โรงเรียนอสูรโคลโบลท์ ตอนที่ 9

กระทู้สนทนา
วันรุ่งขึ้นหลังจากการทดสอบกับอาจารย์คัลวินดาริอุสก็ได้เข้ารับการทดสอบกับอาจารย์เรนฟอร์ดเลย เขาได้รับอนุญาตให้โดดวิชาคำนวณและสัตว์ปิศาจวิทยาได้ โดยมีคาร์ลคอยจดการบ้านและดูแลครีดให้ระหว่างที่เขาไปฝึกในมิติสัตว์ปิศาจ กุญแจสำหรับไขให้คนเข้าไปยังโลกของสัตว์ปิศาจจะแตกต่างกันออกไป สำหรับอาจารย์เรนฟอร์ด มันคือจี้ที่ทำจากเปลือกไข่ ทำให้นึกถึงเรื่องอาจารย์คัลวินเล่าให้ฟังได้ดี

    “ฝากดูแลทางนี้ด้วยนะคัลวิน ไปส่งเสร็จจะรีบกลับมา” อาจารย์เรนฟอร์ดจะเป็นผู้พาดาริอุสเข้าไปรับการทดสอบเอง อ้างว่าปลอดภัยกว่าให้พี่ของอาจารย์เป็นคนพาไป “พร้อมแล้วเดินเข้าไปเลยเลวิส ครูจะตามไปติดๆ”

    ดาริอุสผู้อยู่ในชุดเตรียมพร้อมคาดดาบทวิธาตุไปด้วยยืนจดๆจ้องๆหน้าประตูมิติสีดำที่วนเป็นลายก้นหอย แล้วตัดสินใจเดินผ่านไป ความรู้สึกเหมือนร่วงทะลุผิวน้ำลงไปในทะเลสาบที่หายใจได้ อากาศไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไปนัก ด้านหลังอาจารย์เรนฟอร์ดตามมาติดๆก่อนประตูมิติจะหายไป

    “รออยู่ที่นี่ก่อน ประเดี๋ยวคนนำทางก็มา”

    ดาริอุสมองไปรอบตัว จุดที่พวกเขายืนอยู่เป็นลานกว้างล้อมรอบด้วยต้นไม้หินที่มีเปลวไฟแทนใบไม้ ดูเหมือนสวรรค์สำหรับฟ้าใสที่กินไฟเป็นของว่างได้ แล้วลำแสงสีน้ำเงินก็ปรากฏขึ้นข้างหน้า คนครึ่งนกตนนั้นยืนเท้าสะเอวด้วยความสงสัย

    “มิติสัตว์ปิศาจยินดีต้อนรับ อยากให้พูดแบบนี้ใช่ไหม” คนครึ่งนกดักคอ

    “เด็กคนนี้ต้องการความแข็งแกร่งเรมิเอล เขาเชื่อว่าการทดสอบจะช่วยได้” อาจารย์เรนฟอร์ดเจรจา

    “เห็นพูดแบบนี้ทุกราย” ชายครึ่งนกโบกมือเบาๆ อ่างน้ำหินอ่อนงอกขึ้นจากพื้นดินแห้งกรังราวต้นไม้สีขาว ข้างในมีน้ำใสบริสุทธิ์อยู่ “หลานของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ลูกของเจ้าบ้านน่ะ”

    “แข็งแรงดี อีกไม่กี่ปีก็เข้ามารับการทดสอบเจ้าบ้านได้แล้ว”

    “มาสิข้าจะเอ็นดูอย่างดีทีเดียว” ชายครึ่งนกยิ้มเหี้ยมเกรียม “จับขอบอ่างแล้วขอสิ่งที่ต้องการ มันจะบอกเงื่อนไขการทดสอบและกุญแจให้ ยิ่งขอสิ่งสูงบททดสอบก็ยิ่งสูงตามไปด้วย”

    ดาริอุสใช้มือจับขอบอ่างน้ำแล้วบอกมันตรงๆลงไปว่าอยากแข็งแกร่งขึ้น มันสว่างวาบเป็นสีเหลืองแล้วปรากฏภาพ ชายหญิงคู่หนึ่งเดินทางราวกับกำลังไปหาบางสิ่ง และเขี้ยวของตัวอะไรสักอย่าง ซึ่งเขาสันนิษฐานว่าเป็นของพวกสัตว์เลื้อยคลาน

    “เดี๋ยวๆๆ ทำไมเป็นพวกท่านๆเหล่านั้นไปได้” ชายครึ่งนกอุทานกับตัวเองเบาๆ “แล้วนั่นเขี้ยวมังกรไม่ใช่หรือ”

    ไม่ทันให้ดาริอุสสอบถามก็มีแสงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นมาอีก ชายหญิงคู่หนึ่งอายุราวยี่สิบปียืนอยู่ใจกลางแสงนั้น ท่าทางแข็งแกร่งพอสมควร ผู้ชายมีผมและดวงตาสีน้ำตาลซุกซน ส่วนผู้หญิงมีผมสีเขียวยาวสลวยและใบหน้าที่งดงามรามมังกรครึ่งมนุษย์

    “สวัสดีดาเรีย ข้าอยากให้ช่วยสักหน่อย” ชายผมน้ำตาลพูดกับคนครึ่งนก มันก้มหัวพินอบพิเทา “เชือกทวีอาคม เนอร์วาน่าบอกว่าอยู่ในโลกสัตว์ปิศาจ พวกเราต้องการมัน”

    “ให้มันได้แบบนี้เวลาเลือกวันพักผ่อนสิน่า” ชายครึ่งนกกระซิบกับตัวเองด้วยเสียงอันดัง ก่อนก้มหัวพูดอย่างสุภาพ “เชือกทวีอาคมนั้นเทพีแห่งดินแดนนี้เป็นผู้เก็บรักษาไว้ ปราสาทของพระนางอยู่ทางตะวันออกจากนี้...แต่นายท่านจะรังเกียจหรือเปล่าขอรับ หากให้เด็กคนนี้เดินทางไปด้วย”

    “ข้านึกว่ามีคนอยู่เป็นประจำเสียอีก” ชายผมน้ำตาลเกาหัว

    “ปกติก็ไม่ค่อยมีมนุษย์อยู่หรอกนอกจากเทพีไวน์ขอรับ” ชายครึ่งนกตอบอย่างสุภาพ ไม่มีอาการพองขนแบบเดียวกับตอนพูดกับดาริอุสหรืออาจารย์เลย “เด็กคนนี้เข้ามารับการทดสอบเพื่อพลังอำนาจ การทดสอบของเขาคือการช่วยเหลือพวกท่าน จะได้หรือไม่ขอรับ”

    “ดีสิมีคนช่วยอีกแรง! แล้วเขาเป็นใครกัน”

    “เด็กนักเรียนจากดินแดนอื่นขอรับ เขามารับการทดสอบกับคงมีฝีมือพอตัว” คนครึ่งนกก้าวถอยหลังให้คนทั้งสองกลุ่มทำความรู้จักกันเอง

    “ในเมื่อรู้แล้วว่าภารกิจของเธอคืออะไรครูก็กลับไปสอนได้” อาจารย์เรนฟอร์ดไม่มีทีท่าว่าอยากทำความรู้จักกับสองคนนั้นสักนิด “ฝากเลวิสด้วยนะเรมิเอล”

    “เป็นหน้าที่ต่างหากเอริค” ชายครึ่งนกพองขนใส่ “ข้าได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้เข้ารับการทดสอบในมิติสัตว์ปิศาจอยู่แล้ว”

    อาจารย์เรนฟอร์ดให้กำลังใจด้วยการตบบ่าดาริอุสเบาๆ จากนั้นก็ใช้กุญแจของตนเปิดช่องว่างกลับออกไปมิติของพวกเขา ทิ้งดาริอุสไว้กับคนหนุ่มสาวคู่นี้กับคนครึ่งนกปากมาก ทั้งสามเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง จนชายผมน้ำตาลเปิดปากทักขึ้นก่อน

    “สวัสดีข้าชื่อดาริอุส ดรากาน ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายผมน้ำตาลก้มหัวทักทายตามธรรมเนียมของเขา “ส่วนนั่นคือลาควีล่า...ชื่อสกุลเจ้าคืออะไรนะไลล่า แบล็คสโตนหรือเฟียร์เลส ข้าเลือกให้ไม่ถูกจริงๆ”

    “ลาเรสต่างหาก ลาควีล่า ลาเรส เรียกไลล่าก็ได้” หญิงสาวดูหงุดหงิดที่ถูกพูดล้อเล่นแบบนั้น “หากเจ้าลืมชื่อสกุลข้าอีกครั้ง ข้าจะจับมันยัดลงปากเจ้าให้เอง”

    “ข้าดาริอุส เลวิสขอรับ เรียนสาขาผู้เรียกสัตว์ปิศาจปีแรก”

    “ชื่อเหมือนกันแบบนี้เรียกกันด้วยชื่อสกุลดีกว่านะเลวิส” ชายผมน้ำตาลพูดอย่างร่าเริง “ที่ๆเจ้ามาเป็นอย่างไร สอนเรียกสัตว์ปิศาจด้วยหรือ เล่าให้ฟังบ้างสิ...”

    ชายผมน้ำตาลกระตือรือร้นที่จะได้รู้เรื่องของดาริอุส ทว่าหญิงสาวผมเขียวจ้องมองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ราวกับถามว่ามันใช่เวลาไหม

    “ไปทางนั้นขอรับนายท่าน” ชายครึ่งนกเตือนว่าตนก็ยังอยู่ตรงนั้นด้วย “ท่านลาควีล่ากรุณาอย่าเรียกข้าน้อยมารับมือสัตว์อื่นนะขอรับ ข้าน้อยต้องเป็นธรรมกับทุกชีวิตที่นี่...ส่วนเจ้าหนู หากกลัวอยากยกเลิกก็เรียกชื่อข้าเรมิเอล ข้าจะไปรับเจ้ากลับออกไปเอง” ดาริอุสทำหน้าเหม็นเบื่อกับการปฏิบัติที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว

    “เดินไปคุยไปก็ได้กระมัง” ชายผมน้ำตาลหัวเราะแล้วชวนดาริอุสกับหญิงสาวออกเดินไปตามทางสายหนึ่งที่คนครึ่งนกชี้บอก น่าแปลกที่ทั้งคู่แทบไม่มีสัมภาระอะไรมาเลยนอกจากอาวุธและอาหารติดตัว เหมือนกับเขา “เรามาแลกเปลี่ยนเรื่องของกันและกันดีกว่าเลวิส จะได้ไม่เบื่อด้วย”

    ดาริอุสเริ่มที่ชีวิตชาวบ้านของเขาและโรงเรียนเวทมนตร์ ดรากานเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็นออกนอกหน้า ส่วนลาควีล่านั้นดึงกระบี่ออกมาฟันกิ่งไม้ข้างทางเป็นสัญลักษณ์ เขาแปลกใจกับพืชพันธุ์สีประหลาดของมิติสัตว์ปิศาจเหมือนกัน บางต้นใบสีเหลืองบางต้นใบสีม่วง บางต้นเต็มไปด้วยดอกประหลาดสีม่วงแต่ไม่มีใบให้เห็น

    แทบไม่มีพวกสัตว์ใดๆให้เห็นเลยระหว่างทาง ไม่รู้ว่าเพราะไม่ใช่ที่อยู่หรือพวกเขาคุยกันเสียงดัง เวลานั้นดวงตะวันขึ้นตรงหัวแสดงว่าเที่ยงแล้วพวกเขาจึงหยุดพักทานหาอาหาร ดาริอุสได้รับขนมปังและสิ่งที่คล้ายเนื้อย่างจากดรากานมาแทนที่จะกินของตัวเองก่อน ส่วนถุงน้ำนั้นยังมีเต็มกันทุกคน

    “ข้าต้องการเอาเชือกนั่นไปช่วยพ่อของข้า เขาถูกบงการอยู่” ดรากานพูดสั้นๆระหว่างเวลาพัก

    “เราขี่มังกรไปไม่เร็วกว่าหรือ” ลาควีล่าเปรยขึ้น

    “เดินไปได้รสชาติกว่า รอบด้านสวยดี” ดรากานตอบขำๆ “จะได้ถามเรื่องเลวิสมากขึ้นด้วย เจ้าอยากได้พลังไปทำไมหรือ หรือต้องทำแบบนี้ทุกคน”

    “เพื่อช่วยเพื่อนขอรับ นางเป็นวิญญาณอารักษ์ที่ถูกช่วงใช้ ข้าต้องการปลดปล่อยนางเป็นอิสระ”

    “ไม่ใช่ว่าเป็นอิสระแล้วจะดีเสมอไปหรอกนะ อยู่บนโลกนี้ต้องคิดถึงตัวเองเป็นที่ตั้งก่อน ให้ตัวเองก่อนค่อยให้ผู้อื่น”

    “แต่นางมาขอร้องข้าด้วยน้ำตา จะให้ข้าทำอย่างไร” ดาริอุสไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะลังเลง่ายๆอย่างนี้

    “อย่างน้อยก็น่าจะรอให้เรียนจบก่อน” ดรากานค่อยๆชักดาบข้างเอวขึ้นมาด้วยอาการสงบ ไม่กระโตกกระตาก ดาริอุสจึงเพิ่งได้กลิ่นสางๆของบางสิ่งลอยมาตามลม “เก่งทางเรียกสัตว์ปิศาจหรือ”

    แล้วดรากานก็วาดดาบไปด้านหลัง ลำแสงรูปจันทร์เสี้ยวเรืองแสงพุ่งเข้าไปในหมู่ไม้ บางสิ่งในนั้นคำรามด้วยความตกใจจากนั้นก็เผ่นหนีจนป่าสะเทือน ดาริอุสไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไรแต่คงเป็นสัตว์ร้ายกระมัง

    “ใช้กลิ่นมังกรก็แล้ว คุยกันเสียงดังก็แล้วยังไม่หนีอีก แสดงว่าร้ายกาจ...สัตว์แถวนี้คงเอาแน่เอานอนไม่ได้แหงเลย” ดรากานหัวเราะเคาะใบดาบกับบ่า “คงต้องระวังตัวเยอะขึ้น บางทีขี่มังกรไปอาจดีกว่า”

    “ก็บอกแล้วว่าให้ขี่มังกรไป” ลาควีล่าออกความเห็น

    “เนอร์วาน่าบอกให้ข้าถ่วงเวลาให้นานที่สุด ไม่บอกเหตุผลกับข้าหรอก บางทีอาจถ่วงเวลาเวเบอร์กระมัง เขาคงตามจับตาเราในนี้ด้วย”

    “นางบอกเจ้าแบบนั้นหรือ” ลาควีล่าเลิกคิ้วพลางซับเหงื่อ “นางมาบอกบางอย่างกับข้าแล้วหันไปคุยกับเจ้า คิดว่าบอกอย่างเดียวกันเสียอีก”

    “แล้วนางบอกอะไรเจ้า” ดรากานหยั่งความถาม

    “ช่างเถอะ แต่ถ้าเจ้าผู้ชายยิ้มไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีจอมโป้ปดโผล่มาข้าจะจัดการมันเอง!” อยู่ดีๆหญิงสาวก็มีท่าทีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บางทีคนชื่อเวเบอร์คงเป็นคนเลวกระมัง

    ดรากานยิ้มอย่างสนอกสนใจ แล้วเอ่ยถามดาริอุสอีกครั้งว่าเก่งทางการเรียกสัตว์ปิศาจหรือ

    “ข้าเรียนสาขาผู้เรียกสัตว์ปิศาจแต่สามารถใช้เวทมนตร์และอาวุธเวทด้วยขอรับ”

    “เก่งนี่นา เหมือนเวเบอร์เลย เขาก็ใช้วิชาได้สามอย่างเหมือนกันนี่ล่ะ อีกหน่อยเจ้าต้องเก่งเหมือนเขาได้แน่” ดรากานยิ้มอย่างใจดี

    “ท่านก็ใช้อาวุธเวทได้ด้วยนี่ขอรับ” ดาริอุสชี้ไปที่ดาบของดรากาน มันคงเป็นดาบธาตุแสงหรือดาบเวทมนตร์แน่นอน

    “นี่หรือ ข้าได้มันมาจากการทดสอบในถ้ำภูตแห่งไฟโดยบังเอิญ ไม่ขอเล่ารายละเอียดนะมันน่าอาย” ดรากานเสียบดาบกลับเข้าฝัก ทำหน้าแดงตามมารยาท ในดินแดนของเจ้าเรียกมันว่าอาวุธเวทหรือ

    “ใช่ขอรับ ของข้าเป็นดาบทวิธาตุ เล่มนี้อาจารย์ให้ยืมมาเตรียมใช้ประลองกับโรงเรียนอื่น” ดาริอุสอวดดาบของตนบ้างตามสมควร

    “พ่อบุญธรรมของข้าเคยบอกเสมอว่ากระรอกตัวเล็กๆมักตุนอาหารสำหรับหน้าหนาว แต่เพราะพวกมันไม่คิดตุนอาหารสำหรับกินไปชั่วชีวิตมันจึงเป็นได้แค่นั้น ไม่เหมือนกับชีวิตของคนเรา เป้าหมายสูงสุดในชีวิตคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราก้าวไปสู่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงและมีความสุขในปั้นปลาย

    “ถ้ามัวแต่จดจ่ออยู่กับเป้าหมายเล็กๆน้อยๆก็ต้องค้นหาเป้าหมายต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด แล้วสักวันก็จะรู้ว่าตัวเองไม่ได้เดินไปไหนไกลกว่าหน้าประตูบ้านเลยสักนิด...เพื่อนของข้าคนหนึ่งก็แสวงหาคนที่เก่งกาจมาประลองด้วย สุดท้ายก็ต้องตายทั้งที่ยังคาใจเรื่องผลแพ้ชนะ”

    สิ่งที่ดรากานพูดออกจะเข้าใจยากอยู่สำหรับดาริอุส อีกฝ่ายเห็นเขาทำหน้าปั้นยากก็อธิบายว่าเขาไม่ควรยึดติดกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่ควรตั้งเป้าหมายไว้ที่ระยะไกล อาทิเช่นอาชีพในอนาคต หรือสิ่งที่ควรทำหลังเรียนจบ เพราะดินแดนของเขาไม่มีสงครามเหมือนดินแดนของดรากาน

    “เอ้า ขี่มังกรก็ขี่มังกร ช่วยหน่อยนะไลล่า” ดรากานลุกยืน ปัดดินทรายออกจากกางเกงอย่างคล่องแคล่ว

    หญิงสาวชูแหวนขึ้นเหนือหัว ลมหนาวยะเยือกสร้างน้ำแข็งขนาดใหญ่ขึ้น มันแตกออกให้เห็นมังกรเกล็ดเขียวสามเขายืนอยู่ ดาริอุสคิดว่าวิชาเรียกสัตว์ปิศาจในดินแดนของดรากานเขาทำกันแบบนี้ แต่ไม่ใช่ ลาควีล่าอธิบายคร่าวๆว่านางสามารถเรียกมังกรออกมาผ่านแหวนได้ทุกเวลา ไม่ใช่วิชาเรียกสัตว์ปิศาจแต่อย่างใด

    พวกเขาใช้พังผืดปีกเป็นที่ยึดเหนี่ยวเกาะโหนขึ้นไปนั่งแต้บนหลังของมัน พอลาควีล่าเอ่ยคำ ดาริอุสก็รู้สึกเหมือนถูกตรึงให้ตัวติดกับหลังของมังกรแล้ว คงไม่ตกลงไปง่ายๆแน่ สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดก็คือ ทันทีที่เจ้ามังกรทะยานขึ้นบนฟากฟ้าก็เกิดเสียงคำรามโฮกใหญ่ราวสัตว์ร้ายจากนรก มีสัตว์ปิศาจขนรุงรังหลายสิบตัวกระโจนเข้ามาหาพวกเขาแต่พลาดเพราะมังกรเคลื่อนไหวเร็วกว่า

(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่