ลุ้นจุดผกผัน วิกฤติประเทศ
ผ่าสถานการณ์2ม็อบเลี้ยงกระแสรอ “คำตอบ” ศาล รธน.
ที่สุดเลยวันที่ 11 พฤศจิกายน ก็ผ่านพ้นไป
จากที่ลุ้น เกร็ง ระทึกใจ สถานการณ์ทุกอย่างไหลมาบรรจบในวันเดียวกัน
ทั้งประเด็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำม็อบต้านรัฐบาล ประกาศเดดไลน์ ให้เวลารัฐบาลต้องทำให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯหลุดออกจากกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ภายในเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน
ทั้งกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในช่วงเย็นวันที่ 11 พฤศจิกายน
2 ปม 2 กรณีที่ส่งผลต่อเดิมพันทางการเมืองของรัฐบาล
แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์กันไว้
ภายหลังที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ ไว้พิจารณา ด้วยคะแนน 141 เสียง ต่อ 0 เสียง โดยลงมติกันในเวลาประมาณ 22.35 น. ของคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน
เกินกำหนดเส้นตายมา 4 ชั่วโมงกว่าๆ
และในจังหวะก่อนหน้าที่พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล ร่วมลงนามและแถลงสัตยาบัน
ยืนยันจะไม่เสนอให้สภาฯ นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กลับมาพิจารณาอีก หากวุฒิสภามีมติยับยั้งและส่งคืนกลับมายังสภาก็จะปล่อยให้ตกไป
เป็นการแสดงความจริงใจของรัฐบาลในหลายๆมิติ
โดย
รูปการณ์ “ตอกประตูปิดฝาโลง” นั่นก็ทำให้กระแสต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในหมู่ประชาชนคนกลางๆที่ไหลมาตามธรรมชาติ ค่อยซาลงไป
แม้นายสุเทพจะชิงจังหวะตัดหน้าเดดไลน์ ประกาศยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาลอีกขั้นด้วยการยุให้ประชาชนกระทำการ “อารยะขัดขืน” นัดหยุดงานทั่วประเทศ ชะลอการเสียภาษี
แต่ไม่ได้กระแสตอบรับเท่าที่ควร
เบื้องต้นเลย ชนวนนิรโทษกรรมดับได้ทัน
เช่นกันกรณีปราสาทพระวิหาร ประเมินคำพิพากษาศาลโลกก็วินิจฉัยออกแนวกลางๆเข้าทางทั้งรัฐบาลไทยและกัมพูชา ต่างประกาศเป็นชัยชนะร่วมกัน
แต่กองเชียร์ฝ่ายหนุนฝ่ายต้านรัฐบาลในเมืองไทย แปลกันไปคนละทาง
ซึ่ง
คนที่พูดมีน้ำหนักมากที่สุดก็คือนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารของฝ่ายไทย
ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลจากคำพิพากษาชัดเจนแล้วเป็นอย่างไร
ที่แน่ๆประเทศไทยไม่เสียพื้นที่ทั้งหมด 4.6 ตารางกิโลเมตรกับพื้นที่ภูมะเขือ
เมื่อเงื่อนไขหลักที่จ้องกันไว้ไม่มีอะไร ผลสะท้อนจากคำพิพากษาศาลโลกก็เลยไม่แรงตามกระแสชาตินิยมที่บางฝ่ายปลุกระดมกันไว้
นิรโทษกรรมฯ ปราสาทพระวิหาร เอาเข้าจริงสถานการณ์ไม่ตึงเครียดสักเท่าไหร่
รัฐบาลจึงน่าจะประเมินว่า “เอาอยู่”
ตามการคาดการณ์ของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่รุนแรง และรัฐบาลสามารถควบคุมได้
เพราะ
ประเด็นในการชุมนุมคือการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นหลัก และหวังประโยชน์จากคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร แต่ทว่าคำพิพากษาเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย จึงเป็นเหตุผลไม่พอที่จะนำมาเป็นเหตุในการชุมนุม ขณะที่เรื่องของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็ไปต่อลำบาก เพราะเป็นเรื่องกระบวนการของนิติบัญญัติ ที่รัฐบาลทำเต็มที่ จึงไม่มีเงื่อนไขในการชุมนุม
ในจังหวะที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส.ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าไปเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณถนนราชดำเนิน เพื่อขอคืนพื้นที่การจราจรบางส่วน เนื่องจากต้องเตรียมจัดงาน 5 ธันวามหาราช
ประเมินแล้วม็อบซา ถึงกล้าขยับกระชับพื้นที่คืน
มุกอารยะขัดขืนปลุกไม่ขึ้น แสดงว่าพลังเงียบหายไปหลังพับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
อย่างไรก็ตามโดยสถานการณ์ของม็อบต้านรัฐบาลภายใต้การนำของทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังประกาศยกระดับการชุมนุมไปเรื่อยๆ ชูเงื่อนไขปลุกระดมแนวร่วมแบบรายวัน
อย่างที่
นายสุเทพประกาศเลยว่า ต้องปิดฉากให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน
เล่นบทขึงขังดุดันเร้ากองเชียร์ เรียกคนดูตามสไตล์
แต่เรื่องของเรื่อง ตามเงื่อนไขที่อ่านทางกันได้ ในเหลี่ยมที่นายสุเทพต้องยื้อม็อบแนวร่วมฝ่ายต้านรัฐบาล ก็เพื่อประคองกระแสไปพลางๆ
อย่างน้อยก็ต้อง
ลากไปให้ถึง “จุดผกผัน” ทางการเมืองอีกคิวหนึ่ง
ตามโปรแกรมที่
ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กับพวก 312 คน
ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 เวลา 11.00 น.
ซึ่งก็เงื่อนไขเดียวกันเลย กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่นัดรวมพลคนเสื้อแดง ปักหลักชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 18-20 พฤศจิกายน ที่ลานอเนกประสงค์หลังสนามฟุตบอลเมืองทองธานี รอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกัน
เปิดเกมกดดัน คุมเชิงวัดใจกันซึ่งๆหน้า
ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่ง “ไฮไลต์” ไปที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลทำให้บรรยากาศตึงเครียดทางการเมืองผ่อนคลายลง หรือ ร้อนทะลุปรอทขึ้นไปอีก
แน่นอนถ้าผลออกมาว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ไม่ผิด ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ตามกระบวนการก็เดินหน้าต่อไป
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะได้ลุยงานบริหารต่อ
ตามวาระสำคัญที่ค้างอยู่ก็คือการเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคเพื่อไทยที่แปรได้ทั้งคะแนน นิยมและเสบียงเลือกตั้ง
บรรยากาศทางการเมืองก็คงผ่อนคลายลงหลังปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสิ้นเดือนพฤศจิกายน เข้าสู่ห้วงวันมหามงคล ต่อเนื่องเทศกาลความสุขปีใหม่
“ยิ่งลักษณ์” ได้พักหายใจหายคอ
อย่างไรก็ตาม ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม ศาลรัฐธรรมนูญฟันธงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ขัดมาตรา 68
นั่นหมายความว่า ประธานรัฐสภาและ 312 ส.ส.กับ ส.ว.ก็ส่อหลุดจากเก้าอี้แบบ “เหมาเข่ง”
สถานการณ์ก็จะไหลเข้าจุดพลิกผันทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่
เวทีเสื้อแดง นปช.แฉพิมพ์เขียวดักทางไว้ล่วงหน้า โดยโยงสถานการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจะสู้ให้จบภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 20 พฤศจิกายน
พวก
ที่ลาออกจาก ส.ส.พร้อมนายสุเทพรวม 9 คน จะไม่มีการเลือกตั้งซ่อม เพราะคิดว่ารัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้จะมีอันเป็นไปตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน
จังหวะต่อเนื่องกับการที่
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีการเสนอให้ตั้งสภาประชาชนขึ้นมา และ
เสนอขอนายกฯพระราชทาน ตามมาตรา 7
นั่นก็เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล ส.ส. ส.ว.ทั้งหมด 312 คน ก็จะโดนหมด เหลือเพียง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.สรรหา
และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้ยุบสภาไม่ได้ จากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “สุญญากาศ”
เข้าสู่โหมด “แช่แข็ง” ประเทศไทย
แน่นอน
ตามรูปการณ์รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงไม่ยอมแน่
เพราะตั้งแง่กันมาตั้งแต่การที่ประธานรัฐสภา และ 312 ส.ส.และ ส.ว. ออกอาการ “ดื้อแพ่ง” ไม่ยอมเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
ชี้เลยว่า
ไม่มีอำนาจในการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ
และตามเกมก็คงจะมีการยื้อยุดฉุดกระชากกันต่อไปในขั้นตอนถอดถอนประธานรัฐสภาและ 312 ส.ส.และ ส.ว.
ส่อวิกฤติขึงพืดอำนาจระหว่างฝ่าย “นิติบัญญัติ” กับ “ตุลาการ”
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็คงโหมกระแส ปลุกม็อบต้านให้โห่ไล่รัฐบาล ฐานไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เหิมในอำนาจที่เบ็ดเสร็จของเผด็จการรัฐสภา
เรียกพลังเงียบออกมากำราบกันอีกรอบ
ประกอบกับจังหวะพอดีกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน รุมถล่มกันปิดท้าย
เลี้ยงกระแสส่งลูกให้ม็อบไล่รัฐบาลนอกสภา
ในฉากที่มวลชนทั้งสองฝ่ายถูกระดมมาปักหลักประจันหน้า
อารมณ์ยั่วกันไปยั่วกันมา
โอกาสม็อบปะทะม็อบเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยปรากฏการณ์ที่ชัดเจนว่าเป็นม็อบที่นำด้วยการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย
แน่นอนในฐานะที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็คงจะต้องคุมจังหวะ ระมัดระวังมากกว่า
อีกทั้งแกนนำม็อบเสื้อแดง นปช.เองก็มีทั้งที่เป็นรัฐมนตรีนั่งอยู่ใน ครม. และเป็น ส.ส.อยู่ในสภา น่าจะง่ายต่อการควบคุมมวลชนไม่ให้เลยเถิด
ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุบานปลาย เพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลเอง
เช่นเดียวกันกับม็อบฝ่ายต้านรัฐบาล โต้โผใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องคุมมวลชนให้อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่ว่าการชุมนุมอย่างสงบ โดยปราศจากอาวุธสามารถทำได้
อย่าให้มีการ “ล้ำเส้น” ป่วนกันจนเกิดเหตุบานปลาย
เพราะ
ถ้าเลยเถิดไป จนก่อให้เกิดวิกฤติประเทศ
ประชาธิปัตย์ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เช่นกัน.
“ทีมการเมือง”
ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2556,
http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/383177
??????????????????????????????????????????
"......
มุกอารยะขัดขืนปลุกไม่ขึ้น แสดงว่า
พลังเงียบหายไปหลังพับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม....
......
นายสุเทพประกาศเลยว่า ต้องปิดฉากให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน..."
"....ถ้าเลยเถิดไป จนก่อให้เกิดวิกฤติประเทศ
ประชาธิปัตย์ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เช่นกัน...."
จำใส่หัวไว้เลยแมงสาบทั้งหลายตามที่ทีมข่าวไทยรัฐวันอาทิตย์ตราหน้าประจานไว้รอแล้ว
หากรับรู้แล้วก็ไสหัวไปตายซะ....ทั้งแกนนำวิปริตและม็อบไร้สติคิดเองไม่เป็นทุกตัว
พวกเอ็งทำลายโอกาสและทำร้ายประเทศชาติมามากเกินพอแล้ว.....
เดี๋ยว....เอาหนังสติ๊กยิงหัวแตกเสียเรยยยยย.....
บทวิเคราะห์ข่าวไทยรัฐวันอาทิตย์เคยเข้าข้าง ปชป. แต่วันนี้มาแนวกลางๆและถีบหัวทิ้งประจานแมงสาบเสียแล้ว..จบกันเหล่าคนดีแตก
ผ่าสถานการณ์2ม็อบเลี้ยงกระแสรอ “คำตอบ” ศาล รธน.
ที่สุดเลยวันที่ 11 พฤศจิกายน ก็ผ่านพ้นไป
จากที่ลุ้น เกร็ง ระทึกใจ สถานการณ์ทุกอย่างไหลมาบรรจบในวันเดียวกัน
ทั้งประเด็นร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำม็อบต้านรัฐบาล ประกาศเดดไลน์ ให้เวลารัฐบาลต้องทำให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯหลุดออกจากกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ภายในเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน
ทั้งกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในช่วงเย็นวันที่ 11 พฤศจิกายน
2 ปม 2 กรณีที่ส่งผลต่อเดิมพันทางการเมืองของรัฐบาล
แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์กันไว้
ภายหลังที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ ไว้พิจารณา ด้วยคะแนน 141 เสียง ต่อ 0 เสียง โดยลงมติกันในเวลาประมาณ 22.35 น. ของคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน
เกินกำหนดเส้นตายมา 4 ชั่วโมงกว่าๆ
และในจังหวะก่อนหน้าที่พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา และนายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล ร่วมลงนามและแถลงสัตยาบัน
ยืนยันจะไม่เสนอให้สภาฯ นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กลับมาพิจารณาอีก หากวุฒิสภามีมติยับยั้งและส่งคืนกลับมายังสภาก็จะปล่อยให้ตกไป
เป็นการแสดงความจริงใจของรัฐบาลในหลายๆมิติ
โดยรูปการณ์ “ตอกประตูปิดฝาโลง” นั่นก็ทำให้กระแสต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในหมู่ประชาชนคนกลางๆที่ไหลมาตามธรรมชาติ ค่อยซาลงไป
แม้นายสุเทพจะชิงจังหวะตัดหน้าเดดไลน์ ประกาศยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาลอีกขั้นด้วยการยุให้ประชาชนกระทำการ “อารยะขัดขืน” นัดหยุดงานทั่วประเทศ ชะลอการเสียภาษี
แต่ไม่ได้กระแสตอบรับเท่าที่ควร
เบื้องต้นเลย ชนวนนิรโทษกรรมดับได้ทัน
เช่นกันกรณีปราสาทพระวิหาร ประเมินคำพิพากษาศาลโลกก็วินิจฉัยออกแนวกลางๆเข้าทางทั้งรัฐบาลไทยและกัมพูชา ต่างประกาศเป็นชัยชนะร่วมกัน
แต่กองเชียร์ฝ่ายหนุนฝ่ายต้านรัฐบาลในเมืองไทย แปลกันไปคนละทาง
ซึ่งคนที่พูดมีน้ำหนักมากที่สุดก็คือนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารของฝ่ายไทย ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลจากคำพิพากษาชัดเจนแล้วเป็นอย่างไร
ที่แน่ๆประเทศไทยไม่เสียพื้นที่ทั้งหมด 4.6 ตารางกิโลเมตรกับพื้นที่ภูมะเขือ
เมื่อเงื่อนไขหลักที่จ้องกันไว้ไม่มีอะไร ผลสะท้อนจากคำพิพากษาศาลโลกก็เลยไม่แรงตามกระแสชาตินิยมที่บางฝ่ายปลุกระดมกันไว้
นิรโทษกรรมฯ ปราสาทพระวิหาร เอาเข้าจริงสถานการณ์ไม่ตึงเครียดสักเท่าไหร่
รัฐบาลจึงน่าจะประเมินว่า “เอาอยู่”
ตามการคาดการณ์ของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่รุนแรง และรัฐบาลสามารถควบคุมได้
เพราะประเด็นในการชุมนุมคือการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นหลัก และหวังประโยชน์จากคำพิพากษาคดีเขาพระวิหาร แต่ทว่าคำพิพากษาเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย จึงเป็นเหตุผลไม่พอที่จะนำมาเป็นเหตุในการชุมนุม ขณะที่เรื่องของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็ไปต่อลำบาก เพราะเป็นเรื่องกระบวนการของนิติบัญญัติ ที่รัฐบาลทำเต็มที่ จึงไม่มีเงื่อนไขในการชุมนุม
ในจังหวะที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส.ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าไปเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณถนนราชดำเนิน เพื่อขอคืนพื้นที่การจราจรบางส่วน เนื่องจากต้องเตรียมจัดงาน 5 ธันวามหาราช
ประเมินแล้วม็อบซา ถึงกล้าขยับกระชับพื้นที่คืน
มุกอารยะขัดขืนปลุกไม่ขึ้น แสดงว่าพลังเงียบหายไปหลังพับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
อย่างไรก็ตามโดยสถานการณ์ของม็อบต้านรัฐบาลภายใต้การนำของทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังประกาศยกระดับการชุมนุมไปเรื่อยๆ ชูเงื่อนไขปลุกระดมแนวร่วมแบบรายวัน
อย่างที่นายสุเทพประกาศเลยว่า ต้องปิดฉากให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน
เล่นบทขึงขังดุดันเร้ากองเชียร์ เรียกคนดูตามสไตล์
แต่เรื่องของเรื่อง ตามเงื่อนไขที่อ่านทางกันได้ ในเหลี่ยมที่นายสุเทพต้องยื้อม็อบแนวร่วมฝ่ายต้านรัฐบาล ก็เพื่อประคองกระแสไปพลางๆ
อย่างน้อยก็ต้องลากไปให้ถึง “จุดผกผัน” ทางการเมืองอีกคิวหนึ่ง
ตามโปรแกรมที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กับพวก 312 คน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 เวลา 11.00 น.
ซึ่งก็เงื่อนไขเดียวกันเลย กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่นัดรวมพลคนเสื้อแดง ปักหลักชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 18-20 พฤศจิกายน ที่ลานอเนกประสงค์หลังสนามฟุตบอลเมืองทองธานี รอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญพร้อมกัน
เปิดเกมกดดัน คุมเชิงวัดใจกันซึ่งๆหน้า
ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่ง “ไฮไลต์” ไปที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลทำให้บรรยากาศตึงเครียดทางการเมืองผ่อนคลายลง หรือ ร้อนทะลุปรอทขึ้นไปอีก
แน่นอนถ้าผลออกมาว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ไม่ผิด ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ตามกระบวนการก็เดินหน้าต่อไป
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะได้ลุยงานบริหารต่อ
ตามวาระสำคัญที่ค้างอยู่ก็คือการเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคเพื่อไทยที่แปรได้ทั้งคะแนน นิยมและเสบียงเลือกตั้ง
บรรยากาศทางการเมืองก็คงผ่อนคลายลงหลังปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสิ้นเดือนพฤศจิกายน เข้าสู่ห้วงวันมหามงคล ต่อเนื่องเทศกาลความสุขปีใหม่
“ยิ่งลักษณ์” ได้พักหายใจหายคอ
อย่างไรก็ตาม ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม ศาลรัฐธรรมนูญฟันธงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ขัดมาตรา 68
นั่นหมายความว่า ประธานรัฐสภาและ 312 ส.ส.กับ ส.ว.ก็ส่อหลุดจากเก้าอี้แบบ “เหมาเข่ง”
สถานการณ์ก็จะไหลเข้าจุดพลิกผันทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่เวทีเสื้อแดง นปช.แฉพิมพ์เขียวดักทางไว้ล่วงหน้า โดยโยงสถานการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจะสู้ให้จบภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 20 พฤศจิกายน
พวกที่ลาออกจาก ส.ส.พร้อมนายสุเทพรวม 9 คน จะไม่มีการเลือกตั้งซ่อม เพราะคิดว่ารัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้จะมีอันเป็นไปตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน
จังหวะต่อเนื่องกับการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีการเสนอให้ตั้งสภาประชาชนขึ้นมา และเสนอขอนายกฯพระราชทาน ตามมาตรา 7
นั่นก็เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล ส.ส. ส.ว.ทั้งหมด 312 คน ก็จะโดนหมด เหลือเพียง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.สรรหา
และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้ยุบสภาไม่ได้ จากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “สุญญากาศ”
เข้าสู่โหมด “แช่แข็ง” ประเทศไทย
แน่นอน ตามรูปการณ์รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงไม่ยอมแน่
เพราะตั้งแง่กันมาตั้งแต่การที่ประธานรัฐสภา และ 312 ส.ส.และ ส.ว. ออกอาการ “ดื้อแพ่ง” ไม่ยอมเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
ชี้เลยว่า ไม่มีอำนาจในการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ
และตามเกมก็คงจะมีการยื้อยุดฉุดกระชากกันต่อไปในขั้นตอนถอดถอนประธานรัฐสภาและ 312 ส.ส.และ ส.ว.
ส่อวิกฤติขึงพืดอำนาจระหว่างฝ่าย “นิติบัญญัติ” กับ “ตุลาการ”
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็คงโหมกระแส ปลุกม็อบต้านให้โห่ไล่รัฐบาล ฐานไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เหิมในอำนาจที่เบ็ดเสร็จของเผด็จการรัฐสภา
เรียกพลังเงียบออกมากำราบกันอีกรอบ
ประกอบกับจังหวะพอดีกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน รุมถล่มกันปิดท้าย เลี้ยงกระแสส่งลูกให้ม็อบไล่รัฐบาลนอกสภา
ในฉากที่มวลชนทั้งสองฝ่ายถูกระดมมาปักหลักประจันหน้า
อารมณ์ยั่วกันไปยั่วกันมา
โอกาสม็อบปะทะม็อบเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยปรากฏการณ์ที่ชัดเจนว่าเป็นม็อบที่นำด้วยการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย
แน่นอนในฐานะที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็คงจะต้องคุมจังหวะ ระมัดระวังมากกว่า
อีกทั้งแกนนำม็อบเสื้อแดง นปช.เองก็มีทั้งที่เป็นรัฐมนตรีนั่งอยู่ใน ครม. และเป็น ส.ส.อยู่ในสภา น่าจะง่ายต่อการควบคุมมวลชนไม่ให้เลยเถิด
ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุบานปลาย เพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลเอง
เช่นเดียวกันกับม็อบฝ่ายต้านรัฐบาล โต้โผใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องคุมมวลชนให้อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญที่ว่าการชุมนุมอย่างสงบ โดยปราศจากอาวุธสามารถทำได้
อย่าให้มีการ “ล้ำเส้น” ป่วนกันจนเกิดเหตุบานปลาย
เพราะถ้าเลยเถิดไป จนก่อให้เกิดวิกฤติประเทศ
ประชาธิปัตย์ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เช่นกัน.
“ทีมการเมือง”
ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2556,
http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/383177
??????????????????????????????????????????
"......มุกอารยะขัดขืนปลุกไม่ขึ้น แสดงว่าพลังเงียบหายไปหลังพับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม....
......นายสุเทพประกาศเลยว่า ต้องปิดฉากให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน..."
"....ถ้าเลยเถิดไป จนก่อให้เกิดวิกฤติประเทศ
ประชาธิปัตย์ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เช่นกัน...."
จำใส่หัวไว้เลยแมงสาบทั้งหลายตามที่ทีมข่าวไทยรัฐวันอาทิตย์ตราหน้าประจานไว้รอแล้ว
หากรับรู้แล้วก็ไสหัวไปตายซะ....ทั้งแกนนำวิปริตและม็อบไร้สติคิดเองไม่เป็นทุกตัว
พวกเอ็งทำลายโอกาสและทำร้ายประเทศชาติมามากเกินพอแล้ว.....
เดี๋ยว....เอาหนังสติ๊กยิงหัวแตกเสียเรยยยยย.....