งงานใหม่ ใช้ชีวิตทำงานและส่งเงินให้เราใช้จ่ายตลอดไม่เคยใช้เงินพ่อเลี้ยงเลยค่ะ ตอนแม่แต่งงานใหม่ได้ปีนึง พ่อติดต่อกลับมาค่ะ ท่านมีเหตุจำเป็นที่ติดต่อกลับมาไม่ได้ค่ะ ซึ่งเราก็เข้าใจไม่โทษใคร เราพยายามเข้าใจทุกคน ไม่โทษใครที่ทำให้เราเป็นคนที่ครอบครอบแตกแยก
แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ เรื่องราวต่างๆที่เราเก็บไว้คนเดียว เครียดคนรเดียว แก้ไขปัญหาคนเดียวมาตลอด ส่งผลต่อชีวิตเราในปัจจุบัน คือเราเป้นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเข้าสังคม และเหมือนเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ ซึ่งเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นจริงๆก็ตอนนี้ค่ะ ปัจจุบันเรามีแฟนแต่เขาโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ที่เข้าใจมาตลอด เขาไม่สามารถให้คำปรึกษาหรือเข้าใจสิ่งที่เราพบเจอมาตลอด จนเราต้องนัดจิตแพทย์เพื่อหาทางออกของอาการเครียดทั้งจากงาน และซึมเศร้าที่เป็นอยู่ แต่เมื่อเราได้ไปหาจิตแพทย์ รพ. แห่งหนึ่ง ผลตอบรับกลับไม่ดีเท่าไหร่ค่ะ จิตแพทย์เหมือนไม่เข้าใจเรา เหมือนพูดไปตามแบบแผนที่ให้คำปรึกษา แต่ไม่สามารถทำให้เราสบายใจได้ แถมตอนเราไปหาหมอคนนี้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่ง ชม. ซึ่งเราอ่านเจอในเนตว่าใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ค่ะ ตอนเราเล่าให้หมอฟัง เขาก็เหมือนไม่ค่อยใส่ใจ แถมยังเหมือนเร่งให้จบเคสเราไวๆอีก ตอนนี้ก็กำลังมองหาจิตแพทย์ที่ใหม่อยู่ค่ะ ปัญหาเราไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้และไม่มีใครเข้าใจเราเลยค่ะ ทุกปัญหาเวลาเราปรึกษาแม่ก็มักโดนท่านบ่นด่าเสมอ เรายิ่งเครียด เลยเลือกคิดเองแก้เองตลอด ส่วนคุณพ่อท่านก็เป็น ผช ช่วยไรไม่ได้มาก ปรึกษาไม่ค่อยได้น่ะค่ะ เพื่อนๆเราก็ไม่กล้าเล่าทั้งหมด แฟนเราก็ดันไม่สามารถเข้าใจเราได้อีก ที่พึ่งสุดท้ายคงเป็นจิตแพทย์ ซึ่งเราก็ยังหาที่ดีๆไม่ได้ ต้องหาต่อไป ...
อาการปัจจุบันก็คือไม่อยากไปทำงาน เบื่อหน่ายสิ่งรอบตัว ไม่มั่นใจในตัวเอง คิดว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา กลัวเขานินทา มองโลกแง่ร้าย คิดมาก วิตกกังวลล่วงหน้า ย้ำคิดย้ำทำ กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด ไม่กล้าทำไรคนเดียว ไม่กล้าตัดสินใจ ดูไม่กระฉับกระเฉง ไม่ร่าเริง มีเพื่อนที่ทำงานทักหลายคนเลยค่ะ ทุกคนรอบตัวต่างบอกแบบเดียวกัน เราอยากร่าเริง ไม่เครียด มั่นใจในตัวเอง แต่เรามีปมมาแต่เด็กๆทำให้เราออกมาจากความรู้สึกนยี้ยาดกกว่าคนอื่นเพราะฝังลึกมานาน หมอท่านนั้นบอกแบบนี้ค่ะ
ขอบคุณที่อ่านนะคะ นี่เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ยาวมากไปกลัวเพื่อนๆจะทนอ่านไม่ไหว ใจจริงอยากเล่าทุกฉากทุกตอนเพราะมันเจ็บปวดมากแต่เราไม่สามารถถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือได้ทั้งหมด ตอนนี้เราก็ยังคงซึมและเครียด ไม่อยากให้ถึงวันที่ต้องไปทำงานเหมือนเดิม เป็นคนที่ทรมานกับการดำเนินชีวิตประจำวัน อยากรู้สึกดีกว่าตอนนี้มากๆ ได้แต่หวังว่าจะมีสักวันที่เป็นวันที่เรายิ้มได้จากใจและทิ้งความทรมานนี้จากใจได้สักที
ปล. ใครมีจิตแพทย์ดีๆแนะนำรบกวนขอชื่อคุณหมอและชื่อ รพ. ด้วยนะคะ หรือใครมีไรเล่ามีไรแนะนำบอกได้นะคะ
เรื่องราวชีวิตของผู้หญิงคนนึง(เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ผ่านเรื่องร้ายๆมาเหมือนกัน)
พ่อกับแม่ของเราแยกทางกันด้วยความจำเป็น เนื่องจากคุณพ่อมีเหตุให้ต้องกลับบ้านกระทันหันและสมัยนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้ เป็นยุคที่ Nokia 3310 ยังไม่มาค่ะ พ่อไม่ส่งข่าวกลับมาเป็นเวลา 2-3 เดือนค่ะ ซึ่งเราก็ใอยู่กับแม่ 2 คน บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ และแม่เราก็ไม่ได้มีงานทำ แม่เป็นแม่บ้านค่ะ คุณแม่ท่านเรียนจบไม่สูง ท่านจบ ป.2 แต่ท่านเป็นคนที่เก่งงานบ้านงานเรือนค่ะ เมื่อก่อนเราจะติดแม่มาก ตอนเด็กคิดเสมอว่าไม่มีใครทำกับข้าวอร่อยเท่าแม่เราอีกแล้ว ส่วนคุณพ่อเราเป็นคนดุ อารมณ์ร้าย โมโหร้าย ชอบดื่มเบียร์ค่ะ ถ้าเราเกเรหรือซนจะโดนพ่อตีตลอด ถ้าเราร้องไห้คุณพ่อจะสั่งให้เงียบ ท่านไม่ชอบให้ร้องไห้ค่ะ คือห้ามร้องไม่งั้นโดนตีซ้ำ ไม่ว่าจะหกล้ม ตกบรรไดก็ห้ามร้องไห้ เราเคยเห็นแม่โดนตีจนตาเขียวครั้งนึง หรืออาจเคยเห็นครั้งอื่นๆด้วยไม่แน่ใจค่ะเพราะตอนนั้นเด็กอยู่เลย เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าทำไมแม่ไม่เลิกกับพ่อ ต้องบอกก่อนว่าคุณแม่ของเรากำพร้าพ่อแม่แต่เด็ก พ่อแม่เสียหมดตั้งแต่ท่านอายุยังน้อยค่ะ คุณแม่จึงต้องทำงานเสิร์ฟตามร้านอาหาร รับจ้างทั่วไปบ้าง คุณแม่มีพี่น้อง แต่พี่น้องต่างเห็นแก่ตัวไม่ช่วยเหลือกันแหละกัน คนที่ได้ดีไปก็กลัวเราจะไปพึ่งพาเขา พยายามไม่ติดต่อเราค่ะ ซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่มีญาติพี่น้องมาแต่เด็กๆเลย เราเป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง อยู่ครอบครัวเดี่ยวเล็กๆ 3 คน พ่อแม่ลูกมาตลอดตอนเด็กๆเราก็ไม่รู้เรื่องอะไรของผู้ใหญ่ ยังคงเป็นเด็กร่าเริง สนุกสนาน ตามประสา จนถึงจุดที่คุณแม่จำเป็นต้องแต่งงานใหม่เพราะต้องการเสาหลักของบ้านเพื่อจุนเจือครอบครัว เราไม่เคยโกรธท่านเลยค่ะที่แต่งงานใหม่ เรารู้สึกเข้าใจแม่ถึงยังเด็กก็ตาม
แล้วก็ถึงวันที่ต้องย้ายเข้าบ้านของพ่อเลี้ยง ... เรานอนห้องเดียวกัน 3 คน มีเรา คุณแม่ และพ่อเลี้ยง เวลาตื่นนอนตอนเช้า คุณแม่ต้องตื่นไปทำกับข้าวก่อน ส่วนเราก็นอนอยู่ เรื่องเริ่มจากพ่อเลี้ยงชอบมากอดมาหอมแก้มมาจับมาลูบเราในตอนเช้าๆทุกวันค่ะ เป็นแบบนี้เรื่อยๆเราก็ไม่กล้าบอกแม่ กลัวเขามีปัญหากัน เราเป็นห่วงแม่ค่ะ และกลัวเขามีปัญหากัน นอกจากมากอดมาหอมตอนเช้า พ่อเลี้ยงยังชอบมาพูดจาทำนองเชิงลามกใส่เราค่ะ ชอบเล่าเรื่องเพศให้เราฟังต่างๆนาๆ จากกอดหอม เขาก็เริ่มจับอวัยวะเพศเราบ้าง จับหน้าอกเราบ้าง เราก็จะดิ้นแล้วลุกออกจากที่นอนตลอด แต่ไม่แค่เวลาตื่นนอนค่ะ เวลาอยู่บ้านไม่มีใครเขาก็จะมาข้างหลังมากอดมาขอจับนม มาดูดแก้ม กอดรัดเราตลอด เราก็ดิ้นหนีออกมาตลอด
ระแวงมากเลยค่ะตอนนั้น พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ 2 คน แต่มันยิ่งหนักกว่าเดิมเพราะพ่อเลี้ยงมาแอบดูเราอาบน้ำในห้องน้ำบ้าง มาแอบดูเราเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องแต่งตัวบ้าง เราเริ่มไม่อยากอยู่บ้านแล้วค่ะตอนนั้น แต่ไม่รู้ทำไง มันต้องอยู่ เพราะเราไม่มีที่ไป ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และเราไม่กล้าบอกแม่ เพราะกลัวท่านไม่สบายใจ พยายามปกป้องตัวเองด้วยตัวเราเองมาตลอด
พอเราเริ่มโตขึ้นมัธยมเราจึงต่อต้านการกระทำพ่อเลี้ยงด้วยการด่าและเถียงและไม่คุยกับเขาค่ะ ซึ่งแม่เองก็ไม่เข้าใจ มักจะว่าเราก้าวร้าวผู้ใหญ่และให้เราขอโทษเสมอมา เราอ้างกับแม่ว่าที่เราไม่อยากคุยกับเขาเพราะเขาชอบหาเรื่องมาด่าว่าเรา ซึ่งจริงๆเขาก็หาเรื่องเราตลอดเหมือนกัน ไม่ว่าเรื่องใช้ไฟเปลือง ใช้น้ำเปลือง (เขาเป็นคนตระหนี่มากค่ะ มากถึงมากที่สุด) เราใช้ไฟใช้น้ำตามที่คนทั่วไปใช้ค่ะ ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรเกินเหตุเลย เราใช้วิธีนี้ปกป้องตัวเองให้ห่างจากพ่อเลี้ยงจนจบมัธยมปลาย เราก็ไปเรียนมหาลัย และอยู่หอพักค่ะ ซึ่งก็สบายใจดีค่ะ ไม่ต้องระแวง ไม่ต้องอึดอัดใจแบบอยู่บ้าน
ลืมบอกไปว่า พ่อแท้ๆของเราเขารักเรามากค่ะเพียงแค่เป็นคนอรมณ์ร้อน ดุ แต่เขาส่งเสียเลี้ยงดูเรามาตลอดและไม่เคยทอดทิ้งเราไปไหน พ่อไม่แต่งงานใหม่ ใช้ชีวิตทำงานและส่งเงินให้เราใช้จ่ายตลอดไม่เคยใช้เงินพ่อเลี้ยงเลยค่ะ ตอนแม่แต่งงานใหม่ได้ปีนึง พ่อติดต่อกลับมาค่ะ ท่านมีเหตุจำเป็นที่ติดต่อกลับมาไม่ได้ค่ะ ซึ่งเราก็เข้าใจไม่โทษใคร เราพยายามเข้าใจทุกคน ไม่โทษใครที่ทำให้เราเป็นคนที่ครอบครอบแตกแยก
แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ เรื่องราวต่างๆที่เราเก็บไว้คนเดียว เครียดคนรเดียว แก้ไขปัญหาคนเดียวมาตลอด ส่งผลต่อชีวิตเราในปัจจุบัน คือเราเป้นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเข้าสังคม และเหมือนเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ ซึ่งเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นจริงๆก็ตอนนี้ค่ะ ปัจจุบันเรามีแฟนแต่เขาโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ที่เข้าใจมาตลอด เขาไม่สามารถให้คำปรึกษาหรือเข้าใจสิ่งที่เราพบเจอมาตลอด จนเราต้องนัดจิตแพทย์เพื่อหาทางออกของอาการเครียดทั้งจากงาน และซึมเศร้าที่เป็นอยู่ แต่เมื่อเราได้ไปหาจิตแพทย์ รพ. แห่งหนึ่ง ผลตอบรับกลับไม่ดีเท่าไหร่ค่ะ จิตแพทย์เหมือนไม่เข้าใจเรา เหมือนพูดไปตามแบบแผนที่ให้คำปรึกษา แต่ไม่สามารถทำให้เราสบายใจได้ แถมตอนเราไปหาหมอคนนี้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่ง ชม. ซึ่งเราอ่านเจอในเนตว่าใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ค่ะ ตอนเราเล่าให้หมอฟัง เขาก็เหมือนไม่ค่อยใส่ใจ แถมยังเหมือนเร่งให้จบเคสเราไวๆอีก ตอนนี้ก็กำลังมองหาจิตแพทย์ที่ใหม่อยู่ค่ะ ปัญหาเราไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้และไม่มีใครเข้าใจเราเลยค่ะ ทุกปัญหาเวลาเราปรึกษาแม่ก็มักโดนท่านบ่นด่าเสมอ เรายิ่งเครียด เลยเลือกคิดเองแก้เองตลอด ส่วนคุณพ่อท่านก็เป็น ผช ช่วยไรไม่ได้มาก ปรึกษาไม่ค่อยได้น่ะค่ะ เพื่อนๆเราก็ไม่กล้าเล่าทั้งหมด แฟนเราก็ดันไม่สามารถเข้าใจเราได้อีก ที่พึ่งสุดท้ายคงเป็นจิตแพทย์ ซึ่งเราก็ยังหาที่ดีๆไม่ได้ ต้องหาต่อไป ...
อาการปัจจุบันก็คือไม่อยากไปทำงาน เบื่อหน่ายสิ่งรอบตัว ไม่มั่นใจในตัวเอง คิดว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา กลัวเขานินทา มองโลกแง่ร้าย คิดมาก วิตกกังวลล่วงหน้า ย้ำคิดย้ำทำ กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด ไม่กล้าทำไรคนเดียว ไม่กล้าตัดสินใจ ดูไม่กระฉับกระเฉง ไม่ร่าเริง มีเพื่อนที่ทำงานทักหลายคนเลยค่ะ ทุกคนรอบตัวต่างบอกแบบเดียวกัน เราอยากร่าเริง ไม่เครียด มั่นใจในตัวเอง แต่เรามีปมมาแต่เด็กๆทำให้เราออกมาจากความรู้สึกนยี้ยาดกกว่าคนอื่นเพราะฝังลึกมานาน หมอท่านนั้นบอกแบบนี้ค่ะ
ขอบคุณที่อ่านนะคะ นี่เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ยาวมากไปกลัวเพื่อนๆจะทนอ่านไม่ไหว ใจจริงอยากเล่าทุกฉากทุกตอนเพราะมันเจ็บปวดมากแต่เราไม่สามารถถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือได้ทั้งหมด ตอนนี้เราก็ยังคงซึมและเครียด ไม่อยากให้ถึงวันที่ต้องไปทำงานเหมือนเดิม เป็นคนที่ทรมานกับการดำเนินชีวิตประจำวัน อยากรู้สึกดีกว่าตอนนี้มากๆ ได้แต่หวังว่าจะมีสักวันที่เป็นวันที่เรายิ้มได้จากใจและทิ้งความทรมานนี้จากใจได้สักที
ปล. ใครมีจิตแพทย์ดีๆแนะนำรบกวนขอชื่อคุณหมอและชื่อ รพ. ด้วยนะคะ หรือใครมีไรเล่ามีไรแนะนำบอกได้นะคะ