อย่าดูถูกสายสมาธิ และอย่าดูถูกสายปัญญา

มหาจุนทสูตร

อย่าดูถูกสายสมาธิ และอย่าดูถูกสายปัญญา

ครั้งหนึ่ง ท่านพระมหาจุนทะพำนักอยู่ ณ นิคมสัญชาติ แคว้นเจดีย์

ท่านได้เรียกภิกษุทั้งหลายมาประชุม แล้วกล่าวเตือนด้วยความเมตตาว่า

บางครั้งในพระศาสนา ภิกษุผู้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะ มีความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัย กลับดูหมิ่นภิกษุผู้มุ่งภาวนาเพ่งฌาน โดยกล่าวว่า

“ภิกษุเหล่านี้เอาแต่นั่งสมาธิ เพ่งฌานอยู่เรื่อย แล้วจะได้อะไรขึ้นมา เพ่งไปเพื่ออะไร ทำไปทำไม”

เมื่อคิดเช่นนี้ ก็ย่อมไม่เกิดความเลื่อมใสในผู้ปฏิบัติสมาธิ

ฝ่ายภิกษุผู้ภาวนาก็รู้สึกไม่เลื่อมใสในผู้ศึกษาธรรม

ต่างฝ่ายต่างดูแคลนกัน

ต่างฝ่ายต่างปิดกั้นคุณค่าของกันและกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่หมู่คณะ และไม่เป็นไปเพื่อความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ในอีกด้านหนึ่ง

ภิกษุผู้มุ่งสมาธิบางรูป ก็อาจดูหมิ่นภิกษุผู้ศึกษาและแสดงธรรมว่า

“ภิกษุเหล่านี้เอาแต่พูด เอาแต่สอน วุ่นวาย ฟุ้งเฟ้อ ชอบแสดงความรู้ ปากเก่ง แต่ใจไม่สงบ”

เมื่อคิดเช่นนี้ ก็ย่อมไม่เลื่อมใสในผู้ศึกษาธรรม

ฝ่ายผู้ศึกษาธรรมก็ไม่เลื่อมใสในผู้ภาวนา

ต่างฝ่ายต่างยกตนและกดผู้อื่น

ผลก็คือ ต่างคนต่างห่างไกลจากเป้าหมายของพระศาสนา

ยิ่งไปกว่านั้น

บางคนยกย่องเฉพาะผู้ที่เรียนเก่ง

ชื่นชมเฉพาะผู้ที่รู้พระไตรปิฎกมาก

แต่ไม่เห็นคุณค่าของผู้ปฏิบัติสมาธิ

บางคนยกย่องเฉพาะผู้ที่นั่งสมาธิเก่ง

ชื่นชมเฉพาะผู้ที่มีความสงบ

แต่กลับไม่เห็นคุณค่าของผู้ศึกษาธรรมและเผยแผ่พระธรรม

สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นความเห็นที่ไม่สมบูรณ์

เพราะพระศาสนาไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยปีกข้างเดียว

แต่ต้องอาศัยทั้งปัญญาและสมาธิ

ทั้งการศึกษาและการปฏิบัติ

ทั้งการรู้และการเห็น

ท่านพระมหาจุนทะจึงกล่าวสอนว่า

ผู้ศึกษาธรรม ควรเรียนรู้ที่จะเคารพและสรรเสริญผู้ปฏิบัติสมาธิ

เพราะบุคคลที่สามารถสัมผัส “อมตธาตุ” คือพระนิพพานด้วยประสบการณ์ตรงแห่งจิตนั้น เป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในโลก

ในทำนองเดียวกัน

ผู้ปฏิบัติสมาธิก็ควรเคารพและสรรเสริญผู้ศึกษาธรรม

เพราะบุคคลที่สามารถเข้าใจและแทงตลอดอรรถธรรมอันลึกซึ้งด้วยปัญญาอย่างแท้จริง ก็เป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในโลกเช่นกัน

ดังนั้น

ผู้มีปัญญาไม่ควรดูถูกผู้มีสมาธิ

ผู้มีสมาธิก็ไม่ควรดูถูกผู้มีปัญญา

เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา

สมาธิที่ไม่มีปัญญา อาจหยุดอยู่เพียงความสงบ

ปัญญาที่ไม่มีสมาธิ อาจกลายเป็นเพียงความรู้ในตำรา

แต่เมื่อสมาธิและปัญญาเกื้อกูลกัน

การปฏิบัติจึงจะดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นได้อย่างสมบูรณ์

นี่คือโอวาทอันลึกซึ้งของท่านพระมหาจุนทะ

ที่เตือนให้เรารู้จักเคารพในความดีของผู้อื่น

ไม่ยกตนข่มท่าน

ไม่แบ่งแยกสายปฏิบัติ

และมองเห็นว่า

ผู้รู้ธรรมด้วยปัญญาก็น่ายกย่อง

ผู้เข้าถึงธรรมด้วยสมาธิก็น่าเคารพ

เพราะทั้งสองล้วนกำลังเดินอยู่บนหนทางสายเดียวกัน

คือหนทางแห่งความพ้นทุกข์ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่