ไอซ์ รักชนก ปราศรัยอ้อนขอคะแนน ชาวกำแพงเพชร ลั่นใครพบโกงเลือกตั้ง ไปรับ 1 ล้านที่ กกต.
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10120101
.

.
ไอซ์ รักชนก ปราศรัยอ้อนขอคะแนน ชาวกำแพงเพชร หวังสู้เจ้าของพื้นที่ รับไม่ใช่เรื่องง่าย 3 ยุคที่ผ่านมา ยังเจาะไม่ได้เลย ลั่นใครพบโกงเลือกตั้ง ไปรับ 1 ล้านบาทที่ กกต.
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 ม.ค.69 ที่ลานตลาดประชารัฐ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร (หลังเก่า) น.ส.
รักชนก ศรีนอก หรือ
ไอซ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ทั้ง 4 เขตของจังหวัดกำแพงเพชร
.
น.ส.
รักชนก ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สนามเลือกตั้งแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรค เนื่องจากตลอด 3 ยุคที่ผ่านมา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน ยังไม่เคยมี สส. เขตในจังหวัดนี้เลย แต่ยืนยันว่าครั้งนี้พรรคได้เฟ้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมและพร้อมที่สุด เพื่อลงไปต่อสู้เคียงข้างประชาชนและท้าชิงพื้นที่กับเจ้าของเดิมอย่างเต็มกำลัง
.
น.ส.
รักชนก ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคตลอด 8 ปีที่ผ่านมาว่า เป็นเพียงพรรคเดียวที่กล้าออกมาหยัดยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะการเป็นกระบอกเสียงให้กับทหารชั้นผู้น้อย ในวันที่พวกเขาถูกกระทำหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งพรรคไม่ได้ทำเพียงแค่การให้กำลังใจ แต่ยังมุ่งมั่นในการยื่นร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ความอยุติธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีกในอนาคต
.
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ลงพื้นที่ครั้งก่อนที่พบความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามในการเกณฑ์คนมาสร้างกระแสว่าไม่เป็นที่ต้อนรับ ซึ่ง น.ส.
รักชนก มองว่าเป็นเพียงการจัดฉากและอยากส่งกำลังใจถึงชาวกำแพงเพชรที่ยังกังวลเรื่องการแสดงออกทางการเมืองว่า เวลานี้คือช่วงเวลาสำคัญที่ควรแสดงพลังสนับสนุนพรรคประชาชนและรัฐบาลที่มาจากเสียงประชาชนอย่างแท้จริง
.
พร้อมฝากให้ทุกคนช่วยกันเป็น “
หัวคะแนนธรรมชาติ” ในวันเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้ไปสังเกตการณ์ที่หน่วยเลือกตั้ง ตรวจสอบจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์และการนับคะแนน พร้อมใช้มือถือถ่ายรูปผลสรุปคะแนนโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ
.
ทั้งนี้ บรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้มีเยาวชนรายหนึ่งที่มาฟังการปราศรัยเกิดอาการเป็นลม จนต้องปฐมพยาบาลด่วน ก่อนจะยุติการปราศรัยลง โดยในช่วงท้ายได้มีการเปิดโอกาสให้ซักถาม ซึ่งมีแฟนคลับรายหนึ่งถามถึงกระแสข่าวรางวัลนำจับทุจริตเลือกตั้ง 1 ล้านบาท
.
น.ส.
รักชนก ยืนยันหนักแน่นว่าเป็นเรื่องจริง หากมีการพบการซื้อเสียงหรือทุจริตในพื้นที่กำแพงเพชร ให้ไปรับที่ กกต.1 ล้านบาท ก่อนจะปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพหมู่ร่วมกับพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด
.
.
อาจารย์นิติศาสตร์ วิเคราะห์โค้งสุดท้าย การเมืองสามขั้วชิงตั้งรัฐบาลผสม
https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5574938
.
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิเคราะห์โค้งสุดท้าย การเมืองสามขั้วชิงตั้งรัฐบาลผสม
.
เมื่อวันที่ 31 มกราคม รศ.
ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยว่า การเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้เดินทางเข้าสู่ห้วงสุดท้ายอย่างแท้จริง ก่อนที่ประชาชนจะใช้สิทธิตัดสินทิศทางประเทศ หากมองเพียงผิวเผิน ภาพที่เห็นอาจเป็นเพียงการแข่งขันของพรรคการเมืองหลายพรรคที่ต่างเร่งระดมกำลัง ปราศรัยถี่ขึ้น โหมโฆษณามากขึ้น และใช้ทุกช่องทางเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง
.
แต่หากพิจารณาอย่างจริงจัง การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบการแข่งขันเชิงนโยบายแบบคลาสสิก หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ การต่อสู้เพื่อครอบครองความหมายของคำสำคัญอย่างความมั่นคง ความรักชาติ ความอยู่ดีกินดี และการเปลี่ยนแปลง ภายใต้สนามที่ไม่เป็นกลางทั้งในเชิงโครงสร้างรัฐที่มีการสับเปลี่ยนตัวโยกย้ายกลไกรัฐ หรือกลไกการบังคับใช้กฎหมาย และภูมิอากาศทางการเมืองที่เปราะบางอย่างยิ่ง
.
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดในโค้งสุดท้ายคือ พรรคการเมืองทุกพรรคต่างรับรู้ตรงกันว่า ฐานเสียงเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป โพลจากหลายสำนักแม้ตัวเลขจะคลาดเคลื่อนกันบ้าง แต่ให้ภาพเดียวกันอย่างน่าคิด คือยังไม่มีพรรคใดปิดเกมได้จริง สัดส่วนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจยังอยู่ในระดับสูงอย่างผิดปกติ ภาวะเช่นนี้ทำให้การหาเสียงในสัปดาห์สุดท้ายมีลักษณะคล้ายการทุ่มเดิมพันครั้งสุดท้ายมากกว่าการสื่อสารนโยบายอย่างสุขุมรอบคอบ และยิ่งเปิดพื้นที่ให้กับกลยุทธ์สุดโต่ง วาทกรรมขั้วตรงข้าม และการสื่อสารที่เล่นกับอารมณ์มากกว่าเหตุผล
.
การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้เลือกตั้ง จำเป็นต้องย้อนกลับไปมองภูมิศาสตร์การเมืองไทยอย่างจริงจัง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียวกัน และไม่ตอบสนองต่อสารทางการเมืองในแบบเดียวกัน ภาคกลางบางส่วนและภาคอีสาน ซึ่งยังคงเป็นฐานประชากรขนาดใหญ่ของประเทศ ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายปากท้อง รายได้ ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน และสวัสดิการที่เห็นผลเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เลือกตั้งในพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เลือกเพราะกระสุนอย่างเดียว หากแต่เลือกจากความคาดหวังว่ารัฐจะสามารถประคับประคองชีวิตในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองได้จริง ความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการบริหารจึงสำคัญพอๆ กับตัวนโยบายเองภาคเหนือมีลักษณะผสมผสานระหว่างฐานประชานิยมแบบดั้งเดิมกับกลุ่มผู้เลือกตั้งรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ขณะที่ภาคใต้โดยภาพรวมยังคงให้คุณค่ากับความมั่นคง ความเป็นระเบียบ และบทบาทของสถาบันหลักของชาติอย่างเด่นชัด
.
ส่วนกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ในหลายจังหวัดได้กลายเป็นสนามหลักของแนวคิดปฏิรูป ที่ผู้เลือกตั้งจำนวนมากตัดสินใจจากจุดยืนเชิงอุดมการณ์ ภาพอนาคตของประเทศ และความไม่พอใจต่อการเมืองแบบเดิม มากกว่านโยบายระยะสั้นหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า
.
หากพิจารณาประกอบกับตำแหน่งแห่งที่ของพรรคการเมือง จะเห็นชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้าของการเมืองสามขั้ว ขั้วแรกคือฝ่ายก้าวหน้าและปฏิรูป ซึ่งพรรคประชาชนเป็นตัวแทนสำคัญ ขั้วที่สองคือฝ่ายประชานิยมเชิงบริหาร ซึ่งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยครอบครองพื้นที่หลัก และขั้วที่สามคือฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เน้นความมั่นคง ศีลธรรม และสถาบัน โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคในแนวเดียวกันเป็นแกน โดยอาจมีบางบทบาทที่พรรคภูมิใจไทยที่พยายามแสดงตนในบทบาทอนุรักษ์ การเมืองสามขั้วเช่นนี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการเลือกนโยบาย แต่เป็นการเลือกทิศทาง เลือกโฉมหน้าของรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับประชาชน
.
ในโค้งสุดท้าย กลยุทธ์หาเสียงของแต่ละพรรคสะท้อนความพยายามยึดพื้นที่ของตนและขยายปริมณฑลของตัวเองไปยังพื้นที่ทับซ้อนอย่างชัดเจน พรรคประชาชนเลือกเดินเกมย้ำภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ดึงประเด็นการรื้อระบบประกันสังคมขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของการจัดการรัฐใหม่ พร้อมกับการดึง
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมาช่วยหาเสียงในฐานะบุคคลสัญลักษณ์ของความหวังและการเมืองแบบใหม่
.
แน่นอนว่ากระแสการลงพื้นที่ของ
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่น่าจะเป็นพลังเปลี่ยนเกมในความหมายของการดึงคะแนนจากฝ่ายตรงข้ามอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่เป็นพลังของการคงสภาพ ที่ช่วยประคองและตอกย้ำฐานเสียงเดิมของพรรคประชาชนไม่ให้รั่วไหลในช่วงโค้งสุดท้ายมากกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง กระแส
พิธาช่วยให้คะแนนไม่ลด แต่ยังไม่ใช่กลไกที่ทำให้คะแนนพุ่งทะลุเพดานของกลุ่มผู้ลังเลหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้เพราะภาพ
พิธา ไม่ใช่ภาพปรารถนาของกลุ่มอนุรักษ์ การต่อสู้ในระยะนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการแย่งคะแนนใหม่ แต่เป็นการรักษาคะแนนเดิมให้มั่นคงจนถึงวันหย่อนบัตร
.
ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทยในโค้งสุดท้ายกลับเลือกใช้กลยุทธ์ที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง นั่นคือการชูนโยบายเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในลักษณะลด แลก แจก แถม ภายใต้คำสัญญาว่าจะสร้างความมั่งคั่งและยกระดับรายได้ของประชาชนอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์นี้อาจสร้างแรงดึงดูดในระยะสั้น แต่ในเชิงวิภาคนโยบาย จำเป็นต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่านี่คือการคิดใหม่ หรือเป็นเพียงการเดินซ้ำรอยเดิมของประชานิยมแบบใช้งบประมาณมหาศาล โดยไม่กล้าแตะโครงสร้างรายได้ของรัฐอย่างแท้จริง
.
หันกลับไปที่พรรคภูมิใจไทยเลือกใช้กลยุทธ์เชิงเตือนภัย ด้วยวาทกรรมในลักษณะ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ซึ่งเป็นความพยายามที่จะสวมบทอนุรักษ์นิยมเพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มฐานเสียงกลุ่มขวาที่มีความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อบีบให้เลือกข้าง โดยประดิษฐ์วาทกรรมรักชาติหรือไม่รักชาติ ซึ่งอาจหยิบเอากระแสคลั่งชาติที่ค่อนข้างเจือจางไปกับความสงบของชายแดน หรือการนำเอาสถาบัน หรือการนำเอาประเด็นการตัดงบกองทัพมาเป็นเครื่องธิบาย
.
หากมองในเชิงโครงสร้างอำนาจ พรรคภูมิใจไทยกลับเป็นพรรคที่เตรียมตัวมากที่สุดสำหรับการต่อรองหลังการเลือกตั้ง จากเครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่รวบรวมไว้ได้มากกว่า 90 ตระกูล ทำให้การประมาณการจำนวนที่นั่งของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ไม่อาจมองต่ำกว่า 90-100 ที่นั่ง โดยกระจายคะแนนในหลายเขตเป็นไปตามที่คาด
.
ผลโพลล่าสุดจากหลายสำนักยังคงให้ภาพที่สอดคล้องกัน พรรคประชาชนยังนำในคะแนนนิยมรวม พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไล่ตามมาในระยะประชิด ขณะที่สัดส่วนผู้ยังไม่ตัดสินใจยังอยู่ในระดับสูง ตัวเลขเหล่านี้จึงควรถูกอ่านในฐานะแนวโน้มไม่ใช่คำทำนาย หรือการชี้นำ หากแต่ทำหน้าที่ย้ำเตือนว่าการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งยังเปิดกว้างจนถึงวินาทีสุดท้าย
.
หากถามว่าถึงจุดนี้สามารถประเมินจำนวนที่นั่งได้หรือไม่ คำตอบคือยังไม่อาจชี้ตัวเลขอย่างตายตัว แต่สามารถเห็น “กรอบโครงสร้าง” ได้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ ความเป็นไปได้ที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะครองเสียงข้างมากเพียงลำพังมีแนวโน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง การเมืองหลังเลือกตั้งจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าสู่สมการรัฐบาลผสม
.
เมื่อพิจารณาควบคู่กันระหว่างการประมาณการจำนวนที่นั่งกับคำสัมภาษณ์และเส้นแดงทางการเมือง จะเห็นว่าสมการรัฐบาลไม่ได้เปิดกว้างอย่างไร้ทิศทาง หากแต่มีกรอบที่แคบกว่าที่คิด กล่าวคือ หากพรรคประชาชนได้อันดับหนึ่ง พรรคก็มองเห็นแล้วว่าต้องตั้งรัฐบาลผสม เพราะจากการประกาศชื่อว่าที่รัฐมนตรี ก็ไม่ได้ประกาศทุกกระทรวง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโควต้ารัฐมนตรีให้รัฐบาลผสม ซึ่งอาจมีพรรคเพื่อไทย อาจมีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก
.
ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยแม้ถูกปิดประตูจากฝ่ายก้าวหน้า แต่กลับมีอิสระสูงสุดในการจัดวางตัวเอง พร้อมจับมือกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดกลางอื่นๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีหน้าตาสร้างเสถียรภาพเชิงอำนาจ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
.
ส่วนพรรคเพื่อไทยเลือกใช้ยุทธศาสตร์สงบปาก สงบคำ อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ประกาศปิดประตูใส่ใคร และไม่ผูกมัดตนเองกับสมการใดล่วงหน้า ด้วยแผลเป็นจากที่เคยตระบัตย์สัตย์ พรรคจึงพยายามวางตัวเองอยู่ในจุศูนย์กลางของการต่อรอง ไม่ใช่เพราะความไร้จุดยืน แต่เพราะไม่ต้องการกลับไปตกอยู่ในสถานะของพรรคที่ถูกตราหน้าว่าทรยศความคาดหวังอีกครั้ง และเป็นพรรคอันดับ 3 ที่พร้อมจะเป็นตัวแปรร่วมกับผู้ชนะ
.
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่นโยบายใดนโยบายหนึ่ง หากแต่ตัดสินกันที่ความเชื่อมั่นต่อระบบว่าประชาชนยังเชื่อหรือไม่ว่ากลไกหลังการเลือกตั้งจะสะท้อนเจตจำนงของตนจริง การแข่งขันจึงไม่ได้จบลงในคูหา แต่ยืดเยื้อไปจนถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ใช่ผสมเฉพาะพรรคการเมืองแต่ยังเป็นการผสมของอุดมการณ์อีกด้วย
JJNY : 5in1 ไอซ์ปราศรัยกำแพงเพชร│อ.นิติฯ วิเคราะห์โค้งสุดท้าย│ศาลสั่งถอน 7 ชื่อ│ร้านทองไม่คึกคัก│อิหร่านเตรียมซ้อมรบ
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10120101
.
.
ไอซ์ รักชนก ปราศรัยอ้อนขอคะแนน ชาวกำแพงเพชร หวังสู้เจ้าของพื้นที่ รับไม่ใช่เรื่องง่าย 3 ยุคที่ผ่านมา ยังเจาะไม่ได้เลย ลั่นใครพบโกงเลือกตั้ง ไปรับ 1 ล้านบาทที่ กกต.
.
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 ม.ค.69 ที่ลานตลาดประชารัฐ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร (หลังเก่า) น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ทั้ง 4 เขตของจังหวัดกำแพงเพชร
.
น.ส.รักชนก ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สนามเลือกตั้งแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรค เนื่องจากตลอด 3 ยุคที่ผ่านมา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน ยังไม่เคยมี สส. เขตในจังหวัดนี้เลย แต่ยืนยันว่าครั้งนี้พรรคได้เฟ้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมและพร้อมที่สุด เพื่อลงไปต่อสู้เคียงข้างประชาชนและท้าชิงพื้นที่กับเจ้าของเดิมอย่างเต็มกำลัง
.
น.ส.รักชนก ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคตลอด 8 ปีที่ผ่านมาว่า เป็นเพียงพรรคเดียวที่กล้าออกมาหยัดยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะการเป็นกระบอกเสียงให้กับทหารชั้นผู้น้อย ในวันที่พวกเขาถูกกระทำหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งพรรคไม่ได้ทำเพียงแค่การให้กำลังใจ แต่ยังมุ่งมั่นในการยื่นร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ความอยุติธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีกในอนาคต
.
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ลงพื้นที่ครั้งก่อนที่พบความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามในการเกณฑ์คนมาสร้างกระแสว่าไม่เป็นที่ต้อนรับ ซึ่ง น.ส.รักชนก มองว่าเป็นเพียงการจัดฉากและอยากส่งกำลังใจถึงชาวกำแพงเพชรที่ยังกังวลเรื่องการแสดงออกทางการเมืองว่า เวลานี้คือช่วงเวลาสำคัญที่ควรแสดงพลังสนับสนุนพรรคประชาชนและรัฐบาลที่มาจากเสียงประชาชนอย่างแท้จริง
.
พร้อมฝากให้ทุกคนช่วยกันเป็น “หัวคะแนนธรรมชาติ” ในวันเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้ไปสังเกตการณ์ที่หน่วยเลือกตั้ง ตรวจสอบจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์และการนับคะแนน พร้อมใช้มือถือถ่ายรูปผลสรุปคะแนนโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ
.
ทั้งนี้ บรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้มีเยาวชนรายหนึ่งที่มาฟังการปราศรัยเกิดอาการเป็นลม จนต้องปฐมพยาบาลด่วน ก่อนจะยุติการปราศรัยลง โดยในช่วงท้ายได้มีการเปิดโอกาสให้ซักถาม ซึ่งมีแฟนคลับรายหนึ่งถามถึงกระแสข่าวรางวัลนำจับทุจริตเลือกตั้ง 1 ล้านบาท
.
น.ส.รักชนก ยืนยันหนักแน่นว่าเป็นเรื่องจริง หากมีการพบการซื้อเสียงหรือทุจริตในพื้นที่กำแพงเพชร ให้ไปรับที่ กกต.1 ล้านบาท ก่อนจะปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพหมู่ร่วมกับพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด
.
.
อาจารย์นิติศาสตร์ วิเคราะห์โค้งสุดท้าย การเมืองสามขั้วชิงตั้งรัฐบาลผสม
https://www.matichon.co.th/politics/election69/news_5574938
.
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วิเคราะห์โค้งสุดท้าย การเมืองสามขั้วชิงตั้งรัฐบาลผสม
.
เมื่อวันที่ 31 มกราคม รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เปิดเผยว่า การเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้เดินทางเข้าสู่ห้วงสุดท้ายอย่างแท้จริง ก่อนที่ประชาชนจะใช้สิทธิตัดสินทิศทางประเทศ หากมองเพียงผิวเผิน ภาพที่เห็นอาจเป็นเพียงการแข่งขันของพรรคการเมืองหลายพรรคที่ต่างเร่งระดมกำลัง ปราศรัยถี่ขึ้น โหมโฆษณามากขึ้น และใช้ทุกช่องทางเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง
.
แต่หากพิจารณาอย่างจริงจัง การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบการแข่งขันเชิงนโยบายแบบคลาสสิก หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ การต่อสู้เพื่อครอบครองความหมายของคำสำคัญอย่างความมั่นคง ความรักชาติ ความอยู่ดีกินดี และการเปลี่ยนแปลง ภายใต้สนามที่ไม่เป็นกลางทั้งในเชิงโครงสร้างรัฐที่มีการสับเปลี่ยนตัวโยกย้ายกลไกรัฐ หรือกลไกการบังคับใช้กฎหมาย และภูมิอากาศทางการเมืองที่เปราะบางอย่างยิ่ง
.
สิ่งที่เห็นชัดที่สุดในโค้งสุดท้ายคือ พรรคการเมืองทุกพรรคต่างรับรู้ตรงกันว่า ฐานเสียงเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป โพลจากหลายสำนักแม้ตัวเลขจะคลาดเคลื่อนกันบ้าง แต่ให้ภาพเดียวกันอย่างน่าคิด คือยังไม่มีพรรคใดปิดเกมได้จริง สัดส่วนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจยังอยู่ในระดับสูงอย่างผิดปกติ ภาวะเช่นนี้ทำให้การหาเสียงในสัปดาห์สุดท้ายมีลักษณะคล้ายการทุ่มเดิมพันครั้งสุดท้ายมากกว่าการสื่อสารนโยบายอย่างสุขุมรอบคอบ และยิ่งเปิดพื้นที่ให้กับกลยุทธ์สุดโต่ง วาทกรรมขั้วตรงข้าม และการสื่อสารที่เล่นกับอารมณ์มากกว่าเหตุผล
.
การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้เลือกตั้ง จำเป็นต้องย้อนกลับไปมองภูมิศาสตร์การเมืองไทยอย่างจริงจัง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียวกัน และไม่ตอบสนองต่อสารทางการเมืองในแบบเดียวกัน ภาคกลางบางส่วนและภาคอีสาน ซึ่งยังคงเป็นฐานประชากรขนาดใหญ่ของประเทศ ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายปากท้อง รายได้ ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน และสวัสดิการที่เห็นผลเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ผู้เลือกตั้งในพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เลือกเพราะกระสุนอย่างเดียว หากแต่เลือกจากความคาดหวังว่ารัฐจะสามารถประคับประคองชีวิตในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองได้จริง ความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการบริหารจึงสำคัญพอๆ กับตัวนโยบายเองภาคเหนือมีลักษณะผสมผสานระหว่างฐานประชานิยมแบบดั้งเดิมกับกลุ่มผู้เลือกตั้งรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ขณะที่ภาคใต้โดยภาพรวมยังคงให้คุณค่ากับความมั่นคง ความเป็นระเบียบ และบทบาทของสถาบันหลักของชาติอย่างเด่นชัด
.
ส่วนกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ในหลายจังหวัดได้กลายเป็นสนามหลักของแนวคิดปฏิรูป ที่ผู้เลือกตั้งจำนวนมากตัดสินใจจากจุดยืนเชิงอุดมการณ์ ภาพอนาคตของประเทศ และความไม่พอใจต่อการเมืองแบบเดิม มากกว่านโยบายระยะสั้นหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า
.
หากพิจารณาประกอบกับตำแหน่งแห่งที่ของพรรคการเมือง จะเห็นชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้าของการเมืองสามขั้ว ขั้วแรกคือฝ่ายก้าวหน้าและปฏิรูป ซึ่งพรรคประชาชนเป็นตัวแทนสำคัญ ขั้วที่สองคือฝ่ายประชานิยมเชิงบริหาร ซึ่งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยครอบครองพื้นที่หลัก และขั้วที่สามคือฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เน้นความมั่นคง ศีลธรรม และสถาบัน โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคในแนวเดียวกันเป็นแกน โดยอาจมีบางบทบาทที่พรรคภูมิใจไทยที่พยายามแสดงตนในบทบาทอนุรักษ์ การเมืองสามขั้วเช่นนี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการเลือกนโยบาย แต่เป็นการเลือกทิศทาง เลือกโฉมหน้าของรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับประชาชน
.
ในโค้งสุดท้าย กลยุทธ์หาเสียงของแต่ละพรรคสะท้อนความพยายามยึดพื้นที่ของตนและขยายปริมณฑลของตัวเองไปยังพื้นที่ทับซ้อนอย่างชัดเจน พรรคประชาชนเลือกเดินเกมย้ำภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ดึงประเด็นการรื้อระบบประกันสังคมขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของการจัดการรัฐใหม่ พร้อมกับการดึงพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมาช่วยหาเสียงในฐานะบุคคลสัญลักษณ์ของความหวังและการเมืองแบบใหม่
.
แน่นอนว่ากระแสการลงพื้นที่ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่น่าจะเป็นพลังเปลี่ยนเกมในความหมายของการดึงคะแนนจากฝ่ายตรงข้ามอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่เป็นพลังของการคงสภาพ ที่ช่วยประคองและตอกย้ำฐานเสียงเดิมของพรรคประชาชนไม่ให้รั่วไหลในช่วงโค้งสุดท้ายมากกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง กระแสพิธาช่วยให้คะแนนไม่ลด แต่ยังไม่ใช่กลไกที่ทำให้คะแนนพุ่งทะลุเพดานของกลุ่มผู้ลังเลหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้เพราะภาพพิธา ไม่ใช่ภาพปรารถนาของกลุ่มอนุรักษ์ การต่อสู้ในระยะนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการแย่งคะแนนใหม่ แต่เป็นการรักษาคะแนนเดิมให้มั่นคงจนถึงวันหย่อนบัตร
.
ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทยในโค้งสุดท้ายกลับเลือกใช้กลยุทธ์ที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง นั่นคือการชูนโยบายเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในลักษณะลด แลก แจก แถม ภายใต้คำสัญญาว่าจะสร้างความมั่งคั่งและยกระดับรายได้ของประชาชนอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์นี้อาจสร้างแรงดึงดูดในระยะสั้น แต่ในเชิงวิภาคนโยบาย จำเป็นต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่านี่คือการคิดใหม่ หรือเป็นเพียงการเดินซ้ำรอยเดิมของประชานิยมแบบใช้งบประมาณมหาศาล โดยไม่กล้าแตะโครงสร้างรายได้ของรัฐอย่างแท้จริง
.
หันกลับไปที่พรรคภูมิใจไทยเลือกใช้กลยุทธ์เชิงเตือนภัย ด้วยวาทกรรมในลักษณะ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ซึ่งเป็นความพยายามที่จะสวมบทอนุรักษ์นิยมเพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มฐานเสียงกลุ่มขวาที่มีความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อบีบให้เลือกข้าง โดยประดิษฐ์วาทกรรมรักชาติหรือไม่รักชาติ ซึ่งอาจหยิบเอากระแสคลั่งชาติที่ค่อนข้างเจือจางไปกับความสงบของชายแดน หรือการนำเอาสถาบัน หรือการนำเอาประเด็นการตัดงบกองทัพมาเป็นเครื่องธิบาย
.
หากมองในเชิงโครงสร้างอำนาจ พรรคภูมิใจไทยกลับเป็นพรรคที่เตรียมตัวมากที่สุดสำหรับการต่อรองหลังการเลือกตั้ง จากเครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นที่รวบรวมไว้ได้มากกว่า 90 ตระกูล ทำให้การประมาณการจำนวนที่นั่งของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ไม่อาจมองต่ำกว่า 90-100 ที่นั่ง โดยกระจายคะแนนในหลายเขตเป็นไปตามที่คาด
.
ผลโพลล่าสุดจากหลายสำนักยังคงให้ภาพที่สอดคล้องกัน พรรคประชาชนยังนำในคะแนนนิยมรวม พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไล่ตามมาในระยะประชิด ขณะที่สัดส่วนผู้ยังไม่ตัดสินใจยังอยู่ในระดับสูง ตัวเลขเหล่านี้จึงควรถูกอ่านในฐานะแนวโน้มไม่ใช่คำทำนาย หรือการชี้นำ หากแต่ทำหน้าที่ย้ำเตือนว่าการตัดสินใจในคูหาเลือกตั้งยังเปิดกว้างจนถึงวินาทีสุดท้าย
.
หากถามว่าถึงจุดนี้สามารถประเมินจำนวนที่นั่งได้หรือไม่ คำตอบคือยังไม่อาจชี้ตัวเลขอย่างตายตัว แต่สามารถเห็น “กรอบโครงสร้าง” ได้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ ความเป็นไปได้ที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะครองเสียงข้างมากเพียงลำพังมีแนวโน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง การเมืองหลังเลือกตั้งจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าสู่สมการรัฐบาลผสม
.
เมื่อพิจารณาควบคู่กันระหว่างการประมาณการจำนวนที่นั่งกับคำสัมภาษณ์และเส้นแดงทางการเมือง จะเห็นว่าสมการรัฐบาลไม่ได้เปิดกว้างอย่างไร้ทิศทาง หากแต่มีกรอบที่แคบกว่าที่คิด กล่าวคือ หากพรรคประชาชนได้อันดับหนึ่ง พรรคก็มองเห็นแล้วว่าต้องตั้งรัฐบาลผสม เพราะจากการประกาศชื่อว่าที่รัฐมนตรี ก็ไม่ได้ประกาศทุกกระทรวง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโควต้ารัฐมนตรีให้รัฐบาลผสม ซึ่งอาจมีพรรคเพื่อไทย อาจมีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก
.
ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยแม้ถูกปิดประตูจากฝ่ายก้าวหน้า แต่กลับมีอิสระสูงสุดในการจัดวางตัวเอง พร้อมจับมือกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดกลางอื่นๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีหน้าตาสร้างเสถียรภาพเชิงอำนาจ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
.
ส่วนพรรคเพื่อไทยเลือกใช้ยุทธศาสตร์สงบปาก สงบคำ อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ประกาศปิดประตูใส่ใคร และไม่ผูกมัดตนเองกับสมการใดล่วงหน้า ด้วยแผลเป็นจากที่เคยตระบัตย์สัตย์ พรรคจึงพยายามวางตัวเองอยู่ในจุศูนย์กลางของการต่อรอง ไม่ใช่เพราะความไร้จุดยืน แต่เพราะไม่ต้องการกลับไปตกอยู่ในสถานะของพรรคที่ถูกตราหน้าว่าทรยศความคาดหวังอีกครั้ง และเป็นพรรคอันดับ 3 ที่พร้อมจะเป็นตัวแปรร่วมกับผู้ชนะ
.
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินกันที่นโยบายใดนโยบายหนึ่ง หากแต่ตัดสินกันที่ความเชื่อมั่นต่อระบบว่าประชาชนยังเชื่อหรือไม่ว่ากลไกหลังการเลือกตั้งจะสะท้อนเจตจำนงของตนจริง การแข่งขันจึงไม่ได้จบลงในคูหา แต่ยืดเยื้อไปจนถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ใช่ผสมเฉพาะพรรคการเมืองแต่ยังเป็นการผสมของอุดมการณ์อีกด้วย