เป็นประเด็นยอดนิยมที่มักจะเกิดวิวาทะ ระหว่างคนที่ศรัทธาปะทะคารมกับคนที่ถูกเรียกว่า "แก๊งด่าพระ"
เราจะใช้หลักตัดสินอะไร พระจะถูกวิจารณ์ตำหนิไม่ได้เลยใช่หรือไม่ สถานะของพระถ้าถูกสอยจากหิ้งจะบาปหรือไม่
วันนี้ "ลงทุนแมว" จะเล่าให้ฟัง....
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่ง"ปัญญา"ถ้าไม่พูดถึงปัญญาก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่เราจะแบ่งนิยามแห่งศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา และศรัทธาทั่วไปแยกออกจากกันยังไง
คำว่าอนุโลมไปตามอำนาจแห่งศรัทธา คือมีผู้มีศรัทธาในสิ่งที่เป็นกุศล เคารพสถูป,นับถือเจดีย์,ไหว้พระ,ฟังเทศน์เพราะหวังบุญ,ขอพร,สะสมวัตถุมงคล ,บริจาคทานเพื่อหวังไปสวรรค์ ๆลๆ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จัดเป็นศรัทธาเบื้องต้น มีบัญญํติเอาไว้ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิเบื้องต้น เชื่อคือว่าการบูชายัญเหล่านี้มีผลคือโลกนี้มีจากกระทำในปัจจุบันนี้ ,โลกหน้ามีเชื่อในชาติหน้าว่าจะได้รับการเสวยผลจากการกระทำจากโลกนี้ ,โลกก่อนมี คือกาย ผิวพรรณ วรรณะ ตระกูลสูงต่ำ เหล่านี้คือกรรมเก่าที่เคยกระทำมาในอดีตชาติและชาตินี้ได้เสวยผลนั้น สิ่งที่กล่าวในย่อหน้านี้คือศรัทธาเบื้องต้นที่ชนทั้งหลายพึงมีและควรมี เพราะการบังเกิดขึ้นของตถาคต และสาวกของตถาคต และพระศาสนาจะก่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลตลอดกาลนานจะประสบกับบุญเป็นอันมาก นับเป็นคุณูปการณ์อันใหญ่หลวงแก่หมู่สัตว์ นับเป็นกองบุญอันใหญ่ ที่ได้พบตถาคตหรือสาวกของตถาคต
แต่จะมีเรื่องเกิดขึ้นเป็นวิวาทะทันทีหากศรัทธาที่มีนั้นต้องปะทะกับแนวคิดที่มีผู้กล่าวถึงศรัทธาต้องประกอบไปด้วยปัญญา เพราะด้วยแนวคิดอนุรักษฺ์นิยมอาจทำให้เกิดตัณหายึดติดในครูอาจารย์ ตำรา คัมภีร์ ๆลๆ ชนิดที่เรียกว่าว"ใครก็แตะต้องไม่ได้" แต่ใครเล่าจะตอบได้ว่าเป็นศรัทธาหรืออวิชชาหรือตัณหา
ทีนี้เรามาดูแนวคิดของผู้ที่กล่าวถึงศรัทธาต้องประกอบไปด้วยปัญญาบ้าง
ลักษณะคนของกลุ่มนี้จะยกระดับมาอีกระดับคือมีการศึกษาสุตตะเพิ่มเข้ามา ค้นคว้า เปรียบเทียบ ตำราชนิดต่างๆ ตรวจสอบ ทวนความ เมื่อมีครูผู้สอนกล่าวสอนอะไรที่ผิดหูที่เคยได้ยินมาออกไป ก็จะเกิดการตรวจทวนความและที่สำคัญคือวิวาทะว่าผู้นี้กล่าวผิดจากตำรานี้ ข้อที่เท่านี้ หน้าที่เท่านั้น ด้วยเหตุหลักเหตุผลว่า
ถ้าไม่มีผู้คอยตรวจสอบเหมือนเป็นหลักการณ์คานอำนาจ อย่างนี้ใครอยากจะพูดอะไรก็ได้ สัทธรรมปฏิรูป(ชื่อเหมือนดีแต่หมายถึงธรรมมะปลอม)ใครจะกล่าวอะไรมาก็ได้ ธรรมมะแท้ก็จะเลือนหายไปทุกวันๆ ธรรมมะแท้ที่อุปมาดังตะโพนที่ชื่ออานกะ ก็จะถุกซ่อมแทนที่ จนในที่สุดวันหนึ่งเนื้อไม้แท้โบราณก็หายไปหมดเหลือไว้แต่เนื้อไม้ที่ถูกแทนที่เข้ามา เหมือนสัทธรรมปฏิรูปที่ค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในเนื้อธรรมมะแท้
สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือการทำบุญไม่ใช่ปรามาสใคร ไม่ได้ถือผู้พูดหรือตำราไหนเป็นใหญ่กว่าธรรมแท้ ไม่ได้เกรงใจใครแต่เกรงใจธรรม เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมคือรักษาธรรมมะแท้ให้คงอยู่สืบชั่วลูกชั่วหลาน
ยกตัวอย่างได้กับหากธรรมมะนี้ถุกใครปฏิเสธไม่ได้เลยใครพูดอะไรมาก็ควรเชื่อแบบนี้ก็ไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญาแต่ควรถูกเรียกว่า เป็นการนับถือแบบ "ศรัทธาหัวเต่า" คือเป็นศรัทธาที่งมงายไร้เหตุผล อาศัยการเชื่อตามๆกันไป ไม่กล้าวิพากวิจารณ์ผู้สอนคือหัวหดเหมือนเต่าไม่มีความกล้าหาญเพียงพอในการตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่ไม่เข้าใจหรือไม่ชอบมาพากล
เราสามารถยกกรณีในครั้งพุทธกาลมาตรวจสอบได้ว่าพระศาสดาไม่ได้ห้ามพราห์มทั้งหลายมาโต้วาทะด้วย ชนิดที่ผู้ศรัทธาในสมัยนี้ยังตกใจว่า เฮ่ย นั่นศาสดาเลยนะเว้ยทำไมแกโอหังแบบนั้น ไม่มีใครที่ศรัทธากล้าทำแบบนั้นต่อให้พระศาสดายังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ เพราะกลัวนรกกันหมด แต่นั่นคือความจริงและวิถีชีวิตในครั้งพุทธกาล คือมีการโต้คารมกันเมื่อพราห์มแพ้เหตุผลพระศาสดาพราห์มก็ยอมรับและประกาศตนเป็นพุทธมามะกะ จะเห็นได้ว่าการโต้คารมถ้าด้วยวิสัยลูกผู้ชาย ตรงไปตรงมาแพ้คือแพ้ ไม่ได้ปิดกั้นมรรคผลแต่อย่างใด ในบางกรณีทรงยังตอบว่า ดีละ ดีละ พราห์ม สัมทับลงไปเสียด้วยซ้ำคือชมเชย ซึ่งมันขัดกับหลักความเชื่อในยุคปัจจุบันของกลุ่มที่ใช้ศรัทธาเป็นหลักโดยสิ้นเชิงว่าห้ามแย้ง ห้ามเห็นต่าง จะเป็นการปรามาสพระจะตกนรกทันที
ภิกษุผู้เป็นพระเถระมาก ด้วยกัน อยู่ในอาวาสชื่อโน้น เป็นพหูสูต ชำนาญในนิกาย ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาข้าพเจ้าได้สดับมา รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้น
เธอทั้งหลาย ไม่พึงยินดี ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบท และพยัญชนะ เหล่านั้นให้ดี แล้วเทียบเคียงในพระสูตร สอบสวนในพระวินัย
ถ้าเมื่อเทียบเคียงในพระสูตร สอบสวนในพระวินัย บทและพยัญชนะเหล่านั้น เทียบเคียงกันไม่ได้ในพระสูตร สอบสวนกันไม่ได้ ในพระวินัยในข้อนี้ พึงลงสันนิษฐานได้ว่านี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า แน่แท้ และสงฆ์นั้นรับมาผิด แล้วเธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนี้เสียทีเดียว
ทรงไม่เคยสอนเลยครับว่าถ้าเป็นพระเถระทรงมาติกาก็ให้เชื่อทั้งหมด การที่พระเหล่านั้นจะพูดถูกหมดทุกเรื่องซึ่งเป็นอฐานะเป็นไปไม่ได้ คุณและผมก็มีการพูดผิด พูดถูกอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมครับ พระเถระทั้งหลายก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันครับ จึงเป็นที่มาที่ว่าควรสอนธรรมมะด้วยวิธีทรงจำ(พระไตรปิฏก)มาและถ่ายทอดออกมา(คล้ายแนวคิดมุขปาฐะ คือจำมาพระไตรปิฏกและมาถ่ายทอดต่อ) เพราะไม่ต้องไปพิศดารไปคิดอะไรแผลงๆหลักสูตรพิลึกพิลั่นออกมาสอนคนอื่น แต่สิ่งสำคัญคือไม่ขาดมูลรากของผู้ถ่ายทอด เพราะธรรมมะบางบทลึกซึ้งมากเสียจนถ้าไม่มีผู้สืบทอดก็อาจจะเข้าไปสู่วิถีสายมืด คือเมื่อตีความไม่ออกก็คิดหลักสูตรพิศดารออกมาสั่งสอน กลายเป็นสัทธรรมปฏิรูปไปเรื่อยๆ
ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดง
สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าไม่ใช่ธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม ... ย่อม
แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคต
ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตได้บัญญัติไว้ย่อมไม่พลาดจากธรรม
ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอด
กัปหนึ่ง เพราะสมานสงฆ์ให้พร้อมเพรียงกัน ฯ
สุดท้ายแล้วการขัดใจผู้พูดแม้ผู้นั้นเป็นพระเถระหากพระเถระนั้นพูดผิดไปจากธรรม อาจจะไม่ใช่การปรามาสเสมอไปแต่อาจเป็นตั๋วเปิดทางไปสวรรค์ ๑ กัป ชนิดที่บางคนคิดไม่ถึงกันเลยก็เป็นได้
แต่สุดท้ายแล้วจริงๆ มนุษย์ก็ยังเป็นผู้พ่ายแพ้ต่อกิเลส ที่แม้เมื่อมีธรรมมะอยู่ตรงหน้า แต่เพราะผลประโยชน์ก็อาจทำเป็นมองไม่เห็นธรรมก็เป็นได้
ลงทุนแมว
ศรัทธาที่ขาดปัญญา vs ด่าพระ
เราจะใช้หลักตัดสินอะไร พระจะถูกวิจารณ์ตำหนิไม่ได้เลยใช่หรือไม่ สถานะของพระถ้าถูกสอยจากหิ้งจะบาปหรือไม่
วันนี้ "ลงทุนแมว" จะเล่าให้ฟัง....
ยกตัวอย่างได้กับหากธรรมมะนี้ถุกใครปฏิเสธไม่ได้เลยใครพูดอะไรมาก็ควรเชื่อแบบนี้ก็ไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นศาสนาแห่งปัญญาแต่ควรถูกเรียกว่า เป็นการนับถือแบบ "ศรัทธาหัวเต่า" คือเป็นศรัทธาที่งมงายไร้เหตุผล อาศัยการเชื่อตามๆกันไป ไม่กล้าวิพากวิจารณ์ผู้สอนคือหัวหดเหมือนเต่าไม่มีความกล้าหาญเพียงพอในการตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่ไม่เข้าใจหรือไม่ชอบมาพากล
ภิกษุผู้เป็นพระเถระมาก ด้วยกัน อยู่ในอาวาสชื่อโน้น เป็นพหูสูต ชำนาญในนิกาย ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาข้าพเจ้าได้สดับมา รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้น
เธอทั้งหลาย ไม่พึงยินดี ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบท และพยัญชนะ เหล่านั้นให้ดี แล้วเทียบเคียงในพระสูตร สอบสวนในพระวินัย
ถ้าเมื่อเทียบเคียงในพระสูตร สอบสวนในพระวินัย บทและพยัญชนะเหล่านั้น เทียบเคียงกันไม่ได้ในพระสูตร สอบสวนกันไม่ได้ ในพระวินัยในข้อนี้ พึงลงสันนิษฐานได้ว่านี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า แน่แท้ และสงฆ์นั้นรับมาผิด แล้วเธอทั้งหลายพึงทิ้งคำนี้เสียทีเดียว
สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าไม่ใช่ธรรม ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าเป็นธรรม ... ย่อม
แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคต
ได้บัญญัติไว้ว่า ตถาคตได้บัญญัติไว้ย่อมไม่พลาดจากธรรม
ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอด
กัปหนึ่ง เพราะสมานสงฆ์ให้พร้อมเพรียงกัน ฯ
สุดท้ายแล้วการขัดใจผู้พูดแม้ผู้นั้นเป็นพระเถระหากพระเถระนั้นพูดผิดไปจากธรรม อาจจะไม่ใช่การปรามาสเสมอไปแต่อาจเป็นตั๋วเปิดทางไปสวรรค์ ๑ กัป ชนิดที่บางคนคิดไม่ถึงกันเลยก็เป็นได้