พระโพธิสัตว์ ถึงแม้จะทรงบรรทมสองต่อสองในห้องกับสตรี ก็ไ่ม่ทรงมองนางด้วยอำนาจราคะเลย

อุทยชาดก
ว่าด้วยบารมี ๑๐ ทัศ


พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้เบื่อหน่าย ใคร่กระสันจะสึก เพราะเกิดกามราคะกับหญิงที่ท่านได้เห็น ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ดังนี้


พระศาสดา ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่ว่าเธอเป็นผู้เบื่อหน่ายแล้ว เมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรเล่า เธอบรรพชาในพระศาสนาอันเป็นที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้เช่นนี้ ยังเป็นผู้เบื่อหน่ายด้วยอำนาจกิเลส แม้แต่บัณฑิตในปางก่อน เสวยราชสมบัติ ณ สุรุนธนนคร มีบริเวณได้ ๑๒ โยชน์ อันมั่งคั่ง ถึงจะอยู่ร่วมห้องกับหญิงผู้งามเทียบเท่านางเทพอัปสร ตลอด ๗๐๐ ปี ก็ยังมิได้ทำลายอินทรีย์ มิได้แม้แต่จะแลดูด้วยอำนาจความโลภเลย ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้


ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ากาสีเสวยราชสมบัติ ณ สุรุนธนนคร แคว้นกาสี พระองค์ไม่เคยมีพระโอรสหรือพระธิดาเลย พระองค์ตรัสกับพระเทวีทั้งหลายของพระองค์ว่า พวกเธอจงพากันอธิษฐานเพื่อปรารถนาบุตรเถิด พระราชเทวีรับพระราชดำรัสแล้วได้ทรงกระทำเช่นนั้น ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลกมาถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระอัครมเหสีของพระราชา ลำดับนั้น พระประยูรญาติทรงขนานพระนามพระราชกุมารนั้นว่าอุทัยภัทร เพราะทรงบังเกิดทำให้หทัยของมหาชนจำเริญ

ในกาลที่พระราชกุมารเจริญวัยที่ทรงย่างพระบาทได้ สัตว์ผู้อื่นจุติจากพรหมโลกมาบังเกิดเป็นกุมาริกา ในพระอุทรของพระเทวีพระองค์ใดพระองค์หนึ่งของพระราชาพระองค์นั้นแล พระประยูรญาติทรงขนานพระนามพระราชกุมารีนั้นว่า อุทัยภัทรา พระราชกุมารทรงจำเริญวัย จบการศึกษาศิลปศาสตร์ทั้งหมด แต่ทรงเป็นพรหมจารีโดยกำเนิด ไม่ทรงทราบเรื่องเมถุนธรรมแม้ด้วยความฝัน พระทัยของพระองค์มิได้พัวพันในกิเลสทั้งหลายเลย

พระราชาทรงพระประสงค์จะอภิเษกพระราชโอรสจึงทรงส่งข่าวสาสน์ไปว่า พ่อลูกชาย บัดนี้เป็นกาลที่จะเสวยความสุขในราชสมบัติของลูกละ พ่อจักให้ราชสมบัติทั้งหมดแก่ลูก พระโพธิสัตว์เจ้ากราบทูลห้ามเสียว่า ข้าพระองค์ มิได้มีความต้องการด้วยราชสมบัติเลย จิตของข้าพระองค์มิได้พัวพันในกองกิเลสเลย เมื่อได้รับพระราชดำรัสเตือนบ่อย ๆ เข้า จึงให้ช่างสร้างรูปสตรีสำเร็จด้วยทองคำชมพูนุทอันเปล่งปลั่ง แล้วทรงส่งข่าวสาสน์ถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดาว่า ถ้าข้าพระองค์ได้พบเห็นผู้หญิงงามเห็นปานนี้ไซร้ ก็จักขอรับมอบราชสมบัติ

พระราชบิดาและพระราชมารดาให้อำมาตย์พาเอารูปทองคำนั้นตระเวนไปทั่วชมพูทวีป เมื่อไม่ได้ผู้หญิงงามเช่นนั้น จึงตบแต่งพระนางอุทัยภัทราให้ประทับอยู่ในวังของพระราชกุมารนั้น ความงามของพระนางทรงข่มรูปทองคำนั้นเสียหมดสิ้น ครั้งนั้นพระราชบิดาและพระราชมารดาทรงอภิเษกพระโพธิสัตว์เจ้ากระทำพระ น้องนางต่างพระชนนีอุทัยภัทราราชกุมารีให้เป็นพระอัครมเหสี ทั้ง ๆ ที่พระราชกุมารและพระราชกุมารีทั้ง ๒ พระองค์นั้นมิได้ปรารถนาเลย แต่ทั้ง ๒ พระองค์นั้นก็ทรงประทับอยู่ด้วยการอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์นั่นแล



ครั้นกาลต่อมา พระราชบิดาและพระราชมารดาล่วงลับไป พระโพธิสัตว์จึงครอบครองราชสมบัติ แม้ทั้ง ๒ พระองค์จะประทับร่วมห้องกันก็มิได้ทรงทำลายอินทรีย์ ทอดพระเนตรกันด้วยอำนาจความโลภเลย ก็แต่ว่า ทรงกระทำข้อผูกพันกันไว้ว่า ในเราทั้ง ๒ ผู้ใดสิ้นพระชนม์ไปก่อน ผู้นั้นต้องมาจากภพที่ตนเกิดแล้วบอกว่า ฉันเกิดในภพนั้นดังนี้ เท่านั้น ต่อมาล่วงได้ ๗๐๐ ปี นับแต่เวลาได้อภิเษก พระโพธิสัตว์เจ้าก็สวรรคต ผู้อื่นที่จะเป็น พระราชาหามีไม่ พระนางอุทัยภัทราพระองค์เดียวทรงสำเร็จราชการแทน หมู่อำมาตย์ร่วมกันปกครองราชสมบัติ


ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น เมื่อสวรรคตแล้วก็มาบังเกิดเป็นท้าวสักกะในดาวดึงส์พิภพ แต่เพราะทรงมียศใหญ่ยิ่ง ไม่ทรงมีเวลาที่จะคิดถึงเรื่องเดิมได้ตลอด ๗ วันในสวรรค์ ดังนั้นเป็นอันล่วงไปถึง ๗๐๐ ปีมนุษย์ ท้าวเธอจึงทรงระลึกได้ ทรงพระดำริว่า เราจักทดลองพระราชธิดาอุทัยภัทราด้วยทรัพย์ แล้วจักเปล่งสีหนาทแสดงธรรม เปลื้องข้อผูกพันแล้วจึงจะกลับมา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่