จากผู้หญิงที่เกลียดการวิ่ง สู่การได้ถ้วยครั้งแรกของตัวเอง





ถ้าใครเคยอ่านกระทู้เรามาก่อนกับเรื่องอื่นๆ ทั้งเรื่องเอว 24 การออกกำลังกายโน่นนี่นั่น
ก็ต้องขอโทษด้วยที่เรื่องบางส่วนอาจจะซ้ำกับที่เคยเล่ามาแล้ว
แต่ว่าก็อยากเล่าอะนะ 555

ก่อนหน้าปี 2554 เราเป็นคนเกลียดการวิ่งมาก่อน เหมือนผู้หญิงทุกคน
เพราะมันเหนื่อย......


คนออกกำลังกายทุกวันนี้จำไม่ได้แล้วเหรอว่าก่อนหน้าเราจะเริ่มออกกำลังกาย
เราก็เคยเป็นคนที่ขี้เกียจสุดๆ นอนอยู่บ้าน มีข้ออ้างสารพัดที่จะไม่ลุกมาออกกำลังกาย
และข้ออ้างนี้กลับกลายเป็นเรื่องตลกสำหรับตัวเองในวันนี้

โอเค ตอนนี้ก็ขำตัวเองนะ เราเข้าใจเวลาที่คนบอกว่าไม่ชอบวิ่ง
เรารู้อยู่ในใจเลยว่าทำไม ก็มันเหนื่อยอะ

คือ ก็ไม่เข้าใจว่าจะทรมานตัวเองให้เหนื่อยทำไม
เราออกกำลังกายอย่างอื่นมันไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ สบายๆ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ
ก็เล่นมันแต่โยคะ ว่ายน้ำป๋อมแป๋มแบบลูกหมาตกน้ำ
ไม่เคยคิดจะวิ่งอะไรกับเค้าหรอก

แฟนในตอนนั้น (สามีในวันนี้) เป็นคนออกกำลังกายด้วยการวิ่ง
วันเสาร์อาทิตย์เจอกัน เค้าก็ชวนเราไปวิ่งตอนเย็นๆเพราะเค้าจะวิ่ง
ส่วนเราก็ อืมๆ ไปก็ได้ วิ่งได้ 500 เมตร ร้องเหนื่อย เลิก ไม่วิ่ง
เดินเล่นรอเค้าบ้าง อ่านหนังสือรอบ้าง เป็นแบบนี้ทุกครั้ง
และแฟนก็ไม่เคยเรียกร้องให้เราวิ่งด้วยนะคะ
เค้าเชื่อว่า ทุกคนมีความชอบในการออกกำลังกายไม่เหมือนกัน
ถ้าเราจะชอบโยคะก็จงโยคะไป ไม่ว่า

จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่ไปฟิตเนสแล้วมันไม่มีโยคะให้เล่นทุกวัน
บางวันไปไม่ทันคลาสบ้าง บางวันไม่มีคลาสให้เล่น
ก็เลยเดินๆบนลู่บ้าง อะไรบ้าง

แล้วก็อยากเซอร์ไพรส์แฟนด้วย เค้าไปต่างประเทศหลายเดือน
ว่าพอเค้ากลับมาแล้วเราวิ่งได้แล้วนะ และผอมลงด้วย

เอาเข้าจริง วิ่งได้จริงๆ แต่น้ำหนักขึ้นคร่าาาาาาา -"-
(มันเป็นกล้ามเนื้อ นี่พูดจริง)

เราเริ่มจากเดิน เดินเร็ว เร็วขึ้น เริ่มวิ่งความเร็วเริ่มจาก 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
วิ่งได้ 2-3 กิโลก็เลิกแล้ว เหนื่อย ไม่ไหว

มีเป้าหมายว่าต้องวิ่งให้ได้ถึง 5 กิโล
เพราะว่าเจ้านายในตอนนั้นมาบอกให้พนักงานลงรายการไมโครมาราธอนของบริษัท

ช่วงนั้นก็เพิ่มความเร็วเป็น 8 8.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเรื่อยมา
ครั้งแรกที่เจิมรายการวิ่งต้นปี 55 ก็แบบวิ่งไปได้ 2.5 โล เหนื่อย หยุดเข้าห้องน้ำอีก
แฟนก็เข็นแทบตาย ให้กำลังใจตลอดทางให้เราวิ่งให้ได้ถึง 5 กิโล
สรุปครั้งแรกวิ่ง 5 กิโล แต่ใช้เวลาเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แค่ว่าจบก็ดีใจมาก

หลังจากนั้นก็วิ่งในฟิตเนสสลับโยคะ แล้วแต่อารมณ์

ระหว่างนั้นไม่ลงรายการวิ่งใดๆเลย เพราะไม่รู้จักหรอก
นอกจากของบริษัทในปลายปี 55 อีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้ได้เวลา 33 นาที เบๆ ไม่คิดว่ามันเร็วหรือช้าหรืออะไร

จนมาวิ่งได้ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วันละ 5 กิโลเกือบทุกวัน

น้องที่ออฟฟิศเก่าเจอกันที่ฟิตเนสบ่อยๆ น้องวิ่ง 10 โลเช้าเย็น
เราก็ชื่นชมว่า น้องวิ่งเก่งจัง วิ่งฮาร์ฟได้ด้วย วิ่งได้ 10 โลเช้าเย็นด้วย
น้องกล่าวว่า "พี่ก็วิ่ง 10 โลได้ พี่ไหว หนูเชื่อ"
(วันนี้น้องเค้าวิ่งฟูลไปเรียบร้อยแล้วค่ะ)

นั่นเลยจุดประกายให้เราก้าวข้ามเขต 5 กิโลไปวิ่ง 10 กิโล
และครั้งแรกที่วิ่งในฟิตเนสนั้นก็วิ่งรวดเดียวไม่พักเลย ได้ 10 กิโลจริงๆ

รายการไมโครของบริษัทวนมาถึงอีกครั้ง
ครั้งนี้รู้สึกว่า เฮ้ย ฟิตกว่าเดิมมาก ได้เวลาแค่ 26 นาทีเท่านั้น
ทิ้งผู้ชายในออฟฟิศทั้งแกงค์ไว้เบื้องหลัง...

แล้วก็มาถึงรายการบางกอกมาราธอนของปี 2556 ที่เพิ่งลงครั้งแรก
ลงไป 10 กิโล พอเพื่อนๆรู้ก็กล่าวว่า แบบเธอต้องลงฮาร์ฟแล้ว  10 โลมันใช่เหรอ
แต่ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะวิ่งได้หรอกฮาร์ฟ ไม่เคยคิด ไม่เคยอยู่ในหัว
ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนวิ่งเก่งอะไร ก็วิ่งได้แค่วันละ 5 กิโล 10 กิโล 21 กิโลมันเกินเอื้อมไปมาก

ซึ่งก็ทำให้ลงไปแค่ 10 โลและวิ่งจบแบบชั่วโมงนิดๆ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่วิ่งขำๆไม่ได้คิดอะไร

หลังจากนั้นก็เจอรายการ TNF100 ที่เขาใหญ่ เทรลแรกในชีวิต
ครั้งแรกกับการวิ่งแบบมีชิพจับเวลา ก็ลง 10 โลเหมือนเดิม
ทั้งๆที่ลังเลว่าจะ 25 หรือ 10 ดีนะ แต่เพื่อนๆลง 10 หมด ก็โอเค ไปด้วยกัน ไม่มั่นใจด้วย

TNF100 นี้เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตวิ่งหลายประการ เพราะ

1. เทรลแรกในชีวิตที่ทำให้เรารู้ว่า เรารักการวิ่งเทรลมากมาย

2. เมื่อมีชิพจับเวลาทำให้เรารู้อันดับตัวเองในการวิ่งเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจเพราะยังคิดว่าตัวเองเป็นเต่าที่วิ่งแค่จบก็เก่งแล้ว
แต่จบรายการ TNF เราอยู่ในอันดับที่ 10 ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นคนต่างชาติ
ทำให้เรารู้ว่า เฮ้ย เราวิ่งได้ แล้วเราก็วิ่งได้ดีเสียด้วยนะ






หลังรายการ TNF100 ก็ไปวิ่งงานพันท้ายนรสิงห์ในอาทิตย์ถัดมา
ด้วยเหตุผลเดียวเลยคือ มันจัดอยู่หน้าบ้าน ....

และที่นี่เราเข้าเป็นที่ 6 เพราะเราจำได้ว่าเราวิ่งแข่งมากับใคร
แจกรางวัล 5 อันดับแรก เค้าเลยจดเวลาของทั้ง 5 อันดับไว้
เวลาเรากับเค้าห่างกันแค่นิดเดียว เราเลยรู้ว่า นี่ อีกนิดเดียวเท่านั้น เราก็มีหวังอันดับกับเค้านะ

หลังจากนี้ก็ไปวิ่งที่ภูกระดึง ใช้เวลาวิ่งขึ้นภูกระดึงที่ 1 ชั่วโมง 55 นาที
เข้าไปเป็นอันดับที่ 4 ก็โอเค แจก 3 รางวัลได้ที่ 4 อีกแล้ว



นี่มันเริ่มเจ็บใจนะ แล้วมันติดอยู่ในใจ.....

รายการถัดมาลงวิ่งคู่กับสามี กระทุ่มแบนมินิมาราธอน
ที่เป็นรายการเดียวในประเทศไทยที่มีวิ่งคู่สามี-ภรรยา 5 กิโล
กะว่าขำๆได้ถ้วยแน่นอน เพราะเราวิ่งด้วยกันมาหลายปี มั่นใจมาก
แต่พอมาดูเวลาของปีที่แล้วพบว่า นี่มันอัลไล วิ่งกันเร็วมากๆแบบ 24 นาที
แล้วไล่อันดับแบบหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว
วันแข่งจริงก็เป็นแบบนั้นจริงๆคือ รวมคู่สามีภรรยาที่วิ่งเก่งมากจากทั่วประเทศมา
เราวิ่งมาเป็นอันดับที่ 6 ที่กิโล 2.5 แล้วแซงมาได้ 1 คู่ แล้วเบียดกันมาจนถึงเส้นชัย
พยายามมาก เหนื่อยมาก เข้าที่ 5 จนได้ที่เวลา 26 นาที และเพิ่งรู้ว่าเค้าแจก 7 รางวัล

ไม่รู้จะพยายามสับกันมาเพื่อ....


(คุณสามีขอไม่ออกสื่อค่ะ)

นั่นเป็นถ้วยแรกที่ได้พร้อมกับสามี แต่มันยังไม่ฟิน
ที่ติดอยู่ในใจคือ หญิงเดี่ยวนี่แหละที่มันเฉียดมาเฉียดไปไม่ได้สักที

แน่นอน เดือนที่แล้วมีโคลัมเบียเทรลที่แก่งกระจาน พลาดไม่ได้ ต้องไป เพราะรักเทรลมาก
ที่นี่เราพลาดพลั้งหลายอย่าง เพราะเข้าใจว่าจุดให้น้ำมี 2 จุดในเส้นทาง 10 กิโล
แต่จริงๆมีจุดเดียว ทำให้เราไม่กินน้ำมากในจุดแรก และโยนขวดน้ำทิ้งไป
หวังจะไปเจอจุดให้น้ำที่ 2 แต่ไม่เจอ มีแค่จุดเดียว ทำให้ 3 กิโลท้ายขาดน้ำ แดดร้อน
และเราเลยหยุดเดินเพราะไม่ไหวจริงๆ จะดีไฮเดรด





รายการนี้คิดแต่แรกว่า คนลงเยอะ เราคงไม่ใช่จะได้ถ้วยง่ายๆหรอก วิ่งสนุกๆพอ
พอเราหยุดเดินในกิโลที่ 8 เราก็เห็นคนที่แซงเราขึ้นไปหลายคน นับๆไว้แล้วก็ 3-4 คน

สรุปจบงาน ผลการแข่งขันออก เราอยู่อันดับ 5 ซึ่งคือ เฮ้ย เจ็บใจอีกมั้ย
ทำไมเราไม่สู้ ทำไมเราหยุดเดิน ทำไมเราปล่อยคนอื่นแซงไปแบบนั้น ทำไมและทำไม

ทำให้เรารู้เลยว่า เราไม่ควรถอดใจจนกว่าจะถึงเส้นชัย เป็นบทเรียนครั้งสำคัญ

1 เดือนถัดมาที่ประชาชนไปพัทยามาราธอน
เราเลือกมางานวิ่งสร้างรอยยิ้มเปลี่ยนชีวิต 2014  ที่สวนหลวง
เนื่องจากมีเพื่อนๆที่สนใจเริ่มมาวิ่งกันมาก
และอยากมาวิ่งในงานที่เราวิ่งด้วย
เลยเลือกมางานในกทม.จะได้มาง่าย ไม่เป็นภาระการเดินทาง

ก่อนวิ่ง 3 วันเราเจ็บกล้ามเนื้อขาหนีบ
จริงๆแล้วเราเริ่มมีอาการบาดเจ็บบ้าง ตั้งแต่เริ่มวิ่ง 10 กิโล
แต่ส่วนมากจะเจ็บเข่าขวา ซึ่งก็ระมัดระวังมาตลอด
ครั้งนี้กลับเจ็บกล้ามเนื้อขาหนีบ เพราะวอร์มก่อนวิ่งไม่พอ
เลยทำให้หยุดวิ่งไปเลยจนกระทั่งวันอาทิตย์ที่จะวิ่งจริงๆ
ก็ไม่เจ็บแล้วและคิดว่าน่าจะวิ่งไหว ถ้าไม่ไหวจะเลิกเองระหว่างทาง


วิ่งไปได้ 5 กิโลแรกไม่มีปัญหาอะไร เจ็บนิดๆ แต่ไม่คิดว่ามีปัญหา
พอมาถึงกิโลที่ 6 มันเริ่มเจ็บมากขึ้น ใจนึงก็บอกให้หยุด อีกใจก็บอกว่าต้องต่อให้จบ
พอจำได้ถึงความรู้สึกแก่งกระจานตอนนั้นก็ไม่อยากเลิก ไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว
เลยตัดสินใจไปต่อ จะต้องจบให้ได้ ระหว่างนั้นก็วิ่งแข่งกันมากับอีกคนหนึ่ง
ผลัดกันแซงตั้งแต่กิโลก 6-8 และสุดท้ายเราก็ปล่อยเค้าไป ยอมรับได้ว่าสู้แล้วแต่สู้ไม่ได้จริงๆ

ถึงอย่างนั้นเราก็เข้าเป็นอันดับ 3 จนได้ ห่างจากคนที่ 2 แค่ 40 วินาทีเท่านั้น (ที่วิ่งแข่งกันมาตลอดนี่แหละ)
วินาทีที่เห็นเจ้าหน้าที่ถือป้ายอันดับ 3 ยื่นให้ตรงหน้าเส้นชัยมันดีใจมาก
จนลืมไปหมดทั้งความเหนื่อย ความเจ็บที่เกิดขึ้นตลอดการวิ่ง 10 กิโลนั้น
และรู้สึกดีใจที่ตัวเองไม่ถอดใจไปก่อนหน้านี้


(หัวยุ่งได้อีกมั้ย)

พอมาคิดว่า จากคนที่เกลียดการวิ่งมาก วิ่งได้ 500 เมตรร้องเหนื่อย แล้วเลิกมาก่อน
จนกระทั่งวันนี้ที่วิ่งจนได้รับถ้วย แม้จะเป็นแค่ที่ 3 รายการเล็กๆ ไม่ใช่รายการใหญ่ๆ
แต่มันก็ภูมิใจมากๆที่ทำได้จนถึงขนาดนี้ โดยไม่ได้มีการซ้อมเป็นแบบแผน
เป็นแค่ผู้หญิงที่รักการออกกำลังกายคนหนึ่งเท่านั้น
ทุกวันนี้ก็ยังซ้อมและเล่นอย่างอื่นในฟิตเนสเหมือนเดิม
อาทิตย์นึงวิ่งข้างนอกแค่ 1-2 วันเท่านั้น

สำหรับคนอื่นที่ซ้อมเป็นแบบแผน ก็คงมาถึงจุดนี้ได้เร็วกว่า
แต่เราถือว่า เราไม่ได้มีเป้าหมายในการวิ่งแบบนั้น เราสนุกกับการออกกำลังกาย
และการวิ่งจนได้ถ้วยนั้นถือเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย

ถ้าเราทำได้ขนาดนี้ เราก็เชื่อว่าใครอีกหลายคนที่วันนี้ไม่เคยคิดจะวิ่ง
วิ่งแล้วเหนื่อย วิ่งได้ 500 เมตรแล้วเลิก ก็จะสามารถทำได้เหมือนเราเช่นกัน
ว่าเราจะมีวันหนึ่งที่เราจะวิ่งได้ 3 กิโล 5 กิโล 10 กิโล และไปฮาร์ฟ ไปฟูลได้เช่นกัน

ส่วนเราตอนนี้จะไปฮาร์ฟแล้วค่ะ ที่ไม่ไปฮาร์ฟก่อนหน้านี้
เพราะสัญญาเบาๆกับตัวเองไว้ในใจว่า ถ้ายังไม่ได้ถ้วย 10 โล เราจะยังไม่ไปฮาร์ฟ

แต่เราไม่รีบนะ เราจะไปฮาร์ฟตามสไตล์ของเรา ไม่เร่ง ไม่รีบ ไม่ร้อน
ยังตัดสินใจอยู่ว่าจะไปฮาร์ฟรายการไหนเป็นครั้งแรกดี
แต่ตอนนี้ขอซ้อมรอไปก่อน พร้อมแล้วจะไปค่ะ

มาออกกำลังกายกันเถอะค่ะ เราอาจจะมีอะไรดีมากกว่าที่คิดก็ได้
ข้ามความขี้เกียจและมีใจที่มุ่งมั่น เพศไหนก็เหมือนกัน
เราอาจจะมีสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่า เราจะทำได้ในชีวิตนี้อยู่นะคะ


http://www.facebook.com/ihealthdiary
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่