ถ้าท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ให้เปรียบเทียบดังนี้.
ถ้ามีพละ 5 (สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร) ที่เจริญขึ้นอย่างยิ่งแล้ว เพ่งจิต จนเป็นหนึ่งแต่สติปัญญาเห็นไตรลักษณ์(อนิจัง ทุกขัง อนัตตา) หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต้งอยู่ดับไป เป็นวัฏจักรอยู่นั้น แม้จิตที่ว่าเป็นหนึ่งแล้วก็ตาม เกิดวิปัสสนาญาณเจริญเกือบที่สุด จนเกิดทุกข์ที่เจริญขึ้นอย่างมากมายยิ่งนัก แล้วท่านสละชีวิตนี้ไปได้ ท่านจึงภาวนาไม่ลดละในการภาวนาเพ่งเห็นด้วยปัญญานั้น จนเจียนตาย แล้วเสมือนตายไปจริงๆ.
นั้นแหละท่านก็จะเห็นชัด ถึงความแตกต่างของอามรมณ์ฌาน และพระนิพพาน อย่างแจ้งชัด ขาดจากกัน และท่านจะทราบชัดกล่าวได้อย่างชัดเจนเมื่อปัญญา(อินทรีย์ 5) แก่รอบขึ้น นั้นเอง.
การที่บอกกล่าวกันแม้แต่เรื่อง องค์ฌาน ฌาน ก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับ นิพพาน ยากไปอีกที่จะเข้าใจได้โดยไม่ปฏิบติธรรม
พอดีมีผู้ถามเปรียบเทียบระหว่าง องค์ฌานบ้าง ในฌานบ้าง กับนิพพานบ้าง กับอารมณ์พระนิพพานบ้าง จึงเสนอให้พิจารณา
ถ้ามีพละ 5 (สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร) ที่เจริญขึ้นอย่างยิ่งแล้ว เพ่งจิต จนเป็นหนึ่งแต่สติปัญญาเห็นไตรลักษณ์(อนิจัง ทุกขัง อนัตตา) หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต้งอยู่ดับไป เป็นวัฏจักรอยู่นั้น แม้จิตที่ว่าเป็นหนึ่งแล้วก็ตาม เกิดวิปัสสนาญาณเจริญเกือบที่สุด จนเกิดทุกข์ที่เจริญขึ้นอย่างมากมายยิ่งนัก แล้วท่านสละชีวิตนี้ไปได้ ท่านจึงภาวนาไม่ลดละในการภาวนาเพ่งเห็นด้วยปัญญานั้น จนเจียนตาย แล้วเสมือนตายไปจริงๆ.
นั้นแหละท่านก็จะเห็นชัด ถึงความแตกต่างของอามรมณ์ฌาน และพระนิพพาน อย่างแจ้งชัด ขาดจากกัน และท่านจะทราบชัดกล่าวได้อย่างชัดเจนเมื่อปัญญา(อินทรีย์ 5) แก่รอบขึ้น นั้นเอง.
การที่บอกกล่าวกันแม้แต่เรื่อง องค์ฌาน ฌาน ก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับ นิพพาน ยากไปอีกที่จะเข้าใจได้โดยไม่ปฏิบติธรรม