คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 2
'ขึ้นกับว่าเราเชื่ออย่างไร รวมถึง "ความจริง" ด้วย กล่าวคือ สิ่งที่เรายึด เชื่อ(ตาม สัญญา สังขาร เท่าที่เรามีมาก่อน)คือ ความจริง โดยดูจากหลักฐาน เช่น เวลาเราเข้าใจผิด ก่อนที่เราจะเข้าใจถูก ระหว่างที่เราเข้าใจผิดนั้นเราจะเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นจริง'
ตรงนี้ก็ถูกอยู่นะครับ
(จะมองว่าลักษณะนี้เป็นปัจจัตตัง ผมว่าก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ไม่ตรงความหมายในบริบทเดิมซะทีเดียว)
ขึ้นอยู่กับทิฏฐิ เห็นอย่างไร (เชื่ออย่างไร) ก็คิดอย่างนั้น
คิดอย่างไรก็ย้อนกลับไปเห็นอย่างนั้น
เห็นอย่างไรเชื่ออย่างไร ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกที่จะเชื่ออย่างนั้น
รับรู้อย่างไรก็เชื่ออย่างนั้น ตามขอบเขตหรือกรอบแห่งความรับรู้นั้น
เชื่ออย่างไรก็กลับไปรับรู้อย่างนั้น ตามขอบเขตหรือกรอบแห่งความเชื่อนั้น
จนกว่าจะมีข้อมูลใหม่ ความรู้ใหม่ ความรับรู้ใหม่มาให้รับรู้ และเลือกพิจารณาว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ยอมรับหรือไม่ยอมรับ
ถ้าไม่ยอมรับ ก็ไม่เชื่อและตีค่าให้ความหมายว่าสิ่งนั้นผิด สิ่งนั้นไม่ตรง และรักษาคลองความเห็นแบบเดิม คลองความคิดแบบเดิม ทำเหมือนเดิม
ถ้ายอมรับ ก็เชื่อและตีค่าให้ความหมายว่าสิ่งนั้นถูก(หรือถูกกว่า) และเปลี่ยนแนวคลองความเห็นแบบเดิม มาเป็นความเห็นใหม่ (อาจแค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยหรือเปลี่ยนไปเลย) ทำให้เกิดความคิดแบบใหม่ การแสดงออกแบบใหม่
ด้วยทิฏฐิที่ต่างกัน ความคิดที่ต่างกัน จึงนำมาซึ่งความจริงที่ต่างกันของแต่ละบุคคล
บางครั้ง 'ความจริง' อาจคล้ายกัน อาจเกือบเหมือนกัน อาจคล้ายกันในบางแง่มุม หรือมีส่วนที่ตรงกันบางส่วน แต่เป็นการยากมากที่จะเหมือนกันเป๊ะ
นามขันธ์ทั้ง 4 เชื่อมโยงมีผลต่อกันและกันได้หมดครับ
ความเชื่อมโยงและมีผลซึ่งกันและกันนี้เองทำให้คนสามารถเปลี่ยน(หรือไม่เปลี่ยน) ความคิด หรือความจริงของตนได้
'ความจริง' อันเป็นสมมติของแต่ละคน จึงไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงที่ตรงกัน
'ความจริง' มีความไม่แน่นอน ไม่คงที่ แปรเปลี่ยนได้ กลับกลายได้ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงที่มั่นคงตลอดไปอย่างเปลี่ยนไม่ได้ (ถ้าไม่ดื้อเกินไป)
การยึดติดกับ 'ความจริง' อันเป็นสมมติ ไม่แน่นอน ไม่คงที่ แปรเปลี่ยนได้ กลับกลายได้ ที่ไม่เป็นตัวเป็นตน นี้เองนำมาซึ่งทุกข์
คนหัวรั้น คนที่มีมานะมาก ที่เรามักเรียกว่ามีอัตตา จึงมักจะเชื่อว่าความคิดของตนเป็นความจริง หรือจริงที่สุด ของคนอื่นที่ต่างไปจึงไม่ใช่ความจริง
ถ้าไม่ไ้ด้รับการยอมรับในความจริงของตน ก็จะเกิดความขัดแย้งขัดเคือง
และความขัดแย้งขัดเคืองนั้นเป็นตัวการขยายทุกข์ให้ใหญ่ขึ้น พร้อมกับอกุศลจิตที่ผลักความจริงของคนอื่นให้เป็นความไม่จริงหรือด้วยการดูถูกคนอื่นที่มีความจริงต่างกัน เป็นการขยายทุกข์ของตนไปสู่ผู้อื่น
ตรงนี้ก็ถูกอยู่นะครับ
(จะมองว่าลักษณะนี้เป็นปัจจัตตัง ผมว่าก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ไม่ตรงความหมายในบริบทเดิมซะทีเดียว)
ขึ้นอยู่กับทิฏฐิ เห็นอย่างไร (เชื่ออย่างไร) ก็คิดอย่างนั้น
คิดอย่างไรก็ย้อนกลับไปเห็นอย่างนั้น
เห็นอย่างไรเชื่ออย่างไร ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกที่จะเชื่ออย่างนั้น
รับรู้อย่างไรก็เชื่ออย่างนั้น ตามขอบเขตหรือกรอบแห่งความรับรู้นั้น
เชื่ออย่างไรก็กลับไปรับรู้อย่างนั้น ตามขอบเขตหรือกรอบแห่งความเชื่อนั้น
จนกว่าจะมีข้อมูลใหม่ ความรู้ใหม่ ความรับรู้ใหม่มาให้รับรู้ และเลือกพิจารณาว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ยอมรับหรือไม่ยอมรับ
ถ้าไม่ยอมรับ ก็ไม่เชื่อและตีค่าให้ความหมายว่าสิ่งนั้นผิด สิ่งนั้นไม่ตรง และรักษาคลองความเห็นแบบเดิม คลองความคิดแบบเดิม ทำเหมือนเดิม
ถ้ายอมรับ ก็เชื่อและตีค่าให้ความหมายว่าสิ่งนั้นถูก(หรือถูกกว่า) และเปลี่ยนแนวคลองความเห็นแบบเดิม มาเป็นความเห็นใหม่ (อาจแค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยหรือเปลี่ยนไปเลย) ทำให้เกิดความคิดแบบใหม่ การแสดงออกแบบใหม่
ด้วยทิฏฐิที่ต่างกัน ความคิดที่ต่างกัน จึงนำมาซึ่งความจริงที่ต่างกันของแต่ละบุคคล
บางครั้ง 'ความจริง' อาจคล้ายกัน อาจเกือบเหมือนกัน อาจคล้ายกันในบางแง่มุม หรือมีส่วนที่ตรงกันบางส่วน แต่เป็นการยากมากที่จะเหมือนกันเป๊ะ
นามขันธ์ทั้ง 4 เชื่อมโยงมีผลต่อกันและกันได้หมดครับ
ความเชื่อมโยงและมีผลซึ่งกันและกันนี้เองทำให้คนสามารถเปลี่ยน(หรือไม่เปลี่ยน) ความคิด หรือความจริงของตนได้
'ความจริง' อันเป็นสมมติของแต่ละคน จึงไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงที่ตรงกัน
'ความจริง' มีความไม่แน่นอน ไม่คงที่ แปรเปลี่ยนได้ กลับกลายได้ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงที่มั่นคงตลอดไปอย่างเปลี่ยนไม่ได้ (ถ้าไม่ดื้อเกินไป)
การยึดติดกับ 'ความจริง' อันเป็นสมมติ ไม่แน่นอน ไม่คงที่ แปรเปลี่ยนได้ กลับกลายได้ ที่ไม่เป็นตัวเป็นตน นี้เองนำมาซึ่งทุกข์
คนหัวรั้น คนที่มีมานะมาก ที่เรามักเรียกว่ามีอัตตา จึงมักจะเชื่อว่าความคิดของตนเป็นความจริง หรือจริงที่สุด ของคนอื่นที่ต่างไปจึงไม่ใช่ความจริง
ถ้าไม่ไ้ด้รับการยอมรับในความจริงของตน ก็จะเกิดความขัดแย้งขัดเคือง
และความขัดแย้งขัดเคืองนั้นเป็นตัวการขยายทุกข์ให้ใหญ่ขึ้น พร้อมกับอกุศลจิตที่ผลักความจริงของคนอื่นให้เป็นความไม่จริงหรือด้วยการดูถูกคนอื่นที่มีความจริงต่างกัน เป็นการขยายทุกข์ของตนไปสู่ผู้อื่น
แสดงความคิดเห็น
ปัจจัตตัง