ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อกับความจริง เรื่องนรก-สวรรค์

ชาวพุทธที่ไม่ได้ศึกษาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ก็จะมีความเชื่อกัน (ผิดๆ) ว่า จิต หรือความรู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้ มันเป็นตัวตนของมันเอง และเมื่อร่างกายนี้ได้ตายไป ถ้าจิตยังมีกิเลสอยู่ จิตหรือตัวตนนี้จะเกิดขึ้นมาได้ใหม่ในร่างกายใหม่เพื่อมารับผลของกรรมที่จิตเก่าได้เคยทำไว้ก่อนตาย (บางคนก็เชื่อว่าจิตนี้ล่องลอยออกไปเกิดใหม่ได้โดยตรง แต่บางคนก็เชื่อว่าจิตไม่ได้ออกไปเกิดใหม่ คือมันจะดับสูญไปเมื่อร่างกายกาย แต่ว่าเป็นกิเลสหรือกรรมที่ยังมีอยู่ก่อนตาย จะเป็นเหตุส่งออกไปทำให้เกิดจิตขึ้นมาได้ใหม่ในร่างกายใหม่ เพื่อมารับผลของกรรมที่จิตเก่าได้เคยทำไว้ ซึ่งลักษณะนี้เรียกว่า การเกิดใหม่โดยอ้อม) ซึ่งความเชื่อนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องกรรมชนิดข้ามภพข้ามชาติ เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เรื่องเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม ยมบาล ผี เปรต เป็นต้น ขึ้นมา

แต่ในความเป็นจริงนั้น คำสอนเรื่องจิตเวียนว่ายตาย-เกิดทางร่างกาย และเรื่องกรรมชนิดข้ามภพข้ามชาติ เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า เรื่องเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม ยมบาล ผี เปรต เป็นต้นนี้ เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ที่ได้ปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนามาช้านานแล้ว โดยที่ชาวพุทธเกือบทั้งหมดไม่รู้ตัว โดยคำสอนเหล่านี้เป็นแค่ความเชื่อที่เล่าต่อสืบต่อกันมาช้านานแล้วเท่านั้น ไม่มีใครที่จะพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ว่ามีอยู่จริงๆ แต่ว่าก็มีผู้คนที่ยังเชื่อถือกันอยู่อย่างเหนียวแน่นในโลก ซึ่งความเชื่อนี้มีผลดีตรงที่ทำให้คนที่เชื่อไม่ทำความชั่ว เพราะกลัวตกนรก แต่จะทำความดีเพราะอยากขึ้นสวรรค์ ซึ่งก็มีผลทำให้สังคมของคนที่เชื่อเช่นนี้มีความสงบสุขได้ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เมื่อผู้คนเริ่มมีความรู้หลักวิทยาศาสตร์มากขึ้น ความเชื่อเหล่านี้ก็ถูกท้าทายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ จนเริ่มมีคนไม่เชื่อถือมากขึ้นในโลก และสังคมก็เริ่มไม่สงบสุข

คำสอนเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้านั้น เป็นหลักการสอนแบบ “เอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ” สำหรับเอาไว้สอนคนที่ยังมีสติปัญญาน้อย เช่น ชาวบ้านหรือคนป่าคนดง ที่ยังไม่เข้าใจถึงเรื่องเหตุและผลตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ โดยพุทธศาสนาจัดว่าคำสอนเช่นนี้เป็นคำสอนระดับศีลธรรมเท่านั้น แต่สำหรับคนที่มีความรู้เรื่องเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วเขาจะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงต้องมีคำสอนระดับสูง (ปรมัตถธรรม) เพื่อมารองรับบุคคลเหล่านี้ โดยจะเอานรก สวรรค์ที่เป็นของจริงที่เขาสามารถสัมผัสได้จริง และทำให้เขาเกรงกลัวนรกแล้วก็จะไม่ทำความชั่วได้จริง และอยากได้สวรรค์แล้วก็อยากทำความดีได้จริงมาสอน ซึ่งคำสอนนี้ก็คือสอนที่ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” อันเป็นคำที่โบราณเคยกล่าวไว้

คำว่า นรก ของพุทธศาสนา ไม่ได้หมายถึงนรกอย่างที่เป็นสถานที่อย่างที่ศาสนาอินดูสอน แต่หมายถึงจิตที่เร่าร้อนอย่างกับถูกไฟเผาเพราะได้ทำความผิดหรือชั่วเอาไว้ คือเมื่อเราได้ทำความผิดหรือชั่วเมื่อใด จิตใต้สำนึกของเรามันก็จะรู้อยู่ว่านั่นคือความผิดหรือความชั่ว แล้วมันก็จะเกิดความรู้สึกเร่าร้อนใจ ทรมานใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่สบายใจขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่ได้ ซึ่งการที่ความร้อนใจนี้จะตั้งอยู่นานหรือไม่นานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าได้ทำความผิดหรือชั่วนั้นไว้มากน้อยเพียงใด

ส่วนคำว่า สวรรค์ ของพุทธศาสนานั้นก็ไม่ได้หมายถึงสถานที่อย่างที่ศาสนาฮินดูสอน แต่หมายถึง จิตที่กำลังมีความสุขใจอย่างยิ่งจากการที่ได้ทำความดีเอาไว้ คือเมื่อเราได้ทำความดีเมื่อใด จิตใต้สำนึกของเรามันก็รู้อยู่ว่านั่นคือความดี แล้วมันก็จะเกิดความรู้สึกสุขใจ อิ่มเอมใจขึ้นมาทันทีของมันเอง ซึ่งการที่ความสุขใจนี้จะตั้งอยู่นานหรือไม่นานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าได้ทำความดีนั้นไว้มากน้อยเพียงใด

สรุปว่านรก-สวรรค์ของพุทธแท้ๆนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ คือมีเหตุมีผลและสามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งเป็นคำสอนระดับสูงของพุทธศาสนา ที่มีเอาไว้สอนคนมีปัญญาให้กลัวการทำความชั่ว และอยากทำความดี เพื่อสังคมจะได้สงบสุข ที่ชาวพุทธควรสนใจนำมาศึกษาและอบรมสั่งสอนลูกหลานให้รู้จักกลัวนรกและอยากได้สวรรค์ที่อยู่ในใจของตัวเอง แต่ถ้าเรายังกลับไปสอนเรื่องนรกใต้ดิน-สวรรค์บนฟ้าแก่ลูกหลานของเราอีก ก็เท่ากับว่าเรากลับไปหาความเชื่อที่สมัยนี้เรียกว่าความงมงายไร้เหตุผลอย่างเก่าอีก แล้วอย่างนี้จะทำให้ลูกหลานของเราเป็นคนรู้จักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร? มิกลายเป็นว่าเราสนับสนุนให้ลูกหลานของเราถอยหลังเข้าคลองกลับไปสู่ความไร้ปัญญากันหรือ? แล้วเราจะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงได้อย่างไร ถ้าลูกหลานของเรายังเป็นคนที่ไร้สติปัญญาอยู่เช่นนี้?
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่