สวัสดีครับทุกๆ ท่าน
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ทิศทางการศึกษาในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากนะครับ เนื่องจากมีสถาบันการศึกษาและหลักสูตรสาขาวิชาที่เกิดขึ้นมากมาย การประเมินสถาบันศึกษามุ่งเน้นให้บุคลากรสนใจแต่พัฒนาเอกสารมากขึ้น จนปล่อยปะละเลยในเรื่องของการพัฒนาบัณฑิต บัณฑิตที่จบจากแต่ละสถาบันในแต่ละปีมีปริมาณที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกันคุณภาพของบัณฑิตที่จบไปกลับสวนทางไปอย่างน่าใจหาย สายวิชาที่ผมสัมผัสได้ เห็นจะเป็นในด้านของศาสตร์ไอที ที่บัณฑิตบางส่วน (หรืออาจจะส่วนใหญ่) เข้าใจในทฤษฎีแต่กลับลงมือปฏิบัติงานจริงไม่ได้ อีกทั้งมีแนวโน้มว่าบัณฑิตรุ่นใหม่มีเงื่อนไขในการของาน ขอเงินเดือน และเงื่อนไขในการใช้ชีวิตมากขึ้นรวมถึงมีความอดทนต่อความกดดันน้อยลง ซ้ำร้ายที่พบเห็น จบด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่กลับเขียนโปรแกรมไม่ได้เป็นต้น
นี่คือ "โจทย์ปัญหา" สำคัญครับที่ผมต้องหาวิธีการแก้ไข ลองผิด ลองถูกมาหลายวิธี (แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่ม) ส่วนหนึ่งในความคิดของผมคือ การเน้นให้นักศึกษาสนุกกับสิ่งที่ทำและมีเป้าหมาย เห็นความสำคัญของรายวิชาว่าสามารถต่อยอดอย่างไรได้บ้าง และมันให้ประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างไรบ้าง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ แต่มันก็คือสิ่งที่ท้าทายมากๆ สำหรับผม
การสอนของผม ไม่เน้นตำรา ไม่เน้นท่องจำ ไม่เน้นเอกสาร จะไม่แบ่งเป็นคาบบรรยายหรือคาบปฏิบัติ จะไม่แยกวันเรียน เช่น วันจันทร์เป็นบรรยาย 2 ชั่วโมง วันพุธเป็นปฏิบัติ 3 ชั่วโมง แต่จะปรับรวมให้อยู่ในวันเดียวและเรียนยาว ( 1 สัปดาห์เรียนยาวเพียงครั้งเดียว )
...เรื่องการเรียนยาวนานนั้น โดยปกตินะครับ จากประสบการณ์ แค่ 30 นาที สติเด็กก็กระเจิดกระเจิงแล้วครับ ก็ต้องใช้วิธีเปลี่ยนรูปแบบการสอนทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หรือทุกๆ 15 นาทีครับ เช่น เป็นเกมส์ วิดีโอ การพูด สารคดีสั้น การปฏิบัติการ และอื่นๆ ตามแต่ที่เกี่ยวข้องหรือแทรกได้ อีกทั้งการเรียนยาวที่ผมว่านั้น ก็จะเฉลี่ยเวลากันไปตามหัวข้อของเนื้อหา เช่น เนื้อหาง่าย ก็อาจจะ 2 ชั่วโมงครึ่ง หรือหากยาก ก็เป็น 3 - 4 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องให้เขาพักเบรคเป็นเวลาครับ...
และแนวการสอนเป็นการเรียนเชิงอบรมปฏิบัติการ (บรรยายควบกับการปฏิบัติ พูดและทำให้เขาเห็น) ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เราบรรยายไป มันสามารถเกิดผลลัพธ์ได้อย่างไร ด้วยการให้เขาทดลองปฏิบัติและเรียนรู้กับผลลัพธ์ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในช่วงต้นจนถึงกลางเทอม เราต้องทำให้เขาเข้าใจในพื้นฐานของทฤษฎี (เฉพาะที่จำเป็น ไม่อัดความคิดจนนักศึกษาจับประเด็นไม่ถูก) รวมถึงเห็นผลลัพธ์จากทฤษฎีที่เกิดขึ้น จากนั้นเราก็จะทำให้เขาสนุกกับองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น โดยในช่วงหลังกลางเทอม เราก็จะเริ่มให้เขาสนุกกับการทำงานจริงจากงานที่มีคนว่าจ้างเข้ามาหรืองาน Freelance (เน้นเพื่อเป็นกรณีการศึกษาเท่านั้น เช่นระบบเว็บไซต์เล็กๆ หรืออื่นๆ ที่ไม่ได้ใหญ่โตเกินภาวะความสามารถของนักศึกษา)
โดยไม่มีค่าตอบแทน แต่หากเจ้าของหัวข้อประสงค์ให้เป็นสินน้ำใจ ก็สามารถบริจาคเข้ามาตามระเบียบราชการได้ โดยหัวข้อเหล่านี้ผมต้องเป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงมีการประเมินคะแนนร่วมกันทั้งเจ้าของหัวข้อ อาจารย์ และเพื่อนนักศึกษา นอกจากนี้นักศึกษายังจะได้เรียนรู้ถึงการติดต่อสื่อสารจากเจ้าของระบบ เรียนรู้ถึงการวางแผนโปรเจค เรียนรู้ถึงความกดดันต่างๆ และที่สำคัญมันคือบทเรียนชีวิตที่จำลองของชีวิตการทำงานได้เป็นอย่างดี
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผมสามารถเรียบเรียงเป็นอักษรให้ทุกๆ ท่านเข้าใจได้ แต่ก็มีอีกหลายๆ อย่างที่อยู่ในใจผม ที่เขียนออกมาเป็นอักษรไม่ได้เช่นกัน ผมมีเพียงความปรารถนาเดียวเท่านั้น ที่อยากจะเห็นลูกศิษย์ของผมสามารถนำความรู้ที่ผมสอนไปปฏิบัติงานได้จริง และอาจมีผลพลอยได้คือรายได้พิเศษให้กับเขา แทนการให้เขาไปทำงานหารายได้เสริมประเภทแหล่งอบายมุข ทั้งหมดนี้คือการแลกเปลี่ยนความคิดนะครับ ผมจึงขอรับข้อเสนอแนะจากท่านด้วยนะครับ เผื่อท่านจะมีมุมมองที่แตกต่างหรือเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปสักที
...ประเด็นเรื่องรายได้เสริม อาจดูแล้วไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของอาจารย์นะครับ แต่บริบทของแต่ละสถาบันมันต่างกันนะครับ เผอิญว่าสภาพแวดล้อมที่ผมอยู่นั้น นักศึกษาส่วนใหญ่มีฐานะค่อนข้างยากจน เขาจึงต้องประกอบอาชีพอื่นๆ เพื่อหารายได้เสริม แม้แต่อาชีพที่ทำยามค่ำคืน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการเรียน ดังนั้นหากมีงานใดที่มีรายได้ และเป็นงานสุจริต ที่เขาสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมา มาสร้างเป็นโอกาสหรือตัวเงินได้ โดยนำมาทำในเวลาเรียนคล้ายๆ เป็นโปรเจคร่วมกับอาจารย์ ผมว่าสิ่งนี้มันจะทำให้เขาภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เขาสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง ด้วยสมองของเขาเอง แม้ยังเรียนไม่จบ...
โดยสรุปก็คือ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เงินหรือธุรกิจ (มันเป็นเพียงผลพลอยได้) ประเด็นหลักอยู่ที่ต้องการหาเจ้าของโปรเจคที่ยินดียื่นโจทย์งานและรับเป็นเจ้าของงานกรณีศึกษา แล้วเราก็ไปบริการเขา (ทุกอย่างเป็นความร่วมมือ โดยผ่านระบบหนังสือราชการ) โดยให้นักศึกษาได้ทดลองงานจริงนั้น เจอจริง ทำจริง โดยไม่ขอรับค่าตอบแทน เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา แต่ถ้าสมมุติว่าเขาต้องการให้เป็นสินน้ำใจจริงๆ เราก็จะให้เขาบริจาคเข้ามาตามระเบียบของมหาวิทยาลัยครับ (เหมือนศิษย์เก่าบริจาคให้สาขาวิชา) แล้วนำเงินกลางนั้นมาเฉลี่ยคืนให้นักศึกษาได้รับทุกๆ คน อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถนำสิ่งนี้ไปเขียนในแฟ้มงาน Resume ของเขาได้ต่อไปในอนาคต แต่ที่สำคัญที่สุดอื่นใดคือความภูมิใจที่เขาสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมาทำให้เป็นงานที่จับต้องได้จริงๆ ครับ
ด้วยความเคารพและนับถือยิ่ง
คิดอย่างไรเกี่ยวกับการหมอบหมายงานนอก (งาน Freelance) ให้นักศึกษาทำ
เนื่องจากในปัจจุบันนี้ทิศทางการศึกษาในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากนะครับ เนื่องจากมีสถาบันการศึกษาและหลักสูตรสาขาวิชาที่เกิดขึ้นมากมาย การประเมินสถาบันศึกษามุ่งเน้นให้บุคลากรสนใจแต่พัฒนาเอกสารมากขึ้น จนปล่อยปะละเลยในเรื่องของการพัฒนาบัณฑิต บัณฑิตที่จบจากแต่ละสถาบันในแต่ละปีมีปริมาณที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในขณะเดียวกันคุณภาพของบัณฑิตที่จบไปกลับสวนทางไปอย่างน่าใจหาย สายวิชาที่ผมสัมผัสได้ เห็นจะเป็นในด้านของศาสตร์ไอที ที่บัณฑิตบางส่วน (หรืออาจจะส่วนใหญ่) เข้าใจในทฤษฎีแต่กลับลงมือปฏิบัติงานจริงไม่ได้ อีกทั้งมีแนวโน้มว่าบัณฑิตรุ่นใหม่มีเงื่อนไขในการของาน ขอเงินเดือน และเงื่อนไขในการใช้ชีวิตมากขึ้นรวมถึงมีความอดทนต่อความกดดันน้อยลง ซ้ำร้ายที่พบเห็น จบด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่กลับเขียนโปรแกรมไม่ได้เป็นต้น
นี่คือ "โจทย์ปัญหา" สำคัญครับที่ผมต้องหาวิธีการแก้ไข ลองผิด ลองถูกมาหลายวิธี (แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่ม) ส่วนหนึ่งในความคิดของผมคือ การเน้นให้นักศึกษาสนุกกับสิ่งที่ทำและมีเป้าหมาย เห็นความสำคัญของรายวิชาว่าสามารถต่อยอดอย่างไรได้บ้าง และมันให้ประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างไรบ้าง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ แต่มันก็คือสิ่งที่ท้าทายมากๆ สำหรับผม
การสอนของผม ไม่เน้นตำรา ไม่เน้นท่องจำ ไม่เน้นเอกสาร จะไม่แบ่งเป็นคาบบรรยายหรือคาบปฏิบัติ จะไม่แยกวันเรียน เช่น วันจันทร์เป็นบรรยาย 2 ชั่วโมง วันพุธเป็นปฏิบัติ 3 ชั่วโมง แต่จะปรับรวมให้อยู่ในวันเดียวและเรียนยาว ( 1 สัปดาห์เรียนยาวเพียงครั้งเดียว )
...เรื่องการเรียนยาวนานนั้น โดยปกตินะครับ จากประสบการณ์ แค่ 30 นาที สติเด็กก็กระเจิดกระเจิงแล้วครับ ก็ต้องใช้วิธีเปลี่ยนรูปแบบการสอนทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หรือทุกๆ 15 นาทีครับ เช่น เป็นเกมส์ วิดีโอ การพูด สารคดีสั้น การปฏิบัติการ และอื่นๆ ตามแต่ที่เกี่ยวข้องหรือแทรกได้ อีกทั้งการเรียนยาวที่ผมว่านั้น ก็จะเฉลี่ยเวลากันไปตามหัวข้อของเนื้อหา เช่น เนื้อหาง่าย ก็อาจจะ 2 ชั่วโมงครึ่ง หรือหากยาก ก็เป็น 3 - 4 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องให้เขาพักเบรคเป็นเวลาครับ...
และแนวการสอนเป็นการเรียนเชิงอบรมปฏิบัติการ (บรรยายควบกับการปฏิบัติ พูดและทำให้เขาเห็น) ให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เราบรรยายไป มันสามารถเกิดผลลัพธ์ได้อย่างไร ด้วยการให้เขาทดลองปฏิบัติและเรียนรู้กับผลลัพธ์ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในช่วงต้นจนถึงกลางเทอม เราต้องทำให้เขาเข้าใจในพื้นฐานของทฤษฎี (เฉพาะที่จำเป็น ไม่อัดความคิดจนนักศึกษาจับประเด็นไม่ถูก) รวมถึงเห็นผลลัพธ์จากทฤษฎีที่เกิดขึ้น จากนั้นเราก็จะทำให้เขาสนุกกับองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น โดยในช่วงหลังกลางเทอม เราก็จะเริ่มให้เขาสนุกกับการทำงานจริงจากงานที่มีคนว่าจ้างเข้ามาหรืองาน Freelance (เน้นเพื่อเป็นกรณีการศึกษาเท่านั้น เช่นระบบเว็บไซต์เล็กๆ หรืออื่นๆ ที่ไม่ได้ใหญ่โตเกินภาวะความสามารถของนักศึกษา) โดยไม่มีค่าตอบแทน แต่หากเจ้าของหัวข้อประสงค์ให้เป็นสินน้ำใจ ก็สามารถบริจาคเข้ามาตามระเบียบราชการได้ โดยหัวข้อเหล่านี้ผมต้องเป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงมีการประเมินคะแนนร่วมกันทั้งเจ้าของหัวข้อ อาจารย์ และเพื่อนนักศึกษา นอกจากนี้นักศึกษายังจะได้เรียนรู้ถึงการติดต่อสื่อสารจากเจ้าของระบบ เรียนรู้ถึงการวางแผนโปรเจค เรียนรู้ถึงความกดดันต่างๆ และที่สำคัญมันคือบทเรียนชีวิตที่จำลองของชีวิตการทำงานได้เป็นอย่างดี
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผมสามารถเรียบเรียงเป็นอักษรให้ทุกๆ ท่านเข้าใจได้ แต่ก็มีอีกหลายๆ อย่างที่อยู่ในใจผม ที่เขียนออกมาเป็นอักษรไม่ได้เช่นกัน ผมมีเพียงความปรารถนาเดียวเท่านั้น ที่อยากจะเห็นลูกศิษย์ของผมสามารถนำความรู้ที่ผมสอนไปปฏิบัติงานได้จริง และอาจมีผลพลอยได้คือรายได้พิเศษให้กับเขา แทนการให้เขาไปทำงานหารายได้เสริมประเภทแหล่งอบายมุข ทั้งหมดนี้คือการแลกเปลี่ยนความคิดนะครับ ผมจึงขอรับข้อเสนอแนะจากท่านด้วยนะครับ เผื่อท่านจะมีมุมมองที่แตกต่างหรือเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปสักที
...ประเด็นเรื่องรายได้เสริม อาจดูแล้วไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของอาจารย์นะครับ แต่บริบทของแต่ละสถาบันมันต่างกันนะครับ เผอิญว่าสภาพแวดล้อมที่ผมอยู่นั้น นักศึกษาส่วนใหญ่มีฐานะค่อนข้างยากจน เขาจึงต้องประกอบอาชีพอื่นๆ เพื่อหารายได้เสริม แม้แต่อาชีพที่ทำยามค่ำคืน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการเรียน ดังนั้นหากมีงานใดที่มีรายได้ และเป็นงานสุจริต ที่เขาสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมา มาสร้างเป็นโอกาสหรือตัวเงินได้ โดยนำมาทำในเวลาเรียนคล้ายๆ เป็นโปรเจคร่วมกับอาจารย์ ผมว่าสิ่งนี้มันจะทำให้เขาภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เขาสามารถทำงานได้ด้วยตนเอง ด้วยสมองของเขาเอง แม้ยังเรียนไม่จบ...
โดยสรุปก็คือ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เงินหรือธุรกิจ (มันเป็นเพียงผลพลอยได้) ประเด็นหลักอยู่ที่ต้องการหาเจ้าของโปรเจคที่ยินดียื่นโจทย์งานและรับเป็นเจ้าของงานกรณีศึกษา แล้วเราก็ไปบริการเขา (ทุกอย่างเป็นความร่วมมือ โดยผ่านระบบหนังสือราชการ) โดยให้นักศึกษาได้ทดลองงานจริงนั้น เจอจริง ทำจริง โดยไม่ขอรับค่าตอบแทน เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษา แต่ถ้าสมมุติว่าเขาต้องการให้เป็นสินน้ำใจจริงๆ เราก็จะให้เขาบริจาคเข้ามาตามระเบียบของมหาวิทยาลัยครับ (เหมือนศิษย์เก่าบริจาคให้สาขาวิชา) แล้วนำเงินกลางนั้นมาเฉลี่ยคืนให้นักศึกษาได้รับทุกๆ คน อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถนำสิ่งนี้ไปเขียนในแฟ้มงาน Resume ของเขาได้ต่อไปในอนาคต แต่ที่สำคัญที่สุดอื่นใดคือความภูมิใจที่เขาสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมาทำให้เป็นงานที่จับต้องได้จริงๆ ครับ
ด้วยความเคารพและนับถือยิ่ง