ผู้ที่เห็นประจักษ์พระนิพพานด้วยมรรคญาณและผลญาณแล้ว ย่อมกลับมาพิจารณามรรค ผล และนิพพานที่ตนบรรลุแล้ว ผู้ที่มีความรู้หลักธรรมมักพิจารณากิเลสที่ถูกละและกิเลสที่ยังเหลืออยู่ ต่อจากนั้นปัญญาที่เกิดร่วมกับการพิจารณาดังกล่าวชื่อว่า "ปัจจเวกขณญาณ" ดังคาถาสรุปในคัมภีร์อภิธรรมมัตถสังคหะที่ว่า
มคฺคํ ผลญฺจ นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติ ปณฺฑิโต
หิเน กิเลเส เสเส จ ปจฺจเวกฺขติ วา น วา.
"บัณฑิตย่อมพิจารณามรรค ผล และนิพพาน และบางคนก็พิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังเหลืออยู่ (คือที่ยังละไม่ได้) ก็มี"
อนึ่ง ปัจจเวกขณญาณนี้ ยังนับเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิอีกด้วย นอกจากนั้น ปัจจเวกขณญาณ ๓ อย่างแรกคือ การพิจารณามรรค การพิจารณาผล และการพิจารณานิพพาน ต้องเกิดขึ้นแน่นอน
แต่การพิจารณา ๒ อย่างหลัง คือ การพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังละไม่ได้ มิได้เกิดขึ้นเสมอไป เพราะผู้ที่เข้าใจว่ามรรคใดละกิเลสได้ จึงจะพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว แต่ที่ยังไม่เ้ข้าใจมาก่อน ก็จะพิจารณาไม่ได้ เรื่องนี้กล่าวไว้โดยตรงในอรรถกถาหลายแห่ง ขอนำหลักฐานจากพระสูตรและอรรถกถามาอ้างอิงไว้ดังนี้
[๑] ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอวํ โหติ "โกสุ นาม เม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหิโน โยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฐนฺติ, โทสธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ, โมหธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาืทาย ติฏฺฐนฺตี" ติ.[๒] โส เอว โข เต มหานาม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหิโน เยน เต เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฎฺฺฐนฺติ, โทสธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฺฐนฺติ, โมหธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ."
"๑. [เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะผู้เป็นพระสกทาคามีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า] ข้าพระองค์เกิดความสงสังอย่างนี้ว่า ธรรมชื่ออะไรเล่าที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภธรรมก็ดี โืทสธรรมก็ดี โมหธรรมก็ดี ยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้เป็นครั้งคราว
๒. [พระผู้มีพระภาคตรัสว่า] ดูกรมหานาม ธรรมที่ท่านยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภะก็ดี โืทสะก็ดี โมหะก็ดี ยังครอบงำจิตของท่านไว้ได้เป็นครั้งคราว นั่นก็คือโลภ โืทสะ และโมหะนั้นนั่นแหละ"
อรรถกถาอธิบายว่า
"ดังได้สดับมาว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงเข้าใจว่า สกทาคามิมรรคนั้นจะละความโลภ ความโกรธ และความหลงได้สิ้นเชิง แต่เพราะพระองค์ทรงทราบว่ายังทรงมีกิเลสที่ยังละไ้ด้ไม่ขาด จึงทรงเข้าใจว่ากิเลสที่ละได้แล้วเวียนกลับมาอีกในภายหลัง โดยอาศัยกิเลสที่ยังละไม่ได้
ถามว่า ความสงสัยอย่างนี้ย่อมเกิดได้แก่พระอริยสาวกหรือ ?
ตอบว่า ถูกต้องแล้ว ย่อมเกิดได้กับสาวกผู้ไม่ฉลาดในเทศนาบัญญัติ เนื่องจากอริยสาวกผู้ที่ไม่เ้ข้าใจว่ากิเลสอย่างไหน จะละได้ด้วยมรรคไหน ย่อมเกิดความสงสัยอย่างนี้
ถามว่า ท่านไ่ม่มีปัจจเวกขณญาณ (ญาณที่พิจารณาการได้มรรคผล) หรือ ?
ตอบว่า มี แต่ปัจจเวกขณญาณนั้นไม่สมบูรณ์ไปสำัหรับทุกท่านทั้งหมด เพราะบางท่านพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ตนละได้แล้ว บางท่านพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ยังเหลืออยู่ บางท่านพิจารณาเฉพาะมรรค บางท่านพิจารณาเฉพาะผล บางท่านพิจารณาเฉพาะนิพพาน แต่การพิจารณาหนึ่งหรือสองอย่างในการพิจารณาทั้งห้าอย่างนี้ย่อมเกิดได้แน่นอน"
ข้อความข้างต้นกล่าวไ้ว้ในคัมภีร์อรรถกถาของมูลปัณณาสก์ที่เห็นว่า ปัจจเวกขณวิถีมีได้อย่างน้อยหนึ่งวิถี แต่ในคัมภีร์อรรถกถาฉบับอื่นกล่าวไว้ตรงกันว่าการพิจารณามรรค ผล และนิพพาน มีได้แน่นอน สวนการพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และกิเลสที่ยังละไม่ได้ันั้นไม่แน่นอนว่าจมีหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม การรู้ชัดว่ามีพระอริยะที่เกิดปัจจเวกขณวิถีหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่วิสัยของคนทั่วไป แต่เป็นวิสัยของผู้ที่สามารถรู้วาระจิตของพระอริยบุคคลทุกท่านในพระศาสนานี้ได้ ซึ่งมีเพียงพระพุทธองค์เท่านั้นที่จะทราบ ดังนั้น จึงไม่ควรปฏิเสธข้อความจากคัมภีร์อรรถกถาของมูลปัณณาสก์โดยอ้างว่าเป็นเพียงคัมภีร์อรรถกถาหรือไ่ม่ตรงกับคัมภีร์อรรถกถาฉบับอื่น
กิเลสที่ตนละได้แล้ว
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงกิเลสที่ถูกละด้วยมรรค ๔ ตามสมควร เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธธรรมเข้าใจเทศนาบัยญัติที่เกี่ยวกับการละกิเลส ดังข้อความในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
[๑] สํโยชเนสุ ตาว สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อปายคมนียา จ กามราคปฏิฆาติ เอเต ปญฺจ ธมฺมา ปฐมฐญาณวชฺฌา.[๒] เสสา กามราคปฏิฆา โอฬาริกา ทุติยญาณวชฺฌา.[๓] สุขุมา ตติยญาณวชฺฌา.[๔] รูปราคาทโย ปญฺจปิ จตุตฺถญาณวชฺฌา เอว.
"ลำดับแรกในสังโยชน์ พึงทราบว่า
๑.ธรรม ๕ เหล่านี้คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส พร้อมทั้งกามราคะและปฏิฆะที่ให้ไปเกิดในอบาย ละได้ด้วยญาณที่ ๑ (โสดาปัตติมรรคญาณ)
๒. กามราคะและปฏิฆะ(ความโมโห,ความขัดข้องใจ,ความโกรธ) ชนิดหยาบท่ยังเหลือ ละได้ด้วยญาณที่ ๒ (สกิทาคามิมรรคญาณ)
๓. กามราคะและปฏิฆะอย่างละเอียด ละได้ขาดด้วยญาณที่ ๓ (อนาคามิมรรคญาณ)
๔. สังโยชน์ ๕ อย่างได้แก่ รูปราคะ (การติดในรูปฌาน) , อรูปราคะ (การติดในอรูปฌาน) , มานะ (การเทียบตนเองกับผู้อื่น,การถือตัว) , อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) , และอวิชชา (ความไม่แทงตลอดอริยสัจสี่ทุกประการ) ละได้ด้วยญาณที่ ๔ (อรหัตตมรรคญาณ)
ในส่วนของมิจฉัตตะ ๑๐ ประการ
[๑] มิจฺฉตฺเตสุ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มุสาวาโท มิจฺฉากมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโวติ อิเม ปฐมญาณวชฺฌา.[๒] มิจฺฉาสงฺกปฺโป ปิสุณาวาจา ผรุสวาจาติ อิเม ตติยญาณวชฺฌา.เจตนาเยว เจตฺถ วาจาติ เวทิตพฺพา.[๓] สมฺผปฺปลาปมิจฺฉาวายามสติสมาธิวิมุตติญาณานิ จตุตฺญาณวชฺฌานิ.
๑. มิจฉาทิฏฐิ มุสาวาท มิจฉากัมมันตะ และมิจฉาอาชีวะ ทั้ง ๔ อย่างนี้ ละได้ด้วยญาณ ๑
๒. มิจฉาสังกัปปะ ปิสุณาวาจาและผรุสวาจา ทั้ง ๓ อย่างนี้ละได้ด้วยญาณที่ ๓ อนึ่ง พึงทราบว่า เจตนา เป็นวาจาในเรื่องนี้
๓. สัมผัปปลาปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาวิมุตติ และมิจฉาญาณ ละได้ด้วยญาณที่ ๔"
คำว่า "อนึ่ง พึงทราบว่าเจตนาเป็นวาจาในเรื่องนี้" หมายความว่า เสียงพูด คือ วาจาโดยตรง ซึ่งเป็นรูป (วจีวิญญัติ) ที่ละด้วยมรรคไม่ได้ แต่อกุศลเจตนา ที่ก่อให้เกิดเสียงพูดเป็นธรรมที่ละได้ด้วยมรรค ดังนั้นจึงกล่าวว่าอกุศลเจตนาเป็นมุสาวาท ปิสุณาวาจา และผรุสวาจา เพราะเมื่อไม่มีอกุศลเจตนา ก็เกิดมุสาวาทเป็นต้นไม่ได้ ยกเว้นการกล่าวผรุสวาจาของพระปิลินทวัจฉะที่เกิดจากความเคยชิน (วาสนาที่ติดตัวมา) แต่ไม่มีเจตนา
คำว่า "สัมผัปปลาปะ (พูดไร้สาระ,พูดไม่ถูกเวลา,พูดไม่คิด) มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฺฉาวิมุตติ และมิจฉาญาณ ละได้ด้วยญาณที่ ๕" พึงทราบความหมายว่า
- มิจฉาวาจา คือ อกุศลเจตนาที่เป็นวจีทุจริต ๔
- มิจฉากัมมันตะ คือ อกุศลเจตนาที่เป็นกายทุจริต ๓ ไม่เี่กี่ยวกับการดำรงชีพหรือการทำงาน
- มิจฉาอาชีวะ คือ อกุศลเจตนาที่เป็นกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔ ที่เี่กี่ยวกับการดำรงชิพหรือการเลี้ยงชีวิต
- มิจฉาสติ คือ อกุศลจิตตุปบาท (อกุศลจิตที่เกิดขึ้น) มีสัญญา (ความทรงจำ) เป็นประธาน ที่เกิดขึ้นโดยระลึกถึงสิ่งที่ไม่ดีเี่กี่ยวกับทางโลก เช่น บุตร ภรรยา ทรัพย์ ความสนุกสนาน การเล่น การทะเลาะวิวาท การจองเวร การจินตนาการล่องลอย เป็นต้น
- มิจฉาญาณ คือ โมหะที่คิดหาทางทำอกุศลหรือใคร่ครวญถึงวิธีทำอกูศลที่เกิดขึ้นแล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
- มิจฉาวิมุตติ คือ ความเข้าใจตนที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสว่าหลุดพ้นแล้ว หรือเข้าใจธรรมที่ยังไม่หลุดพ้นว่าได้หลุดพ้นแล้ว
วิธีตรวจสอบลำดับการบรรลุธรรมของตนเอง
มคฺคํ ผลญฺจ นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติ ปณฺฑิโต
หิเน กิเลเส เสเส จ ปจฺจเวกฺขติ วา น วา.
"บัณฑิตย่อมพิจารณามรรค ผล และนิพพาน และบางคนก็พิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังเหลืออยู่ (คือที่ยังละไม่ได้) ก็มี"
อนึ่ง ปัจจเวกขณญาณนี้ ยังนับเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิอีกด้วย นอกจากนั้น ปัจจเวกขณญาณ ๓ อย่างแรกคือ การพิจารณามรรค การพิจารณาผล และการพิจารณานิพพาน ต้องเกิดขึ้นแน่นอน
แต่การพิจารณา ๒ อย่างหลัง คือ การพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังละไม่ได้ มิได้เกิดขึ้นเสมอไป เพราะผู้ที่เข้าใจว่ามรรคใดละกิเลสได้ จึงจะพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว แต่ที่ยังไม่เ้ข้าใจมาก่อน ก็จะพิจารณาไม่ได้ เรื่องนี้กล่าวไว้โดยตรงในอรรถกถาหลายแห่ง ขอนำหลักฐานจากพระสูตรและอรรถกถามาอ้างอิงไว้ดังนี้
[๑] ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอวํ โหติ "โกสุ นาม เม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหิโน โยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฐนฺติ, โทสธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ, โมหธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาืทาย ติฏฺฐนฺตี" ติ.[๒] โส เอว โข เต มหานาม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหิโน เยน เต เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฎฺฺฐนฺติ, โทสธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฺฐนฺติ, โมหธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ."
"๑. [เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะผู้เป็นพระสกทาคามีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า] ข้าพระองค์เกิดความสงสังอย่างนี้ว่า ธรรมชื่ออะไรเล่าที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภธรรมก็ดี โืทสธรรมก็ดี โมหธรรมก็ดี ยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้เป็นครั้งคราว
๒. [พระผู้มีพระภาคตรัสว่า] ดูกรมหานาม ธรรมที่ท่านยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภะก็ดี โืทสะก็ดี โมหะก็ดี ยังครอบงำจิตของท่านไว้ได้เป็นครั้งคราว นั่นก็คือโลภ โืทสะ และโมหะนั้นนั่นแหละ"
อรรถกถาอธิบายว่า
"ดังได้สดับมาว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงเข้าใจว่า สกทาคามิมรรคนั้นจะละความโลภ ความโกรธ และความหลงได้สิ้นเชิง แต่เพราะพระองค์ทรงทราบว่ายังทรงมีกิเลสที่ยังละไ้ด้ไม่ขาด จึงทรงเข้าใจว่ากิเลสที่ละได้แล้วเวียนกลับมาอีกในภายหลัง โดยอาศัยกิเลสที่ยังละไม่ได้
ถามว่า ความสงสัยอย่างนี้ย่อมเกิดได้แก่พระอริยสาวกหรือ ?
ตอบว่า ถูกต้องแล้ว ย่อมเกิดได้กับสาวกผู้ไม่ฉลาดในเทศนาบัญญัติ เนื่องจากอริยสาวกผู้ที่ไม่เ้ข้าใจว่ากิเลสอย่างไหน จะละได้ด้วยมรรคไหน ย่อมเกิดความสงสัยอย่างนี้
ถามว่า ท่านไ่ม่มีปัจจเวกขณญาณ (ญาณที่พิจารณาการได้มรรคผล) หรือ ?
ตอบว่า มี แต่ปัจจเวกขณญาณนั้นไม่สมบูรณ์ไปสำัหรับทุกท่านทั้งหมด เพราะบางท่านพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ตนละได้แล้ว บางท่านพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ยังเหลืออยู่ บางท่านพิจารณาเฉพาะมรรค บางท่านพิจารณาเฉพาะผล บางท่านพิจารณาเฉพาะนิพพาน แต่การพิจารณาหนึ่งหรือสองอย่างในการพิจารณาทั้งห้าอย่างนี้ย่อมเกิดได้แน่นอน"
ข้อความข้างต้นกล่าวไ้ว้ในคัมภีร์อรรถกถาของมูลปัณณาสก์ที่เห็นว่า ปัจจเวกขณวิถีมีได้อย่างน้อยหนึ่งวิถี แต่ในคัมภีร์อรรถกถาฉบับอื่นกล่าวไว้ตรงกันว่าการพิจารณามรรค ผล และนิพพาน มีได้แน่นอน สวนการพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และกิเลสที่ยังละไม่ได้ันั้นไม่แน่นอนว่าจมีหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม การรู้ชัดว่ามีพระอริยะที่เกิดปัจจเวกขณวิถีหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่วิสัยของคนทั่วไป แต่เป็นวิสัยของผู้ที่สามารถรู้วาระจิตของพระอริยบุคคลทุกท่านในพระศาสนานี้ได้ ซึ่งมีเพียงพระพุทธองค์เท่านั้นที่จะทราบ ดังนั้น จึงไม่ควรปฏิเสธข้อความจากคัมภีร์อรรถกถาของมูลปัณณาสก์โดยอ้างว่าเป็นเพียงคัมภีร์อรรถกถาหรือไ่ม่ตรงกับคัมภีร์อรรถกถาฉบับอื่น
กิเลสที่ตนละได้แล้ว
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงกิเลสที่ถูกละด้วยมรรค ๔ ตามสมควร เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธธรรมเข้าใจเทศนาบัยญัติที่เกี่ยวกับการละกิเลส ดังข้อความในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
[๑] สํโยชเนสุ ตาว สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อปายคมนียา จ กามราคปฏิฆาติ เอเต ปญฺจ ธมฺมา ปฐมฐญาณวชฺฌา.[๒] เสสา กามราคปฏิฆา โอฬาริกา ทุติยญาณวชฺฌา.[๓] สุขุมา ตติยญาณวชฺฌา.[๔] รูปราคาทโย ปญฺจปิ จตุตฺถญาณวชฺฌา เอว.
"ลำดับแรกในสังโยชน์ พึงทราบว่า
๑.ธรรม ๕ เหล่านี้คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส พร้อมทั้งกามราคะและปฏิฆะที่ให้ไปเกิดในอบาย ละได้ด้วยญาณที่ ๑ (โสดาปัตติมรรคญาณ)
๒. กามราคะและปฏิฆะ(ความโมโห,ความขัดข้องใจ,ความโกรธ) ชนิดหยาบท่ยังเหลือ ละได้ด้วยญาณที่ ๒ (สกิทาคามิมรรคญาณ)
๓. กามราคะและปฏิฆะอย่างละเอียด ละได้ขาดด้วยญาณที่ ๓ (อนาคามิมรรคญาณ)
๔. สังโยชน์ ๕ อย่างได้แก่ รูปราคะ (การติดในรูปฌาน) , อรูปราคะ (การติดในอรูปฌาน) , มานะ (การเทียบตนเองกับผู้อื่น,การถือตัว) , อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) , และอวิชชา (ความไม่แทงตลอดอริยสัจสี่ทุกประการ) ละได้ด้วยญาณที่ ๔ (อรหัตตมรรคญาณ)
ในส่วนของมิจฉัตตะ ๑๐ ประการ
[๑] มิจฺฉตฺเตสุ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มุสาวาโท มิจฺฉากมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโวติ อิเม ปฐมญาณวชฺฌา.[๒] มิจฺฉาสงฺกปฺโป ปิสุณาวาจา ผรุสวาจาติ อิเม ตติยญาณวชฺฌา.เจตนาเยว เจตฺถ วาจาติ เวทิตพฺพา.[๓] สมฺผปฺปลาปมิจฺฉาวายามสติสมาธิวิมุตติญาณานิ จตุตฺญาณวชฺฌานิ.
๑. มิจฉาทิฏฐิ มุสาวาท มิจฉากัมมันตะ และมิจฉาอาชีวะ ทั้ง ๔ อย่างนี้ ละได้ด้วยญาณ ๑
๒. มิจฉาสังกัปปะ ปิสุณาวาจาและผรุสวาจา ทั้ง ๓ อย่างนี้ละได้ด้วยญาณที่ ๓ อนึ่ง พึงทราบว่า เจตนา เป็นวาจาในเรื่องนี้
๓. สัมผัปปลาปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาวิมุตติ และมิจฉาญาณ ละได้ด้วยญาณที่ ๔"
คำว่า "อนึ่ง พึงทราบว่าเจตนาเป็นวาจาในเรื่องนี้" หมายความว่า เสียงพูด คือ วาจาโดยตรง ซึ่งเป็นรูป (วจีวิญญัติ) ที่ละด้วยมรรคไม่ได้ แต่อกุศลเจตนา ที่ก่อให้เกิดเสียงพูดเป็นธรรมที่ละได้ด้วยมรรค ดังนั้นจึงกล่าวว่าอกุศลเจตนาเป็นมุสาวาท ปิสุณาวาจา และผรุสวาจา เพราะเมื่อไม่มีอกุศลเจตนา ก็เกิดมุสาวาทเป็นต้นไม่ได้ ยกเว้นการกล่าวผรุสวาจาของพระปิลินทวัจฉะที่เกิดจากความเคยชิน (วาสนาที่ติดตัวมา) แต่ไม่มีเจตนา
คำว่า "สัมผัปปลาปะ (พูดไร้สาระ,พูดไม่ถูกเวลา,พูดไม่คิด) มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฺฉาวิมุตติ และมิจฉาญาณ ละได้ด้วยญาณที่ ๕" พึงทราบความหมายว่า
- มิจฉาวาจา คือ อกุศลเจตนาที่เป็นวจีทุจริต ๔
- มิจฉากัมมันตะ คือ อกุศลเจตนาที่เป็นกายทุจริต ๓ ไม่เี่กี่ยวกับการดำรงชีพหรือการทำงาน
- มิจฉาอาชีวะ คือ อกุศลเจตนาที่เป็นกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔ ที่เี่กี่ยวกับการดำรงชิพหรือการเลี้ยงชีวิต
- มิจฉาสติ คือ อกุศลจิตตุปบาท (อกุศลจิตที่เกิดขึ้น) มีสัญญา (ความทรงจำ) เป็นประธาน ที่เกิดขึ้นโดยระลึกถึงสิ่งที่ไม่ดีเี่กี่ยวกับทางโลก เช่น บุตร ภรรยา ทรัพย์ ความสนุกสนาน การเล่น การทะเลาะวิวาท การจองเวร การจินตนาการล่องลอย เป็นต้น
- มิจฉาญาณ คือ โมหะที่คิดหาทางทำอกุศลหรือใคร่ครวญถึงวิธีทำอกูศลที่เกิดขึ้นแล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
- มิจฉาวิมุตติ คือ ความเข้าใจตนที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสว่าหลุดพ้นแล้ว หรือเข้าใจธรรมที่ยังไม่หลุดพ้นว่าได้หลุดพ้นแล้ว