ผู้ที่เห็นประจักษ์พระนิพพานด้วยมรรคญาณและผลญาณแล้ว ย่อมกลับมาพิจารณามรรค ผล และนิพพานที่ตนบรรลุแล้ว ผู้ที่มีความรู้หลักธรรมมักพิจารณากิเลสที่ถูกละและกิเลสที่ยังเหลืออยู่ ต่อจากนั้นปัญญาที่เกิดร่วมกับการพิจารณาดังกล่าวชื่อว่า "ปัจจเวกขณญาณ" ดังคาถาสรุปในคัมภีร์อภิธรรมมัตถสังคหะที่ว่า
มคฺคํ ผลญฺจ นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติ ปณฺฑิโต
หิเน กิเลเส เสเส จ ปจฺจเวกฺขติ วา น วา.
"บัณฑิตย่อมพิจารณามรรค ผล และนิพพาน และบางคนก็พิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังเหลืออยู่ (คือที่ยังละไม่ได้) ก็มี"
อนึ่ง ปัจจเวกขณญาณนี้ ยังนับเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิอีกด้วย นอกจากนั้น ปัจจเวกขณญาณ ๓ อย่างแรกคือ การพิจารณามรรค การพิจารณาผล และการพิจารณานิพพาน ต้องเกิดขึ้นแน่นอน
แต่การพิจารณา ๒ อย่างหลัง คือ การพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังละไม่ได้ มิได้เกิดขึ้นเสมอไป เพราะผู้ที่เข้าใจว่ามรรคใดละกิเลสได้ จึงจะพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว แต่ที่ยังไม่เ้ข้าใจมาก่อน ก็จะพิจารณาไม่ได้ เรื่องนี้กล่าวไว้โดยตรงในอรรถกถาหลายแห่ง ขอนำหลักฐานจากพระสูตรและอรรถกถามาอ้างอิงไว้ดังนี้
[๑] ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอวํ โหติ "โกสุ นาม เม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหิโน โยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฐนฺติ, โทสธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ, โมหธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาืทาย ติฏฺฐนฺตี" ติ.[๒] โส เอว โข เต มหานาม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหิโน เยน เต เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฎฺฺฐนฺติ, โทสธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฺฐนฺติ, โมหธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ."
"๑. [เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะผู้เป็นพระสกทาคามีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า] ข้าพระองค์เกิดความสงสังอย่างนี้ว่า ธรรมชื่ออะไรเล่าที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภธรรมก็ดี โืทสธรรมก็ดี โมหธรรมก็ดี ยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้เป็นครั้งคราว
๒. [พระผู้มีพระภาคตรัสว่า] ดูกรมหานาม ธรรมที่ท่านยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภะก็ดี โืทสะก็ดี โมหะก็ดี ยังครอบงำจิตของท่านไว้ได้เป็นครั้งคราว นั่นก็คือโลภ โืทสะ และโมหะนั้นนั่นแหละ"
อรรถกถาอธิบายว่า
"ดังได้สดับมาว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงเข้าใจว่า สกทาคามิมรรคนั้นจะละความโลภ ความโกรธ และความหลงได้สิ้นเชิง แต่เพราะพระองค์ทรงทราบว่ายังทรงมีกิเลสที่ยังละไ้ด้ไม่ขาด จึงทรงเข้าใจว่ากิเลสที่ละได้แล้วเวียนกลับมาอีกในภายหลัง โดยอาศัยกิเลสที่ยังละไม่ได้
ถามว่า ความสงสัยอย่างนี้ย่อมเกิดได้แก่พระอริยสาวกหรือ ?
ตอบว่า ถูกต้องแล้ว ย่อมเกิดได้กับสาวกผู้ไม่ฉลาดในเทศนาบัญญัติ เนื่องจากอริยสาวกผู้ที่ไม่เ้ข้าใจว่ากิเลสอย่างไหน จะละได้ด้วยมรรคไหน ย่อมเกิดความสงสัยอย่างนี้
ถามว่า ท่านไ่ม่มีปัจจเวกขณญาณ (ญาณที่พิจารณาการได้มรรคผล) หรือ ?
ตอบว่า มี แต่ปัจจเวกขณญาณนั้นไม่สมบูรณ์ไปสำัหรับทุกท่านทั้งหมด เพราะบางท่านพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ตนละได้แล้ว บางท่านพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ยังเหลืออยู่ บางท่านพิจารณาเฉพาะมรรค บางท่านพิจารณาเฉพาะผล บางท่านพิจารณาเฉพาะนิพพาน แต่การพิจารณาหนึ่งหรือสองอย่างในการพิจารณาทั้งห้าอย่างนี้ย่อมเกิดได้แน่นอน"
ข้อความข้างต้นกล่าวไ้ว้ในคัมภีร์อรรถกถาของมูลปัณณาสก์ที่เห็นว่า ปัจจเวกขณวิถีมีได้อย่างน้อยหนึ่งวิถี แต่ในคัมภีร์อรรถกถาฉบับอื่นกล่าวไว้ตรงกันว่าการพิจารณามรรค ผล และนิพพาน มีได้แน่นอน สวนการพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และกิเลสที่ยังละไม่ได้ันั้นไม่แน่นอนว่าจมีหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม การรู้ชัดว่ามีพระอริยะที่เกิดปัจจเวกขณวิถีหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่วิสัยของคนทั่วไป แต่เป็นวิสัยของผู้ที่สามารถรู้วาระจิตของพระอริยบุคคลทุกท่านในพระศาสนานี้ได้ ซึ่งมีเพียงพระพุทธองค์เท่านั้นที่จะทราบ ดังนั้น จึงไม่ควรปฏิเสธข้อความจากคัมภีร์อรรถกถาของมูลปัณณาสก์โดยอ้างว่าเป็นเพียงคัมภีร์อรรถกถาหรือไ่ม่ตรงกับคัมภีร์อรรถกถาฉบับอื่น
กิเลสที่ตนละได้แล้ว
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงกิเลสที่ถูกละด้วยมรรค ๔ ตามสมควร เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธธรรมเข้าใจเทศนาบัยญัติที่เกี่ยวกับการละกิเลส ดังข้อความในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
[๑] สํโยชเนสุ ตาว สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อปายคมนียา จ กามราคปฏิฆาติ เอเต ปญฺจ ธมฺมา ปฐมฐญาณวชฺฌา.[๒] เสสา กามราคปฏิฆา โอฬาริกา ทุติยญาณวชฺฌา.[๓] สุขุมา ตติยญาณวชฺฌา.[๔] รูปราคาทโย ปญฺจปิ จตุตฺถญาณวชฺฌา เอว.
"ลำดับแรกในสังโยชน์ พึงทราบว่า
๑.ธรรม ๕ เหล่านี้คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส พร้อมทั้งกามราคะและปฏิฆะที่ให้ไปเกิดในอบาย ละได้ด้วยญาณที่ ๑ (โสดาปัตติมรรคญาณ)
๒. กามราคะและปฏิฆะ(ความโมโห,ความขัดข้องใจ,ความโกรธ) ชนิดหยาบท่ยังเหลือ ละได้ด้วยญาณที่ ๒ (สกิทาคามิมรรคญาณ)
๓. กามราคะและปฏิฆะอย่างละเอียด ละได้ขาดด้วยญาณที่ ๓ (อนาคามิมรรคญาณ)
๔. สังโยชน์ ๕ อย่างได้แก่ รูปราคะ (การติดในรูปฌาน) , อรูปราคะ (การติดในอรูปฌาน) , มานะ (การเทียบตนเองกับผู้อื่น,การถือตัว) , อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) , และอวิชชา (ความไม่แทงตลอดอริยสัจสี่ทุกประการ) ละได้ด้วยญาณที่ ๔ (อรหัตตมรรคญาณ)
กิเลสที่พระอริยสาวกจะละได้ตามลำดับการบรรลุธรรม และวิธีการตรวจสอบตนเอง
มคฺคํ ผลญฺจ นิพฺพานํ ปจฺจเวกฺขติ ปณฺฑิโต
หิเน กิเลเส เสเส จ ปจฺจเวกฺขติ วา น วา.
"บัณฑิตย่อมพิจารณามรรค ผล และนิพพาน และบางคนก็พิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังเหลืออยู่ (คือที่ยังละไม่ได้) ก็มี"
อนึ่ง ปัจจเวกขณญาณนี้ ยังนับเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิอีกด้วย นอกจากนั้น ปัจจเวกขณญาณ ๓ อย่างแรกคือ การพิจารณามรรค การพิจารณาผล และการพิจารณานิพพาน ต้องเกิดขึ้นแน่นอน
แต่การพิจารณา ๒ อย่างหลัง คือ การพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังละไม่ได้ มิได้เกิดขึ้นเสมอไป เพราะผู้ที่เข้าใจว่ามรรคใดละกิเลสได้ จึงจะพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว แต่ที่ยังไม่เ้ข้าใจมาก่อน ก็จะพิจารณาไม่ได้ เรื่องนี้กล่าวไว้โดยตรงในอรรถกถาหลายแห่ง ขอนำหลักฐานจากพระสูตรและอรรถกถามาอ้างอิงไว้ดังนี้
[๑] ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอวํ โหติ "โกสุ นาม เม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหิโน โยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฐนฺติ, โทสธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ, โมหธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาืทาย ติฏฺฐนฺตี" ติ.[๒] โส เอว โข เต มหานาม ธมฺโม อชฺฌตฺตํ อปฺปหิโน เยน เต เอกทา โลภธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฎฺฺฐนฺติ, โทสธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฺฐนฺติ, โมหธมฺมาปิ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐนฺติ."
"๑. [เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะผู้เป็นพระสกทาคามีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า] ข้าพระองค์เกิดความสงสังอย่างนี้ว่า ธรรมชื่ออะไรเล่าที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภธรรมก็ดี โืทสธรรมก็ดี โมหธรรมก็ดี ยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้เป็นครั้งคราว
๒. [พระผู้มีพระภาคตรัสว่า] ดูกรมหานาม ธรรมที่ท่านยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้โลภะก็ดี โืทสะก็ดี โมหะก็ดี ยังครอบงำจิตของท่านไว้ได้เป็นครั้งคราว นั่นก็คือโลภ โืทสะ และโมหะนั้นนั่นแหละ"
อรรถกถาอธิบายว่า
"ดังได้สดับมาว่า พระราชาพระองค์นี้ทรงเข้าใจว่า สกทาคามิมรรคนั้นจะละความโลภ ความโกรธ และความหลงได้สิ้นเชิง แต่เพราะพระองค์ทรงทราบว่ายังทรงมีกิเลสที่ยังละไ้ด้ไม่ขาด จึงทรงเข้าใจว่ากิเลสที่ละได้แล้วเวียนกลับมาอีกในภายหลัง โดยอาศัยกิเลสที่ยังละไม่ได้
ถามว่า ความสงสัยอย่างนี้ย่อมเกิดได้แก่พระอริยสาวกหรือ ?
ตอบว่า ถูกต้องแล้ว ย่อมเกิดได้กับสาวกผู้ไม่ฉลาดในเทศนาบัญญัติ เนื่องจากอริยสาวกผู้ที่ไม่เ้ข้าใจว่ากิเลสอย่างไหน จะละได้ด้วยมรรคไหน ย่อมเกิดความสงสัยอย่างนี้
ถามว่า ท่านไ่ม่มีปัจจเวกขณญาณ (ญาณที่พิจารณาการได้มรรคผล) หรือ ?
ตอบว่า มี แต่ปัจจเวกขณญาณนั้นไม่สมบูรณ์ไปสำัหรับทุกท่านทั้งหมด เพราะบางท่านพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ตนละได้แล้ว บางท่านพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ยังเหลืออยู่ บางท่านพิจารณาเฉพาะมรรค บางท่านพิจารณาเฉพาะผล บางท่านพิจารณาเฉพาะนิพพาน แต่การพิจารณาหนึ่งหรือสองอย่างในการพิจารณาทั้งห้าอย่างนี้ย่อมเกิดได้แน่นอน"
ข้อความข้างต้นกล่าวไ้ว้ในคัมภีร์อรรถกถาของมูลปัณณาสก์ที่เห็นว่า ปัจจเวกขณวิถีมีได้อย่างน้อยหนึ่งวิถี แต่ในคัมภีร์อรรถกถาฉบับอื่นกล่าวไว้ตรงกันว่าการพิจารณามรรค ผล และนิพพาน มีได้แน่นอน สวนการพิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และกิเลสที่ยังละไม่ได้ันั้นไม่แน่นอนว่าจมีหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม การรู้ชัดว่ามีพระอริยะที่เกิดปัจจเวกขณวิถีหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่วิสัยของคนทั่วไป แต่เป็นวิสัยของผู้ที่สามารถรู้วาระจิตของพระอริยบุคคลทุกท่านในพระศาสนานี้ได้ ซึ่งมีเพียงพระพุทธองค์เท่านั้นที่จะทราบ ดังนั้น จึงไม่ควรปฏิเสธข้อความจากคัมภีร์อรรถกถาของมูลปัณณาสก์โดยอ้างว่าเป็นเพียงคัมภีร์อรรถกถาหรือไ่ม่ตรงกับคัมภีร์อรรถกถาฉบับอื่น
กิเลสที่ตนละได้แล้ว
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงกิเลสที่ถูกละด้วยมรรค ๔ ตามสมควร เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธธรรมเข้าใจเทศนาบัยญัติที่เกี่ยวกับการละกิเลส ดังข้อความในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
[๑] สํโยชเนสุ ตาว สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อปายคมนียา จ กามราคปฏิฆาติ เอเต ปญฺจ ธมฺมา ปฐมฐญาณวชฺฌา.[๒] เสสา กามราคปฏิฆา โอฬาริกา ทุติยญาณวชฺฌา.[๓] สุขุมา ตติยญาณวชฺฌา.[๔] รูปราคาทโย ปญฺจปิ จตุตฺถญาณวชฺฌา เอว.
"ลำดับแรกในสังโยชน์ พึงทราบว่า
๑.ธรรม ๕ เหล่านี้คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส พร้อมทั้งกามราคะและปฏิฆะที่ให้ไปเกิดในอบาย ละได้ด้วยญาณที่ ๑ (โสดาปัตติมรรคญาณ)
๒. กามราคะและปฏิฆะ(ความโมโห,ความขัดข้องใจ,ความโกรธ) ชนิดหยาบท่ยังเหลือ ละได้ด้วยญาณที่ ๒ (สกิทาคามิมรรคญาณ)
๓. กามราคะและปฏิฆะอย่างละเอียด ละได้ขาดด้วยญาณที่ ๓ (อนาคามิมรรคญาณ)
๔. สังโยชน์ ๕ อย่างได้แก่ รูปราคะ (การติดในรูปฌาน) , อรูปราคะ (การติดในอรูปฌาน) , มานะ (การเทียบตนเองกับผู้อื่น,การถือตัว) , อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) , และอวิชชา (ความไม่แทงตลอดอริยสัจสี่ทุกประการ) ละได้ด้วยญาณที่ ๔ (อรหัตตมรรคญาณ)