บทวิเคราะห์ข่าวไทยรัฐวันอาทิตย์เคยเข้าข้าง ปชป. แต่วันนี้มาแนวกลางๆและถีบหัวทิ้งประจานแมงสาบเสียแล้ว..จบกันเหล่าคนดีแตก

กระทู้สนทนา
ลุ้นจุดผกผัน วิกฤติประเทศ


ผ่าสถานการณ์2ม็อบเลี้ยงกระแสรอ “คำตอบ” ศาล รธน.

ที่สุดเลยวันที่ 11 พฤศจิกายน ก็ผ่านพ้นไป

จากที่ลุ้น เกร็ง ระทึกใจ สถานการณ์ทุกอย่างไหลมาบรรจบในวันเดียวกัน

ทั้งประเด็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำม็อบต้านรัฐบาล ประกาศเดดไลน์ ให้เวลารัฐบาลต้องทำให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯหลุดออกจากกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ภายในเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน

ทั้งกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในช่วงเย็นวันที่ 11 พฤศจิกายน

2 ปม 2 กรณีที่ส่งผลต่อเดิมพันทางการเมืองของรัฐบาล
แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์กันไว้


ภายหลังที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ ไว้พิจารณา ด้วยคะแนน 141 เสียง ต่อ 0 เสียง โดยลงมติกันในเวลาประมาณ 22.35 น. ของคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน

เกินกำหนดเส้นตายมา 4 ชั่วโมงกว่าๆ

และในจังหวะก่อนหน้าที่พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล ร่วมลงนามและแถลงสัตยาบัน

ยืนยันจะไม่เสนอให้สภาฯ นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กลับมาพิจารณาอีก หากวุฒิสภามีมติยับยั้งและส่งคืนกลับมายังสภาก็จะปล่อยให้ตกไป

เป็นการแสดงความจริงใจของรัฐบาลในหลายๆมิติ

โดยรูปการณ์ “ตอกประตูปิดฝาโลง” นั่นก็ทำให้กระแสต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในหมู่ประชาชนคนกลางๆที่ไหลมาตามธรรมชาติ ค่อยซาลงไป

แม้นายสุเทพจะชิงจังหวะตัดหน้าเดดไลน์ ประกาศยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาลอีกขั้นด้วยการยุให้ประชาชนกระทำการ “อารยะขัดขืน” นัดหยุดงานทั่วประเทศ ชะลอการเสียภาษี

แต่ไม่ได้กระแสตอบรับเท่าที่ควร
เบื้องต้นเลย ชนวนนิรโทษกรรมดับได้ทัน


เช่นกันกรณีปราสาทพระวิหาร ประเมินคำพิพากษาศาลโลกก็วินิจฉัยออกแนวกลางๆเข้าทางทั้งรัฐบาลไทยและกัมพูชา ต่างประกาศเป็นชัยชนะร่วมกัน

แต่กองเชียร์ฝ่ายหนุนฝ่ายต้านรัฐบาลในเมืองไทย แปลกันไปคนละทาง

ซึ่งคนที่พูดมีน้ำหนักมากที่สุดก็คือนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารของฝ่ายไทย ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลจากคำพิพากษาชัดเจนแล้วเป็นอย่างไร

ที่แน่ๆประเทศไทยไม่เสียพื้นที่ทั้งหมด 4.6 ตารางกิโลเมตรกับพื้นที่ภูมะเขือ

เมื่อเงื่อนไขหลักที่จ้องกันไว้ไม่มีอะไร ผลสะท้อนจากคำพิพากษาศาลโลกก็เลยไม่แรงตามกระแสชาตินิยมที่บางฝ่ายปลุกระดมกันไว้

นิรโทษกรรมฯ ปราสาทพระวิหาร เอาเข้าจริงสถานการณ์ไม่ตึงเครียดสักเท่าไหร่
รัฐบาลจึงน่าจะประเมินว่า “เอาอยู่”


ตามการคาดการณ์ของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่รุนแรง และรัฐบาลสามารถควบคุมได้

เพราะประเด็นในการชุมนุมคือการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นหลัก และหวังประโยชน์จากคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร แต่ทว่าคำพิพากษาเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย จึงเป็นเหตุผลไม่พอที่จะนำมาเป็นเหตุในการชุมนุม ขณะที่เรื่องของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็ไปต่อลำบาก เพราะเป็นเรื่องกระบวนการของนิติบัญญัติ ที่รัฐบาลทำเต็มที่ จึงไม่มีเงื่อนไขในการชุมนุม

ในจังหวะที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ  ศอ.รส.ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าไปเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณถนนราชดำเนิน  เพื่อขอคืนพื้นที่การจราจรบางส่วน เนื่องจากต้องเตรียมจัดงาน 5 ธันวามหาราช

ประเมินแล้วม็อบซา ถึงกล้าขยับกระชับพื้นที่คืน

มุกอารยะขัดขืนปลุกไม่ขึ้น แสดงว่าพลังเงียบหายไปหลังพับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

อย่างไรก็ตามโดยสถานการณ์ของม็อบต้านรัฐบาลภายใต้การนำของทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังประกาศยกระดับการชุมนุมไปเรื่อยๆ ชูเงื่อนไขปลุกระดมแนวร่วมแบบรายวัน

อย่างที่นายสุเทพประกาศเลยว่า ต้องปิดฉากให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน

เล่นบทขึงขังดุดันเร้ากองเชียร์ เรียกคนดูตามสไตล์

แต่เรื่องของเรื่อง ตามเงื่อนไขที่อ่านทางกันได้ ในเหลี่ยมที่นายสุเทพต้องยื้อม็อบแนวร่วมฝ่ายต้านรัฐบาล ก็เพื่อประคองกระแสไปพลางๆ
อย่างน้อยก็ต้องลากไปให้ถึง “จุดผกผัน” ทางการเมืองอีกคิวหนึ่ง

ตามโปรแกรมที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กับพวก 312 คน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 เวลา 11.00 น.

ซึ่งก็เงื่อนไขเดียวกันเลย กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่นัดรวมพลคนเสื้อแดง ปักหลักชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 18-20 พฤศจิกายน ที่ลานอเนกประสงค์หลังสนามฟุตบอลเมืองทองธานี รอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกัน

เปิดเกมกดดัน คุมเชิงวัดใจกันซึ่งๆหน้า

ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่ง “ไฮไลต์” ไปที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลทำให้บรรยากาศตึงเครียดทางการเมืองผ่อนคลายลง หรือ ร้อนทะลุปรอทขึ้นไปอีก

แน่นอนถ้าผลออกมาว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ไม่ผิด ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ตามกระบวนการก็เดินหน้าต่อไป

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะได้ลุยงานบริหารต่อ

ตามวาระสำคัญที่ค้างอยู่ก็คือการเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม

ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคเพื่อไทยที่แปรได้ทั้งคะแนน นิยมและเสบียงเลือกตั้ง

บรรยากาศทางการเมืองก็คงผ่อนคลายลงหลังปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสิ้นเดือนพฤศจิกายน   เข้าสู่ห้วงวันมหามงคล ต่อเนื่องเทศกาลความสุขปีใหม่

“ยิ่งลักษณ์” ได้พักหายใจหายคอ

อย่างไรก็ตาม ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม ศาลรัฐธรรมนูญฟันธงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ขัดมาตรา 68

นั่นหมายความว่า ประธานรัฐสภาและ 312 ส.ส.กับ ส.ว.ก็ส่อหลุดจากเก้าอี้แบบ “เหมาเข่ง”

สถานการณ์ก็จะไหลเข้าจุดพลิกผันทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่เวทีเสื้อแดง นปช.แฉพิมพ์เขียวดักทางไว้ล่วงหน้า โดยโยงสถานการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจะสู้ให้จบภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 20 พฤศจิกายน

พวกที่ลาออกจาก ส.ส.พร้อมนายสุเทพรวม 9 คน จะไม่มีการเลือกตั้งซ่อม เพราะคิดว่ารัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้จะมีอันเป็นไปตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน

จังหวะต่อเนื่องกับการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีการเสนอให้ตั้งสภาประชาชนขึ้นมา และเสนอขอนายกฯพระราชทาน ตามมาตรา 7

นั่นก็เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล ส.ส. ส.ว.ทั้งหมด 312 คน ก็จะโดนหมด เหลือเพียง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.สรรหา

และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้ยุบสภาไม่ได้ จากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “สุญญากาศ”

เข้าสู่โหมด “แช่แข็ง” ประเทศไทย

แน่นอน ตามรูปการณ์รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงไม่ยอมแน่

เพราะตั้งแง่กันมาตั้งแต่การที่ประธานรัฐสภา และ 312 ส.ส.และ ส.ว. ออกอาการ “ดื้อแพ่ง” ไม่ยอมเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

ชี้เลยว่า ไม่มีอำนาจในการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ

และตามเกมก็คงจะมีการยื้อยุดฉุดกระชากกันต่อไปในขั้นตอนถอดถอนประธานรัฐสภาและ 312 ส.ส.และ ส.ว.

ส่อวิกฤติขึงพืดอำนาจระหว่างฝ่าย “นิติบัญญัติ” กับ “ตุลาการ”

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็คงโหมกระแส ปลุกม็อบต้านให้โห่ไล่รัฐบาล ฐานไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เหิมในอำนาจที่เบ็ดเสร็จของเผด็จการรัฐสภา

เรียกพลังเงียบออกมากำราบกันอีกรอบ

ประกอบกับจังหวะพอดีกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน รุมถล่มกันปิดท้าย เลี้ยงกระแสส่งลูกให้ม็อบไล่รัฐบาลนอกสภา

ในฉากที่มวลชนทั้งสองฝ่ายถูกระดมมาปักหลักประจันหน้า


อารมณ์ยั่วกันไปยั่วกันมา

โอกาสม็อบปะทะม็อบเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยปรากฏการณ์ที่ชัดเจนว่าเป็นม็อบที่นำด้วยการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย

แน่นอนในฐานะที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็คงจะต้องคุมจังหวะ ระมัดระวังมากกว่า

อีกทั้งแกนนำม็อบเสื้อแดง  นปช.เองก็มีทั้งที่เป็นรัฐมนตรีนั่งอยู่ใน ครม. และเป็น ส.ส.อยู่ในสภา น่าจะง่ายต่อการควบคุมมวลชนไม่ให้เลยเถิด

ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุบานปลาย  เพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลเอง

เช่นเดียวกันกับม็อบฝ่ายต้านรัฐบาล โต้โผใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องคุมมวลชนให้อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่ว่าการชุมนุมอย่างสงบ โดยปราศจากอาวุธสามารถทำได้

อย่าให้มีการ “ล้ำเส้น” ป่วนกันจนเกิดเหตุบานปลาย

เพราะถ้าเลยเถิดไป จนก่อให้เกิดวิกฤติประเทศ

ประชาธิปัตย์ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เช่นกัน.


“ทีมการเมือง”
ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2556,
http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/383177


                                                        ??????????????????????????????????????????



"......มุกอารยะขัดขืนปลุกไม่ขึ้น แสดงว่าพลังเงียบหายไปหลังพับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม....
......นายสุเทพประกาศเลยว่า ต้องปิดฉากให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน..."


"....ถ้าเลยเถิดไป จนก่อให้เกิดวิกฤติประเทศ
ประชาธิปัตย์ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เช่นกัน...."


จำใส่หัวไว้เลยแมงสาบทั้งหลายตามที่ทีมข่าวไทยรัฐวันอาทิตย์ตราหน้าประจานไว้รอแล้ว
หากรับรู้แล้วก็ไสหัวไปตายซะ....ทั้งแกนนำวิปริตและม็อบไร้สติคิดเองไม่เป็นทุกตัว
พวกเอ็งทำลายโอกาสและทำร้ายประเทศชาติมามากเกินพอแล้ว.....

เดี๋ยว....เอาหนังสติ๊กยิงหัวแตกเสียเรยยยยย.....
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่