แม้แต่ตัวดาริอุสเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นโชคดีหรือร้ายที่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยเมือคืนนี้ ต่อหน้าคาร์ลทำเหมือนดีใจที่ไม่ต้องเห็นเด็กหญิงในชุดขาวซ้ำๆ หากในห้วงลึกแล้วยังสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่เคยเห็นคือความจริงหรือภาพลวง
“ทำไมจึงอยากเห็นอะไรพิเศษนักล่ะ” คาร์ลถามระหว่างช่วยกันรดน้ำต้นไม้ในเรือนกระจกตอนเช้า วันนี้พวกเขามีเรียนตอนสายจึงมีเวลาจ้อเหลือเฟือตอนทำงาน
“ไม่รู้สิ อย่างน้อยก็อยากรู้ให้ชัดไปเลยว่ามันคืออะไร” ดาริอุสส่ายบัวรดน้ำเบาๆพอเป็นพิธีก่อนจะไปตักน้ำจากในถังไม้มารดต่ออีก
“ตรงไม้เลื้อยนั่นน้ำน้อยหน่อยก็ได้” เสียงคนสวนร้องทักยุติการสนทนาชั่วคราว เพราะพวกเขายังมีงานย้ายกระสอบดินกับขี้เลื่อยรออยู่อีก แถมต่อจากนี้ยังมีวิชาตรรกศาสตร์ที่ดาริอุสไม่ชอบชื่อมันเลยอีกด้วย
“วิชาโคลงมนตราเบื้องต้นนี่เราเรียนร่วมกับสาขาผู้ใช้เวทด้วย”
เสื้อคลุมสีฟ้าดูโดดเด่นเมื่ออยู่ท่ามกลางเสื้อสีน้ำตาลดำของสาขาผู้ใช้สัตว์ปืศาจ ดาริอุสทักทายมัลค่อมและแนะนำให้รู้จักกับคาร์ลก่อนนั่งลงบนพื้นหญ้าใกล้ๆเพื่อนทั้งสอง ไม่ทันซักถามอาจารย์คัลวินก็เริ่มต้นคาบเรียนด้วยการแนะนำตัวอีกครั้งแล้วเริ่มซักถามนักเรียนเกี่ยวกับโคลงมนตรา
“เอเมรัล” อาจารย์เรียกชื่อนักเรียนสาขาผู้ใช้เวทคนหนึ่งที่ยกมือเมื่อได้ยินคำถามของอาจารย์
“โคลงมนตราในทางเวทมนตร์เป็นการกล่าวถึงเทพเจ้าเพื่อยืมพลัง แต่ในทางผู้ใช้สัตว์ปิศาจจะเป็นการเรียกสัตว์ปิศาจออกมาจากต่างมิติ”
“ในทางสัตว์ปิศาจแล้วโคลงจะเป็นการขานลักษณะและชื่อของสัตว์ปิศาจตนนั้นๆเพื่อเรียกมันออกมาจากมิติปิศาจ” อาจารย์ดีดนิ้วเปาะ ต้นหญ้าด้านหลังก็ชูช่องอกงามขึ้นสูงท่วมหัว “ครูจะแสดงพลังเวทเมื่อใช้โคลงมนตราให้ดูก่อน” อาจารย์บริดจ์แมนคนพี่ดีดนิ้วอีกครั้ง พลันเกิดเปลวไฟเผาผลาญกอหญ้า พระเพลิงลามเลียเปล่งรัศมีความร้อนจนสามารถสัมผัสได้แม้จะอยู่ห่างไปเกือบห้าหลา
"ข้าแต่เทพแห่งน้ำแข็งผู้งดงาม ขอลมหายใจของท่านปัดเป่าเพลิงกาฬให้ดับดิ้น ลมน้ำแข็ง!" สายลมสีเงินพุ่งออกมาทางอาจารย์คัลวิน พุ่งเข้าสู่เปลวไฟร้อนแรงจนอากาศร้อนหดหาย กอหญ้าสูงท่วมหัวกลับมีน้ำแข็งเกาะรอบๆแทบไม่เห็นเค้าของไฟเลยนอกจากรอยไหม้กระดำกระด่าง “เป็นที่รู้กันว่าธาตุน้ำแข็งแพ้ธาตุไฟ อย่างน้อยก็ทำให้เราเปรียบเทียบพลังระหว่างการใช้โคลงมนตรากับไม่ใช้”
“เสือขาว” อาจาร์คัลวินสร้างกลุ่มก้อนอากาศสีดำขึ้นเพื่อเรียกสัตว์ปิศาจออกมา สัตว์ปิศาจที่ออกมาคราวนี้เป็นเสือใหญ่ลำตัวเป็นสีขาวริ้วดำเหมือนเสือธรรมดา “กายาขาวดุจหิมะ กรงเล็บกางกระ มหันต์ภัยหายนะ ข้าขอเอ่ยนาม ราชาเสือขาวโคกรา” สัตว์อสูรที่ออกมาจากเมฆสีดำเป็นเสือขาวเหมือนกับคราวแรก ผิดกันที่ตัวที่สองมีขนเหลือบเงินเหมือนกำมะหยี่
“สัตว์ปิศาจที่เรียกออกมาด้วยโคลงมนตรามีระดับราชา และจักรพรรดิ ไม่นับรวมระดับจอมจักรพรรดิที่มีแต่นักเรียกสัตว์ปิศาจระดับสูงจึงจึงจะเรียกออกมาได้” อาจารย์บอกให้นักเรียนจดต่อพลางไล่เสือทั้งสองตัวให้ไปยืนห่างจากกลุ่มนักเรียนพอสมควรก่อนสั่งให้ทั้งสองสู้กัน
เสือขาวสองตัวคำรามพอเป็นพิธี เสือตัวแรกกระโจนเข้าใส่อย่างดุร้าย ตัวที่สองหลบวูบก่อนใช้ฝ่าเท้าที่ใหญ่ขนาดชามย่อมๆตะปบลงบนหัวของคู่ต่อสู้ ไม่มีเลือดแต่มีเสียงกระดูกหักดังสนั่นก่อนเสือตัวแรกจะค่อยๆจงหายไปในอากาศ นักเรียนสาขาผู้ใช้เวทฮือฮาเพราะเพิ่งเห็นการเรียกสัตว์ปิศาจชัดๆคราวนี้เอง
“เห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสองตัวหรือเปล่า มันไม่ตายหรอกแต่หายตัวกลับโลกสัตว์ปิศาจน่ะ” อาจารย์ดีดนิ้วแล้วเสืออีกตัวก็หายไป “น่าเสียดายที่ต้องมีความสามารถของผู้ใช้สัตว์ปิศาจจึงเรียกออกมาได้ ผิดกับโคลงมนตราเวทที่ทุกคนสามารถใช้ได้ อยากลองไหมเลวิส”
แล้วอาจารย์ก็เรียกดาริอุสออกมาอย่างที่เขาหวังไว้ ในใจของเขาส่วนหนึ่งอยากรู้ว่าตัวจะทำอย่างนั้นได้หรือไม่ อีกส่วนหนึ่งกลับไม่อยากทำเพราะมันอาจแสดงว่าเขาสมควรอยู่สาขาผู้ใช้เวทมากกว่า เขาเดินไปอยู่หน้ากลุ่มนักเรียนแล้วจดจำโคลงมนตราที่อาจารย์ร่ายให้ฟัง
“ข้าแต่เทพแห่งความตายผู้เที่ยงธรรม ขอพระองค์จงมอบดาบแห่งพลังเวทของข้าเจ้าด้วย ดาบมนตรา!”
เขาเน้นเสียงตรงตอนท้ายอย่างที่อาจารย์บอก ไม่ทันสิ้นเสียงก็ปรากฏดาบขนาดใหญ่ขึ้นในมือของดาริอุส มันเป็นดาบสีดำสนิทยาวและใหญ่เท่าตัวคน เขาไม่รู้ว่าสามารถคอนดาบใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร ด้วยความตกใจหรืออะไรไม่รู้แน่ทำให้ดาริอุสกำด้ามดาบด้วยสองมือพยายามเกร็งมือให้รูปลักษณ์ของมันคงสภาพต่อเนื่อง ไม่ถึงอึดใจดาบสีดำสนิทก็หายไปในอากาศ เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถใช้เวทมนตร์ได้
“จดโคลงตามด้วยสิ” อาจารย์คัลวินยิ้มให้ดาริอุสระหว่างเดินกลับที่นั่ง เขาพนันได้เลยว่ามันคือสัญลักษณ์ของผู้ใช้เวทที่ดี “การเรียนวิชานี้จะต้องเรียนรู้และจดจำโคลงมนตราให้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นโคลงแบบไหนก็ต้องจำและใช้ไห้ได้ ยกเว้นโคลงเรียกสัตว์ปิศาจ”
“ยากหรือเปล่า” มัลค่อมถามเบาๆ ดาริอุสส่ายหัวพยายามเชื่อให้ได้ว่าการที่ดาบมีขนาดใหญ่เกิดจากโคลงมนตราไม่ใช่พลังของเขา...
ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกกับดาริอุสว่าเขาจะถูกทดสอบอีกครั้งในวันศุกร์คาบวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ แล้วก็เป็นจริงเสียด้วย อาจารย์ซานเดรียบอกกับเด็กสาขาผู้ใช้อาวุธเวทและสาขาผู้ใช้สัตว์ปิศาจว่าทุกคนจะต้องมีอาวุธประจำตัวคนละอย่าง พร้อมกันนั้นอาจารย์หญิงก็เปิดตัวแท่นกระจกสำหรับคัดเลือกอาวุธประจำตัว พวกเขาจะต้องวางมือลงบนแท่นกระจก ด้วยพลังเวทหรืออะไรสักอย่างแท่นกระจกจะบันทึกลงกระดาษข้างใต้ว่าเป็นอาวุธชนิดใด เป็นอาวุธเวทหรือไม่
“ของเธอคือกริชเลวิส” อาจารย์บริดจ์แมนคนน้องทำให้ดาริอุสประหลาดใจ เขาคิดว่าอาวุธประจำตัวของเขาน่าจะเป็นพวกจอบ เสียม หรืออะไรทำนองนั้น “จบคาบไปห้องอาจารย์ใหญ่กับครูด้วย” เขาพร้อมพนันกับคาร์ลว่าตัวเขามีคุณสมบัติเหมาะจะเรียนสาขาผู้ใช้อาวุธเวทด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้นผลการทดสอบจะเป็นอย่างไร ดาริอุสบนบานต่อเทพีแห่งสายลมให้เขาได้อยู่ในสาขาเดิมต่อไป
ห้องอาจารย์ใหญ่เคยเป็นอย่างไรตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ดูสงบเงียบและน่าหวาดหวั่นพิกล อาจารย์ใหญ่กับอาจารย์หนุ่มสาวอีกสามคนยืนประจันหน้ากัน ลางสังหรณ์อันแม่นยำบอกกับดาริอุสอีกว่าเขากำลังถูกชิงตัวโดยอาจารย์ทั้งสามคน และแล้วเขาก็นึกถึงคำพูดของอาจารย์ใหญ่คนเก่าตอนเรียนสังคมและประวัติศาสตร์เมื่อวานนี้ อาจารย์ทั้งสามคนชื่นชอบการล้อเล่นแรงๆ อาจารย์ใหญ่คนเก่าจึงต้องอยู่เพื่อปรามอาจารย์ทั้งสามคนให้อยู่กับร่องกับรอย
“เธอทดสอบผ่านทั้งสามสาขาลาร์ธาเนีย” อาจารย์บริดจ์แมนคนน้องพูดอย่างเคร่งขรึม ไม่มีรอยยิ้มใจดีหรือประกายตาวิบวับเหมือนตอนสอนหนังสือ “ท่านว่าควรจะทำอย่างไรดีเคน”
อาจารย์ใหญ่ประสานมือครุ่นคิด หากแต่ตัวดาริอุสเองยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า สอบผ่านทั้งสามสาขา นี่เขาต้องเรียนวิชาของสาขาอื่นด้วยหรือ อย่างน้อยเขาก็ไม่ถูกส่งตัวกลับบ้านทันที เขาหวังว่าอย่างน้อยอาจารย์ใหญ่จะช่วยไขข้อข้องใจให้เขาได้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป หากคาร์ลรู้เข้าคงตื่นเต้นแล้วรีบอธิบายว่ามันหมายความว่าอย่างไรแน่
“เขาต้องย้ายไปอยู่สาขาผู้ใช้เวท” อาจารย์คัลวินกระชากเสียง “อย่างที่ข้าอธิบาย รูปลักษณ์พลังเวทของเขาคือดาบเล่มยักษ์ เขาเหมาะจะอยู่สาขาผู้ใช้เวทมากที่สุด”
มือทั้งสองข้างของอาจารย์บริดจ์แมนคนพี่เปล่งแสงสีเหลืองทองพร้อมใช้กำลังช่วงชิงตัวนักเรียนอย่างดุเดือด อาจารย์เรนฟอร์ดที่ปกติเยือกเย็นก็พลอยเลือดร้อนไปด้วย ผนังห้องด้านหนึ่งกลายเป็นสีดำสนิทเหมือนกลุ่มก้อนก่อนเรียกใช้สัตว์ปิศาจ ดาริอุสคิดว่าได้ยินเสียงขู่คำรามจากด้านในลึกๆ
“อยากใช้กำลังก็บอกเสียแต่แรกสิ” อาจารย์ประจำแผนกผู้ใช้สัตว์ปิศาจกระซิบเบาๆ ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองเพื่อนอาจารย์ไม่ละสายตา
“หยุดทั้งคู่นั่นละ!” อาจารย์หญิงคนเดียววาดดาบออกเบื้องหน้า แสงสีและความมืดหายไปในพริบตา ดาริอุสคาดว่ามีเพียงอาจารย์ซานเดรียเท่านั้นที่กำราบอาจารย์สองคนอยู่ “ไม่คิดถามเด็กนักเรียนก่อนหรือ”
"ขอบใจซานเดรีย...ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกเลวิส คนที่สามารถเรียนรู้วิชาสามอย่างได้อย่างเท่าเทียมไม่ได้พบกันง่ายๆ ส่วนมากจะสืบทอดความสามารถนี้มาทางสายเลือด ไม่แน่ทวดหรือบรรพบุรุษคนใดคนหนึ่งของเธออาจเป็นผู้บรรลุศาสตร์ทั้งสามก็ได้
“อย่างที่เข้าใจกันว่าผู้วิเศษอย่างเราๆมีสิ่งที่ถนัดและไม่ถนัด แต่จะมีส่วนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ เข้าใจ และแสดงพลังทั้งสามออกมาได้อย่างเท่าเทียม ส่วนหนึ่งที่ครูว่ามันเป็นจำนวนที่น้อย ร้อยคนอาจมีสักคนเดียวที่เป็นอย่างเธอ” อาจารย์ใหญ่ยืนนิ่งถอนหายใจเฮือกเมื่อเห็นการกระทำของอาจารย์ทั้งสอง อาจารย์หญิงลดดาบลงช้าๆเพื่อให้แน่ใจว่าพี่ชายกับเพื่อนชายจะไม่อาละวาดอีก อาจารย์ใหญ่จึงอธิบายเสริมสั้นๆ ว่าอาจารย์ทั้งสามต้องการตัวคนมีความสามารถอย่างเขาเพื่อประดับสาขาและถ่ายทอดความรู้ให้อย่างเต็มที่
“ขอถามอีกครั้งเลวิส เธอยังอยากอยู่สาขาผู้ใช้สัตว์ปิศาจอยู่ใช่หรือไม่” อาจารย์เรนฟอร์ดพูดเบาๆ
“ขอรับอาจารย์” ดาริอุสตอบโดยไม่ต้องคิด
“ข้ายอมตามความคิดของเด็กน้อยคนนี้” อาจารย์ซานเดรียเก็บดาบเข้าฝัก “คะแนนเสียงสองต่อหนึ่ง เธอเรียนอยู่สาขาเดิมได้ แต่ว่าต้องลงเรียนวิชาหลักการใช้อาวุธเวทด้วย”
“ทำไมล่ะขอรับ” ดาริอุสนึกภาพอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางนักเรียนสาขาอื่นไม่ออก
“เพราะรายวิชาความรู้เบื้องต้นฯจะมีสอบการใช้อาวุธด้วย ปล่อยให้ใช้ผิดใช้ถูกประเดี๋ยวก็กลายเป็นฆ่าตัวตายไปหรอก เหมือนกับครูตอนนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นข้าน้อยขอตัวกลับก่อนนะขอรับ ขอบคุณขอรับอาจารย์อเล็กซานเดรีย” ดาริอุสขอบคุณอาจารย์แล้วรีบออกจากห้องอาจารย์ใหญ่ ตรงรี่ไปหาคาร์ลที่ห้องหนังสือเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง...
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ วิชาที่เรียนในวันนี้คือคำนวณและสัตว์ปิศาจวิทยา วิชาคำนวณเขาต้องเรียนกับสาขาผู้ใช้เวทแต่วิชาสัตว์ปิศาจวิทยามีเพียงสาขาผู้ใช้สัตว์ปิศาจเท่านั้นที่เรียน และเป็นวิชาหนึ่งที่เขารอคอย คาร์ลบอกว่ามันเกี่ยวกับสัตว์วิเศษชนิดต่างๆ ดาริอุสไม่ค่อยถูกโรคกับสัตว์ธรรมดา แต่กับสัตว์วิเศษมันแตกต่างออกไป ราวกับเขาคือพวกเดียวกับมัน
“มาแล้วเขียนชื่อที่ใบนี้” เฟฟนิล มังกรครึ่งมนุษย์คู่หูของอาจารย์มีเดียยื่นกระดาษพร้อมแผ่นรองเขียนให้ วันนี้พวกเขาต้องมาเรียนที่สนามสอบเหมือนวิชาโคลงมนตราเบื้องต้น ดาริอุสรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นรถเข็นบรรทุกลูกมังกรร่วมสิบตัวเอาไว้ “ตรงนั้นหยุดได้แล้ว จะได้ทุกคนหลังเลิกคาบ”
“วันนี้เป็นวันแรกแต่เราจะเรียนเรื่องมังกรกัน” เฟฟนิลผู้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำวิชาประกาศเมื่อเริ่มคาบเรียน ทำให้ดาริอุสสงสัยว่านางมีหน้าที่ทำอะไรกันแน่ “เป็นโครงการของวิชานี้ที่ทุกคนจะได้ลูกมังกรไปเลี้ยง แล้วส่งรายงานเรื่องการดูแลและลักษณะการกิน ชีวิตประจำวัน และเรื่องต่างๆเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อสิ้นปีจะมีการตัดสินและให้คะแนน คนไหนเลี้ยงได้ดีจะได้รับไปเลี้ยงต่อ คนไหนเลี้ยงได้แย่จะขอเรียกคืนและปรับตก”
“มังกรทุกตัวอายุหนึ่งสัปดาห์” เฟฟนิลตะโกนแข่งกับนักเรียนที่กำลังจับฉลากเลือกลูกมังกรกันอยู่ “ทุกคนจะต้องเขียนชื่อตัวและชื่อใหม่ของลูกมังกรทุกตัวด้านหลังลักษณะประจำตัว”
ดูเหมือนเฟฟนิลจะยอมแพ้นักเรียนโดยดุษณี นางไม่ตะโกนแข่งกับนักเรียนแล้วแต่หันมาแจกลูกมังกรแทน พวกมังกรเด็กทุกตัวน่าตาสดใส มีตั้งแต่สีเขียวสดไปถึงสีดำสนิท ร่างใหญ่กว่าลูกหมาเล็กน้อยไม่รับกับปีกขนาดใหญ่บนหลัง คาร์ลบอกว่าพวกมันคือมังกรธรรมดาไม่ใช่มังกรบินที่มีปีกแทนขาคู่หน้า หรือมังกรดินที่ไม่มีขาคู่หน้าและไม่มีปีก ดาริอุสได้มังกรน้อยตัวสีดำมาเลี้ยง เกล็ดสีดำเป็นมันปลาบกับดวงตาสีเหลืองอำพันสร้างความรู้สึกน่าเกรงขามกว่ามังกรเกล็ดฟ้าของคาร์ล
(มีต่อ)
โรงเรียนอสูรโคลโบลท์ ตอนที่ 4
“ทำไมจึงอยากเห็นอะไรพิเศษนักล่ะ” คาร์ลถามระหว่างช่วยกันรดน้ำต้นไม้ในเรือนกระจกตอนเช้า วันนี้พวกเขามีเรียนตอนสายจึงมีเวลาจ้อเหลือเฟือตอนทำงาน
“ไม่รู้สิ อย่างน้อยก็อยากรู้ให้ชัดไปเลยว่ามันคืออะไร” ดาริอุสส่ายบัวรดน้ำเบาๆพอเป็นพิธีก่อนจะไปตักน้ำจากในถังไม้มารดต่ออีก
“ตรงไม้เลื้อยนั่นน้ำน้อยหน่อยก็ได้” เสียงคนสวนร้องทักยุติการสนทนาชั่วคราว เพราะพวกเขายังมีงานย้ายกระสอบดินกับขี้เลื่อยรออยู่อีก แถมต่อจากนี้ยังมีวิชาตรรกศาสตร์ที่ดาริอุสไม่ชอบชื่อมันเลยอีกด้วย
“วิชาโคลงมนตราเบื้องต้นนี่เราเรียนร่วมกับสาขาผู้ใช้เวทด้วย”
เสื้อคลุมสีฟ้าดูโดดเด่นเมื่ออยู่ท่ามกลางเสื้อสีน้ำตาลดำของสาขาผู้ใช้สัตว์ปืศาจ ดาริอุสทักทายมัลค่อมและแนะนำให้รู้จักกับคาร์ลก่อนนั่งลงบนพื้นหญ้าใกล้ๆเพื่อนทั้งสอง ไม่ทันซักถามอาจารย์คัลวินก็เริ่มต้นคาบเรียนด้วยการแนะนำตัวอีกครั้งแล้วเริ่มซักถามนักเรียนเกี่ยวกับโคลงมนตรา
“เอเมรัล” อาจารย์เรียกชื่อนักเรียนสาขาผู้ใช้เวทคนหนึ่งที่ยกมือเมื่อได้ยินคำถามของอาจารย์
“โคลงมนตราในทางเวทมนตร์เป็นการกล่าวถึงเทพเจ้าเพื่อยืมพลัง แต่ในทางผู้ใช้สัตว์ปิศาจจะเป็นการเรียกสัตว์ปิศาจออกมาจากต่างมิติ”
“ในทางสัตว์ปิศาจแล้วโคลงจะเป็นการขานลักษณะและชื่อของสัตว์ปิศาจตนนั้นๆเพื่อเรียกมันออกมาจากมิติปิศาจ” อาจารย์ดีดนิ้วเปาะ ต้นหญ้าด้านหลังก็ชูช่องอกงามขึ้นสูงท่วมหัว “ครูจะแสดงพลังเวทเมื่อใช้โคลงมนตราให้ดูก่อน” อาจารย์บริดจ์แมนคนพี่ดีดนิ้วอีกครั้ง พลันเกิดเปลวไฟเผาผลาญกอหญ้า พระเพลิงลามเลียเปล่งรัศมีความร้อนจนสามารถสัมผัสได้แม้จะอยู่ห่างไปเกือบห้าหลา
"ข้าแต่เทพแห่งน้ำแข็งผู้งดงาม ขอลมหายใจของท่านปัดเป่าเพลิงกาฬให้ดับดิ้น ลมน้ำแข็ง!" สายลมสีเงินพุ่งออกมาทางอาจารย์คัลวิน พุ่งเข้าสู่เปลวไฟร้อนแรงจนอากาศร้อนหดหาย กอหญ้าสูงท่วมหัวกลับมีน้ำแข็งเกาะรอบๆแทบไม่เห็นเค้าของไฟเลยนอกจากรอยไหม้กระดำกระด่าง “เป็นที่รู้กันว่าธาตุน้ำแข็งแพ้ธาตุไฟ อย่างน้อยก็ทำให้เราเปรียบเทียบพลังระหว่างการใช้โคลงมนตรากับไม่ใช้”
“เสือขาว” อาจาร์คัลวินสร้างกลุ่มก้อนอากาศสีดำขึ้นเพื่อเรียกสัตว์ปิศาจออกมา สัตว์ปิศาจที่ออกมาคราวนี้เป็นเสือใหญ่ลำตัวเป็นสีขาวริ้วดำเหมือนเสือธรรมดา “กายาขาวดุจหิมะ กรงเล็บกางกระ มหันต์ภัยหายนะ ข้าขอเอ่ยนาม ราชาเสือขาวโคกรา” สัตว์อสูรที่ออกมาจากเมฆสีดำเป็นเสือขาวเหมือนกับคราวแรก ผิดกันที่ตัวที่สองมีขนเหลือบเงินเหมือนกำมะหยี่
“สัตว์ปิศาจที่เรียกออกมาด้วยโคลงมนตรามีระดับราชา และจักรพรรดิ ไม่นับรวมระดับจอมจักรพรรดิที่มีแต่นักเรียกสัตว์ปิศาจระดับสูงจึงจึงจะเรียกออกมาได้” อาจารย์บอกให้นักเรียนจดต่อพลางไล่เสือทั้งสองตัวให้ไปยืนห่างจากกลุ่มนักเรียนพอสมควรก่อนสั่งให้ทั้งสองสู้กัน
เสือขาวสองตัวคำรามพอเป็นพิธี เสือตัวแรกกระโจนเข้าใส่อย่างดุร้าย ตัวที่สองหลบวูบก่อนใช้ฝ่าเท้าที่ใหญ่ขนาดชามย่อมๆตะปบลงบนหัวของคู่ต่อสู้ ไม่มีเลือดแต่มีเสียงกระดูกหักดังสนั่นก่อนเสือตัวแรกจะค่อยๆจงหายไปในอากาศ นักเรียนสาขาผู้ใช้เวทฮือฮาเพราะเพิ่งเห็นการเรียกสัตว์ปิศาจชัดๆคราวนี้เอง
“เห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสองตัวหรือเปล่า มันไม่ตายหรอกแต่หายตัวกลับโลกสัตว์ปิศาจน่ะ” อาจารย์ดีดนิ้วแล้วเสืออีกตัวก็หายไป “น่าเสียดายที่ต้องมีความสามารถของผู้ใช้สัตว์ปิศาจจึงเรียกออกมาได้ ผิดกับโคลงมนตราเวทที่ทุกคนสามารถใช้ได้ อยากลองไหมเลวิส”
แล้วอาจารย์ก็เรียกดาริอุสออกมาอย่างที่เขาหวังไว้ ในใจของเขาส่วนหนึ่งอยากรู้ว่าตัวจะทำอย่างนั้นได้หรือไม่ อีกส่วนหนึ่งกลับไม่อยากทำเพราะมันอาจแสดงว่าเขาสมควรอยู่สาขาผู้ใช้เวทมากกว่า เขาเดินไปอยู่หน้ากลุ่มนักเรียนแล้วจดจำโคลงมนตราที่อาจารย์ร่ายให้ฟัง
“ข้าแต่เทพแห่งความตายผู้เที่ยงธรรม ขอพระองค์จงมอบดาบแห่งพลังเวทของข้าเจ้าด้วย ดาบมนตรา!”
เขาเน้นเสียงตรงตอนท้ายอย่างที่อาจารย์บอก ไม่ทันสิ้นเสียงก็ปรากฏดาบขนาดใหญ่ขึ้นในมือของดาริอุส มันเป็นดาบสีดำสนิทยาวและใหญ่เท่าตัวคน เขาไม่รู้ว่าสามารถคอนดาบใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร ด้วยความตกใจหรืออะไรไม่รู้แน่ทำให้ดาริอุสกำด้ามดาบด้วยสองมือพยายามเกร็งมือให้รูปลักษณ์ของมันคงสภาพต่อเนื่อง ไม่ถึงอึดใจดาบสีดำสนิทก็หายไปในอากาศ เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถใช้เวทมนตร์ได้
“จดโคลงตามด้วยสิ” อาจารย์คัลวินยิ้มให้ดาริอุสระหว่างเดินกลับที่นั่ง เขาพนันได้เลยว่ามันคือสัญลักษณ์ของผู้ใช้เวทที่ดี “การเรียนวิชานี้จะต้องเรียนรู้และจดจำโคลงมนตราให้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นโคลงแบบไหนก็ต้องจำและใช้ไห้ได้ ยกเว้นโคลงเรียกสัตว์ปิศาจ”
“ยากหรือเปล่า” มัลค่อมถามเบาๆ ดาริอุสส่ายหัวพยายามเชื่อให้ได้ว่าการที่ดาบมีขนาดใหญ่เกิดจากโคลงมนตราไม่ใช่พลังของเขา...
ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกกับดาริอุสว่าเขาจะถูกทดสอบอีกครั้งในวันศุกร์คาบวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์ แล้วก็เป็นจริงเสียด้วย อาจารย์ซานเดรียบอกกับเด็กสาขาผู้ใช้อาวุธเวทและสาขาผู้ใช้สัตว์ปิศาจว่าทุกคนจะต้องมีอาวุธประจำตัวคนละอย่าง พร้อมกันนั้นอาจารย์หญิงก็เปิดตัวแท่นกระจกสำหรับคัดเลือกอาวุธประจำตัว พวกเขาจะต้องวางมือลงบนแท่นกระจก ด้วยพลังเวทหรืออะไรสักอย่างแท่นกระจกจะบันทึกลงกระดาษข้างใต้ว่าเป็นอาวุธชนิดใด เป็นอาวุธเวทหรือไม่
“ของเธอคือกริชเลวิส” อาจารย์บริดจ์แมนคนน้องทำให้ดาริอุสประหลาดใจ เขาคิดว่าอาวุธประจำตัวของเขาน่าจะเป็นพวกจอบ เสียม หรืออะไรทำนองนั้น “จบคาบไปห้องอาจารย์ใหญ่กับครูด้วย” เขาพร้อมพนันกับคาร์ลว่าตัวเขามีคุณสมบัติเหมาะจะเรียนสาขาผู้ใช้อาวุธเวทด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้นผลการทดสอบจะเป็นอย่างไร ดาริอุสบนบานต่อเทพีแห่งสายลมให้เขาได้อยู่ในสาขาเดิมต่อไป
ห้องอาจารย์ใหญ่เคยเป็นอย่างไรตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ดูสงบเงียบและน่าหวาดหวั่นพิกล อาจารย์ใหญ่กับอาจารย์หนุ่มสาวอีกสามคนยืนประจันหน้ากัน ลางสังหรณ์อันแม่นยำบอกกับดาริอุสอีกว่าเขากำลังถูกชิงตัวโดยอาจารย์ทั้งสามคน และแล้วเขาก็นึกถึงคำพูดของอาจารย์ใหญ่คนเก่าตอนเรียนสังคมและประวัติศาสตร์เมื่อวานนี้ อาจารย์ทั้งสามคนชื่นชอบการล้อเล่นแรงๆ อาจารย์ใหญ่คนเก่าจึงต้องอยู่เพื่อปรามอาจารย์ทั้งสามคนให้อยู่กับร่องกับรอย
“เธอทดสอบผ่านทั้งสามสาขาลาร์ธาเนีย” อาจารย์บริดจ์แมนคนน้องพูดอย่างเคร่งขรึม ไม่มีรอยยิ้มใจดีหรือประกายตาวิบวับเหมือนตอนสอนหนังสือ “ท่านว่าควรจะทำอย่างไรดีเคน”
อาจารย์ใหญ่ประสานมือครุ่นคิด หากแต่ตัวดาริอุสเองยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า สอบผ่านทั้งสามสาขา นี่เขาต้องเรียนวิชาของสาขาอื่นด้วยหรือ อย่างน้อยเขาก็ไม่ถูกส่งตัวกลับบ้านทันที เขาหวังว่าอย่างน้อยอาจารย์ใหญ่จะช่วยไขข้อข้องใจให้เขาได้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป หากคาร์ลรู้เข้าคงตื่นเต้นแล้วรีบอธิบายว่ามันหมายความว่าอย่างไรแน่
“เขาต้องย้ายไปอยู่สาขาผู้ใช้เวท” อาจารย์คัลวินกระชากเสียง “อย่างที่ข้าอธิบาย รูปลักษณ์พลังเวทของเขาคือดาบเล่มยักษ์ เขาเหมาะจะอยู่สาขาผู้ใช้เวทมากที่สุด”
มือทั้งสองข้างของอาจารย์บริดจ์แมนคนพี่เปล่งแสงสีเหลืองทองพร้อมใช้กำลังช่วงชิงตัวนักเรียนอย่างดุเดือด อาจารย์เรนฟอร์ดที่ปกติเยือกเย็นก็พลอยเลือดร้อนไปด้วย ผนังห้องด้านหนึ่งกลายเป็นสีดำสนิทเหมือนกลุ่มก้อนก่อนเรียกใช้สัตว์ปิศาจ ดาริอุสคิดว่าได้ยินเสียงขู่คำรามจากด้านในลึกๆ
“อยากใช้กำลังก็บอกเสียแต่แรกสิ” อาจารย์ประจำแผนกผู้ใช้สัตว์ปิศาจกระซิบเบาๆ ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองเพื่อนอาจารย์ไม่ละสายตา
“หยุดทั้งคู่นั่นละ!” อาจารย์หญิงคนเดียววาดดาบออกเบื้องหน้า แสงสีและความมืดหายไปในพริบตา ดาริอุสคาดว่ามีเพียงอาจารย์ซานเดรียเท่านั้นที่กำราบอาจารย์สองคนอยู่ “ไม่คิดถามเด็กนักเรียนก่อนหรือ”
"ขอบใจซานเดรีย...ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกเลวิส คนที่สามารถเรียนรู้วิชาสามอย่างได้อย่างเท่าเทียมไม่ได้พบกันง่ายๆ ส่วนมากจะสืบทอดความสามารถนี้มาทางสายเลือด ไม่แน่ทวดหรือบรรพบุรุษคนใดคนหนึ่งของเธออาจเป็นผู้บรรลุศาสตร์ทั้งสามก็ได้
“อย่างที่เข้าใจกันว่าผู้วิเศษอย่างเราๆมีสิ่งที่ถนัดและไม่ถนัด แต่จะมีส่วนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ เข้าใจ และแสดงพลังทั้งสามออกมาได้อย่างเท่าเทียม ส่วนหนึ่งที่ครูว่ามันเป็นจำนวนที่น้อย ร้อยคนอาจมีสักคนเดียวที่เป็นอย่างเธอ” อาจารย์ใหญ่ยืนนิ่งถอนหายใจเฮือกเมื่อเห็นการกระทำของอาจารย์ทั้งสอง อาจารย์หญิงลดดาบลงช้าๆเพื่อให้แน่ใจว่าพี่ชายกับเพื่อนชายจะไม่อาละวาดอีก อาจารย์ใหญ่จึงอธิบายเสริมสั้นๆ ว่าอาจารย์ทั้งสามต้องการตัวคนมีความสามารถอย่างเขาเพื่อประดับสาขาและถ่ายทอดความรู้ให้อย่างเต็มที่
“ขอถามอีกครั้งเลวิส เธอยังอยากอยู่สาขาผู้ใช้สัตว์ปิศาจอยู่ใช่หรือไม่” อาจารย์เรนฟอร์ดพูดเบาๆ
“ขอรับอาจารย์” ดาริอุสตอบโดยไม่ต้องคิด
“ข้ายอมตามความคิดของเด็กน้อยคนนี้” อาจารย์ซานเดรียเก็บดาบเข้าฝัก “คะแนนเสียงสองต่อหนึ่ง เธอเรียนอยู่สาขาเดิมได้ แต่ว่าต้องลงเรียนวิชาหลักการใช้อาวุธเวทด้วย”
“ทำไมล่ะขอรับ” ดาริอุสนึกภาพอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางนักเรียนสาขาอื่นไม่ออก
“เพราะรายวิชาความรู้เบื้องต้นฯจะมีสอบการใช้อาวุธด้วย ปล่อยให้ใช้ผิดใช้ถูกประเดี๋ยวก็กลายเป็นฆ่าตัวตายไปหรอก เหมือนกับครูตอนนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นข้าน้อยขอตัวกลับก่อนนะขอรับ ขอบคุณขอรับอาจารย์อเล็กซานเดรีย” ดาริอุสขอบคุณอาจารย์แล้วรีบออกจากห้องอาจารย์ใหญ่ ตรงรี่ไปหาคาร์ลที่ห้องหนังสือเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง...
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ วิชาที่เรียนในวันนี้คือคำนวณและสัตว์ปิศาจวิทยา วิชาคำนวณเขาต้องเรียนกับสาขาผู้ใช้เวทแต่วิชาสัตว์ปิศาจวิทยามีเพียงสาขาผู้ใช้สัตว์ปิศาจเท่านั้นที่เรียน และเป็นวิชาหนึ่งที่เขารอคอย คาร์ลบอกว่ามันเกี่ยวกับสัตว์วิเศษชนิดต่างๆ ดาริอุสไม่ค่อยถูกโรคกับสัตว์ธรรมดา แต่กับสัตว์วิเศษมันแตกต่างออกไป ราวกับเขาคือพวกเดียวกับมัน
“มาแล้วเขียนชื่อที่ใบนี้” เฟฟนิล มังกรครึ่งมนุษย์คู่หูของอาจารย์มีเดียยื่นกระดาษพร้อมแผ่นรองเขียนให้ วันนี้พวกเขาต้องมาเรียนที่สนามสอบเหมือนวิชาโคลงมนตราเบื้องต้น ดาริอุสรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นรถเข็นบรรทุกลูกมังกรร่วมสิบตัวเอาไว้ “ตรงนั้นหยุดได้แล้ว จะได้ทุกคนหลังเลิกคาบ”
“วันนี้เป็นวันแรกแต่เราจะเรียนเรื่องมังกรกัน” เฟฟนิลผู้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำวิชาประกาศเมื่อเริ่มคาบเรียน ทำให้ดาริอุสสงสัยว่านางมีหน้าที่ทำอะไรกันแน่ “เป็นโครงการของวิชานี้ที่ทุกคนจะได้ลูกมังกรไปเลี้ยง แล้วส่งรายงานเรื่องการดูแลและลักษณะการกิน ชีวิตประจำวัน และเรื่องต่างๆเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อสิ้นปีจะมีการตัดสินและให้คะแนน คนไหนเลี้ยงได้ดีจะได้รับไปเลี้ยงต่อ คนไหนเลี้ยงได้แย่จะขอเรียกคืนและปรับตก”
“มังกรทุกตัวอายุหนึ่งสัปดาห์” เฟฟนิลตะโกนแข่งกับนักเรียนที่กำลังจับฉลากเลือกลูกมังกรกันอยู่ “ทุกคนจะต้องเขียนชื่อตัวและชื่อใหม่ของลูกมังกรทุกตัวด้านหลังลักษณะประจำตัว”
ดูเหมือนเฟฟนิลจะยอมแพ้นักเรียนโดยดุษณี นางไม่ตะโกนแข่งกับนักเรียนแล้วแต่หันมาแจกลูกมังกรแทน พวกมังกรเด็กทุกตัวน่าตาสดใส มีตั้งแต่สีเขียวสดไปถึงสีดำสนิท ร่างใหญ่กว่าลูกหมาเล็กน้อยไม่รับกับปีกขนาดใหญ่บนหลัง คาร์ลบอกว่าพวกมันคือมังกรธรรมดาไม่ใช่มังกรบินที่มีปีกแทนขาคู่หน้า หรือมังกรดินที่ไม่มีขาคู่หน้าและไม่มีปีก ดาริอุสได้มังกรน้อยตัวสีดำมาเลี้ยง เกล็ดสีดำเป็นมันปลาบกับดวงตาสีเหลืองอำพันสร้างความรู้สึกน่าเกรงขามกว่ามังกรเกล็ดฟ้าของคาร์ล
(มีต่อ)