ความเชื่อเป็นสิ่งที่ทำร้ายประเทศไทย และเป็นสิ่งที่นักการเมืองใช้

โดยความเป็นจริงแล้ว ผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายต่อหลายคน คงไม่เข้าใจว่าชุมนุมไปเพื่ออะไร
ชุมนุมแล้วรัฐบาลจะยอมรับเงื่อนไขหรือไม่ หรือ การชุมนุมจะจบลงอย่างไร
และที่สำคัญที่สุด คือการไม่รู้คำตอบเลยว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร

สิ่งที่ม็อบทุกม็อบสร้างขึ้น นั่นคือการสร้างความเชื่อ ให้เกิดขึ้นด้วยเทคนิคทางการพูดมากมาย
ขอยกตัวอย่างความเชื่อที่ถูกสร้างจนกลายเป็นความศรัทธา สักตัวอย่างหนึ่งนั่นคือ
ธรรมกาย
ซึ่งใช้จุดอ่อนของคนที่กำลังประสบปัญหาในชีวิต ด้านใดด้านหนึ่ง
การเดินเข้าสู่ธรรมะ เพื่อให้เกิดผลเป็นความสงบทางจิตใจ
ช่วยให้อาการทุกข์เหล่านั้น หายออกไปชั่วขณะ
หลักการเดียวกับการใช้มอร์ฟีนลดความเจ็บปวดทางการแพทย์
เมื่อผู้เข้ารับฟังธรรมกาย จิตใจสงบลง ก็จะเชื่อว่าได้ค้นพบทางสว่างแล้ว
การบริจาค "เงิน" โดยไม่คิดตรึกตรองเพราะเกิดศรัทธา จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

การเมืองก็เช่นกัน การสร้างความผิดให้ฝ่ายตรงกันข้าม ทำให้เกิด "ความกลัว"
และ นักการเมืองเหล่านั้น ก็ใช้ความกลัวนี้แหละ ในการสร้างแรกผลักดันให้ตนเองเข้าสู่ความสำเร็จ
นั่นก็คือ อำนาจ ที่ตนเองอยากได้

ความขัดแย้งในรอบนี้เกิดจากการที่ประชาธิปัตย์สร้างความกลัว ว่า พรบ.นิรโทษกรรม
จะเป็นบันได ชักพาให้ทักษิณกลับบ้าน ซึ่งจะกลายหอกข้างแคร่เล่มสำคัญ ที่ทำให้ประชาธิปัตย์
ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก
ถ้าจะพูดให้ตรงที่สุด คือ ประชาธิปัตย์และชนชั้นนำกลัวทักษิณ
จึงสร้างเงื่อนไขต่างๆจนนำมาสู่การประท้วงครั้งใหญ่

อะไรเป็นสาเหตุให้ระบุเช่นนั้น

1. วาทะกรรมที่ใช้คือ "การคอรัปชั่น" ที่ไม่จบสิ้น
ทั้งๆที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการสร้างองค์กรที่ทำการตรวจสอบและถ่วงดุล อำนาจในการบริหารของรัฐบาลอยู่มากมาย
แต่ปรากฏว่า การช่วยเหลือกันขององค์กรอิสระต่างๆ ก็ยังไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมได้อยู่ดี
ซ้ำร้าย หลายองค์กรเหล่านั้น ยังใช้อำนาจไปในทางที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มอำนาจเก่า ในการโค่นล้มทักษิณได้มากพอ
รวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ ในการประกาศตัวเลือกข้าง การล่วงอำนาจไปตัดสินเรื่องราวเกินเลยจากขอบเขตอำนาจที่มีอยู่
และยังกลายเป็นสร้างรอยแตกแยกในสังคมให้มากขึ้น สร้างรอยร้าวทางการเมืองให้แก่ฝ่ายที่ไม่อยากเข้าข้างฝ่ายใดให้ต้องเลือกข้าง
การยุบพรรคจนหมดเหี้ยน เหลือรอดพรรคเดียว ก็ยังไม่สามารถ หยุด ทักษิณได้

2. การชุมนุมที่สร้างเงื่อนไข ที่ไม่มีกฏใดๆรองรับ
จากถ้อยแถลงที่ไม่เห็นด้วยต่อ พรบ.นิรโทษกรรม(ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่เห็นด้วย) พัฒนาไปสู่การสร้างระบบในการบริหารใหม่
นั่นคือ สภาประชาชน ที่จะถูกคัดเลือกหรือพิจารณาจากแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง
เพราะ นอกจากไม่มีกฏหมายใด รองรับแล้ว ความแคลงใจต่อผู้นำในการชุมนุม ในด้านคอรัปชั่นซึ่งเคยมีมาในอดีต
ยังชี้ให้เห็นถึง ความพยายามในการกลับเข้าสู่ อำนาจ ซึ่งไม่ได้การยอมรับจากประชาชนทั้งหมดผู้เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง
แต่กลับ ชี้นำผู้ชุมนุมวาดฝันถึงสังคมที่ปราศจากการคอรัปชั่น (ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในสังคมปัจจุบัน)
โดยผ่านการชุมนุมเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนี้

3. ปฏิรูป นามธรรมที่ไม่เคยมีตัวตน
คุณสุเทพ แกนนำ กปปส. ร่วมกับนักวิชาการมากมายใช้วาทกรรม "การปฏิรูป" หรือ "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง"
เข้ามาสร้างนำการเชิญชวนคนเข้ามาร่วมชุมนุม แต่ทุกครั้งที่มีการพูดถึงประเด็นการปฏิรูป ในการออกสื่อต่างๆ
คำถามที่สำคัญที่สุด คือ ปฏิรูปอะไร อย่างไร
ปรากฏว่า ไม่มีใครตอบได้ชัดสักคน แม้แต่แกนนำอย่าง คุณสมบัติ หรือ คุณสุเทพเอง ว่าจะทำอย่างไร จะปฏิรูปอะไร
เมื่อมีการไล่ซักถามรายละเอียด จะพบเพียงคำตอบว่า มีทีมงานทำกันหลายคน และ ยังคงเป็นความลับอยู่

ในเมื่อคุณเชิญชวนให้คนเข้าร่วมการปฏิรูป แต่คุณไม่ได้สร้างกรอบการปฏิรูปไว้ให้เป็นรูปธรรม ชัดเจน และ เห็นผลดีได้
และ ที่สำคัญ คือการปฏิรูปนั้น ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ของประเทศ
จะให้ชาวบ้านร้านตลาด หรือ ผู้มีปัญญาน้อยอย่างผู้เขียน เชื่อหรือเข้าใจได้อย่างไรว่า
สิ่งที่คุณชี้ชวนให้เข้าร่วมไปจนถึงการปิดกรุงเทพ ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทย เป็นสิ่งที่ดี
และ ในทางตรงกันข้าม สร้างความรู้สึกคิดว่า เบื้องหลังวาทะกรรมที่สร้างขึ้นมานั้น เป็นเพียงฉากหน้าของการสร้างความวุ่นวาย
เพียงเพื่ออยากกลับสู่อำนาจ และ ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่เห็นแก่ตนและพวกพ้อง
ทั้งหมดนี้ถูกสร้างมาจาก ความเชื่อ เพียงอย่างเดียว

คุณสุเทพและพวก เชื่อว่าทางนี้จะเป็นหนทางในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ไปในแบบที่ตนเองต้องการ
ประชาธิปัตย์ เชื่อว่าทางนี้จะเป็นหนทางในการนำพรรค กลับเข้ามาสู่การมีอำนาจในการบริหาร และ ได้ควบคุมประเทศ
องค์กรอิสระและกลุ่ม สว. เชื่อว่าทางนี้จะเป็นการกำจัดทักษิณ ศัตรูทางการเมืองให้หมดสิ้นไป
และ ทั้งหมดนี้ได้นำความเชื่อ ใส่ลงสื่อต่างๆเพื่อกระตุ้นและปลุกเร้าให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้
โดยปราศจากพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะ
ความเชื่อ ได้ลบล้างเหตุและผล ออกไปจนหมดสิ้น
ความเชื่อนี้ ได้แยกแยะเอาส่วนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีออกไป
เหลือทิ้งไว้เพียง ร่างกายเปล่าๆ ที่ขาดและปราศจากความคิดและความรับผิดชอบ เข้าไปร่วมชุมนุม

แม้ส่วนลึกของสำนึกนั้น จะบอกว่าที่ทำทั้งหมดก็เพราะอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น
แต่สำนึกนั้น ก็ถูกความเชื่อครอบงำจนเหลือเพียงเบาบาง
ทิ้งไว้แต่ รอยทางความเสียหายของประเทศ
ที่ปากคุณบอกว่าจะทำให้ดีขึ้น แต่คุณกลับขยี้มันด้วยตัวคุณเอง

เพียงเพราะ ความเชื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่