เริ่มต้นเดือนพฤษภาคม ย่างเข้าฤดูฝนแล้วสินะ เมื่อคืนฝนตกอย่างหนัก สะดุ้งตื่นเพระาเสียงฟ้าร้อง แต่ก็ไม่ได้กลัวอะไรมากมาย เป็นเสียงที่คุ้นชินมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ฝนตกแบบนี้ทีไร คิดถึงเงินก้อนแรกที่หามาได้ด้วยตัวเองทุกที
ปลายหน้าร้อน เข้าสู่หน้าฝนเช่นนี้ มีอาชีพหนึ่งที่เด็กๆวัย 7 ขวบขึ้นไปสามารถทำได้ คือ เก็บแก่นสัก หรือ เมล็ดสัก ไปขาย
จริงๆ แก่นสักมีตั้งแต่หน้าร้อน แต่เพราะอากาศมันร้อน การออกไปหาแก่นสักก็ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ แต่พอคืนใดฝนตก รุ่งเช้ามา เด็กในวันนั้นก็รีบล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเอากระป๋องกระแป๋งพร้อมถุงใบใหญ่ออกเดินทางไปดงสัก บริเวณที่ต้นสักเยอะๆคือเป้าหมายของเด็กๆอย่างเรา แต่จริงๆแล้วส่วนตัวฉันคิดว่า ฝนตกใหม่ๆ แก่นสักจะไปไหนเสีย มันจะต้องถูกไหลรวมไปที่ปลายน้ำที่ซัดพาไป ไปกองอยู่ตรงนั้น นั่นคือเป้าหมายของฉัน แต่คนอื่นอาจจะไม่ได้คิด (เพราะถ้าเป็นเวลาปกติ ฝนไม่ตก มันก็กระจายทั่วต้น ตาดีก็เก็บ ตาไม่ดีคนอื่นก็มาเก็บ)
เก็บแก่นสักใส่เต็มกระป๋อง ก็เทรวมในถุง เต็มถุงเมื่อไหร่ก็กลับบ้านไปกินข้าวเช้า และทำภาระกิจต่อ
สิ่งที่ควรจะได้ระหว่างเก็บแก่นสัก มีทั้งผักต่างๆหลังฝนตก ผู้ใหญ่จะได้ของเหล่านี้กลับมาด้วย แต่ตอนเป็นเด็กนั้นก็ไม่ค่อยเก็บผักเพราะเป้าหมายคือแก่นสัก และอีกอย่าง ไม่รู้จักผักนั้นดีพอ
พอกลับมาบ้าน เอาแก่นสักออกตาก ให้แก่นสักแห้งๆ สัก 2-3 แดด เมื่อแห้งแล้วเอามาขยี้ๆให้เปลือกร่อน แล้วเป่าเปลือกสักออก บ้างก็ใช้กระด้งผัดออก คายเคืองกันไป แต่ไม่รู้สึกหรอกเพราะผิวมันด้านแดดไปหมดแล้วตามประสาเด็กๆ
เมื่อรวบรวมได้เยอะก็นำไปขาย ขายให้คนที่รับซื้อ ตอนนั้นมีป่าไม้ หน่วยงานของป่าไม้ที่ต้องเพาะกล้าสักไปปลูกทดแทนในป่าเป็นผู้รับซื้อ ราคาลิตรละ 3 บาท
ครั้งนึงได้ไม่กี่บาทหรอก แล้วแต่ปริมาณของที่เรามี ได้ 10บาท 30บาท เยอะมากก็ถึง 100บาท ...ดีใจมากเลยได้ตั้ง 100 บาท (สมัยนั้นขนมจีนถ้วยละ 1 บาท เมื่อปี2534) เงิน 100 บาทจึงไม่กล้าใช้ เสียดาย มันเป็นเงินก้อนแรก (ไม่ได้แบ๊งร้อยบาทมาหรอก ได้แบ๊งสิบ ยี่สิบ เหรียญ รีบเอามาใส่เสื้อแล้วมัดจุกด้วยหนังยาง กันหายระหว่างทาง)
ไม่มีใครถามว่า เหนื่อยไหม แต่ถ้าถาม ก็จะบอกว่า ไม่เหนื่อย แค่ขี้เกียจตามประสาเด็กๆ น่าจะได้นอนซุกผ้าห่ม ดูการ์ตูน กระดิกเท้ามากกว่า
อีกไม่กี่วันต่อมาก็เปิดเทอมขึ้นป.2 แม่ให้เงินไปซื้อสมุด ดินสอเตรียมไว้เข้าโรงเรียน ก็ปฏิเสธไปอย่างหยิ่งว่า ไม่เอาหรอกหนูมีเงินแล้ว และเอาเงินจากการขายแก่นสัก ซึ่งมีประมาณ 300กว่าบาท ไปซื้อสมุด ดินสอเองทั้งหมด ตอนนั้นรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเป็นครั้งแรก และเกิดความมุ่งมั่นว่าขึ้นป.3 ก็จะทำเช่นนี้อีก (แต่ป.3 มีงานใหม่ให้ทำ ที่น่าสนใจกว่า)
จริงๆเป็นคนไม่ชอบการค้าขาย แต่แม่ให้ทำ ให้ทำงานแลกของที่อยากได้ มองทุกอย่างให้เกิดงานเกิดเงิน มีเงินก็มีความสุข ดีใจมีตังค์กินหนม เท่านั้นเอง
หลังฝนตก กับการหาเงินของเด็ก 7 ขวบ
ปลายหน้าร้อน เข้าสู่หน้าฝนเช่นนี้ มีอาชีพหนึ่งที่เด็กๆวัย 7 ขวบขึ้นไปสามารถทำได้ คือ เก็บแก่นสัก หรือ เมล็ดสัก ไปขาย
จริงๆ แก่นสักมีตั้งแต่หน้าร้อน แต่เพราะอากาศมันร้อน การออกไปหาแก่นสักก็ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ แต่พอคืนใดฝนตก รุ่งเช้ามา เด็กในวันนั้นก็รีบล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเอากระป๋องกระแป๋งพร้อมถุงใบใหญ่ออกเดินทางไปดงสัก บริเวณที่ต้นสักเยอะๆคือเป้าหมายของเด็กๆอย่างเรา แต่จริงๆแล้วส่วนตัวฉันคิดว่า ฝนตกใหม่ๆ แก่นสักจะไปไหนเสีย มันจะต้องถูกไหลรวมไปที่ปลายน้ำที่ซัดพาไป ไปกองอยู่ตรงนั้น นั่นคือเป้าหมายของฉัน แต่คนอื่นอาจจะไม่ได้คิด (เพราะถ้าเป็นเวลาปกติ ฝนไม่ตก มันก็กระจายทั่วต้น ตาดีก็เก็บ ตาไม่ดีคนอื่นก็มาเก็บ)
เก็บแก่นสักใส่เต็มกระป๋อง ก็เทรวมในถุง เต็มถุงเมื่อไหร่ก็กลับบ้านไปกินข้าวเช้า และทำภาระกิจต่อ
สิ่งที่ควรจะได้ระหว่างเก็บแก่นสัก มีทั้งผักต่างๆหลังฝนตก ผู้ใหญ่จะได้ของเหล่านี้กลับมาด้วย แต่ตอนเป็นเด็กนั้นก็ไม่ค่อยเก็บผักเพราะเป้าหมายคือแก่นสัก และอีกอย่าง ไม่รู้จักผักนั้นดีพอ
พอกลับมาบ้าน เอาแก่นสักออกตาก ให้แก่นสักแห้งๆ สัก 2-3 แดด เมื่อแห้งแล้วเอามาขยี้ๆให้เปลือกร่อน แล้วเป่าเปลือกสักออก บ้างก็ใช้กระด้งผัดออก คายเคืองกันไป แต่ไม่รู้สึกหรอกเพราะผิวมันด้านแดดไปหมดแล้วตามประสาเด็กๆ
เมื่อรวบรวมได้เยอะก็นำไปขาย ขายให้คนที่รับซื้อ ตอนนั้นมีป่าไม้ หน่วยงานของป่าไม้ที่ต้องเพาะกล้าสักไปปลูกทดแทนในป่าเป็นผู้รับซื้อ ราคาลิตรละ 3 บาท
ครั้งนึงได้ไม่กี่บาทหรอก แล้วแต่ปริมาณของที่เรามี ได้ 10บาท 30บาท เยอะมากก็ถึง 100บาท ...ดีใจมากเลยได้ตั้ง 100 บาท (สมัยนั้นขนมจีนถ้วยละ 1 บาท เมื่อปี2534) เงิน 100 บาทจึงไม่กล้าใช้ เสียดาย มันเป็นเงินก้อนแรก (ไม่ได้แบ๊งร้อยบาทมาหรอก ได้แบ๊งสิบ ยี่สิบ เหรียญ รีบเอามาใส่เสื้อแล้วมัดจุกด้วยหนังยาง กันหายระหว่างทาง)
ไม่มีใครถามว่า เหนื่อยไหม แต่ถ้าถาม ก็จะบอกว่า ไม่เหนื่อย แค่ขี้เกียจตามประสาเด็กๆ น่าจะได้นอนซุกผ้าห่ม ดูการ์ตูน กระดิกเท้ามากกว่า
อีกไม่กี่วันต่อมาก็เปิดเทอมขึ้นป.2 แม่ให้เงินไปซื้อสมุด ดินสอเตรียมไว้เข้าโรงเรียน ก็ปฏิเสธไปอย่างหยิ่งว่า ไม่เอาหรอกหนูมีเงินแล้ว และเอาเงินจากการขายแก่นสัก ซึ่งมีประมาณ 300กว่าบาท ไปซื้อสมุด ดินสอเองทั้งหมด ตอนนั้นรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเป็นครั้งแรก และเกิดความมุ่งมั่นว่าขึ้นป.3 ก็จะทำเช่นนี้อีก (แต่ป.3 มีงานใหม่ให้ทำ ที่น่าสนใจกว่า)
จริงๆเป็นคนไม่ชอบการค้าขาย แต่แม่ให้ทำ ให้ทำงานแลกของที่อยากได้ มองทุกอย่างให้เกิดงานเกิดเงิน มีเงินก็มีความสุข ดีใจมีตังค์กินหนม เท่านั้นเอง