๙...
“นี่เสด็จลุงของเรายังไม่ทรงฟื้นอีกหรือ” เจ้าหญิงแอนนี่เชียรับสั่งถามเอาจากผู้ดูแลก่อนจะหันพระพักตร์มองไปที่แท่นบรรทม มีร่างของเจ้าชายฟาล์วเล็มบรรทมอยู่
“เสด็จลุงเพคะ หลานเป็นห่วงเจ้าพี่อัสมันเหลือเกิน ป่านนี้เจ้าพี่ยังไม่เสด็จกลับมาบ้านเมืองของเราเลย หลานรู้สึกเป็นห่วงเจ้าพี่เหลือเกิน” พระหัตถ์เล็กโอบกุมที่พระหัตถ์ของผู้เป็นลุงอย่างอบอุ่น ไม่เพียงแค่นั้นพระพักตร์ของเจ้าหญิงก็ยังคงไม่สู้ดี ดวงพระเนตรหลับนิ่งราวกับกำลังคิดถึงสิ่งบางอย่างแต่ต้องสะดุ้งกับแรงบีบ แอนนี่เชียก้มพระพักตร์มองไปที่พระหัตถ์ของเสด็จลุงถึงขั้นปล่อยเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจสุดขีด เหมือนมันเป็นปฏิหาริย์ที่ทำให้เสด็จลุงตื่นจากการบรรทมเป็นเวลานาน
“เสด็จลุง ทรงฟื้นแล้ว” เจ้าหญิงแอนนี่เชียรับสั่งสั่นๆ มือไม้สั่นไปหมด หันมาทางบ่าวผู้แลแล้วออกคำสั่งให้ไปตามหมอหลวงโดยเร็ว
ทุกคนที่บันนาตุกะต่างตกอยู่อาการดีใจกันอย่างมากเมื่อข่าวในพระราชวังแห่งบันนาตุกะรายงานถึงพระอาการป่วยของเจ้าชายฟาล์วเล็มว่าทรงฟื้นตัวแล้วและยังมีพลานามัยที่แข็งแรงไม่มีโรคภัยแทรกซ้อนอีก เจ้าหญิงแอนนี่เชียอยู่ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่อดสงสัยไม่ได้ที่เห็นผู้เป็นลุงเอาแต่จ้องมองนางอยู่แบบนั้น
“ทรงมองหน้าหลานทำไมเพคะ”
“เพราะลุงไม่คิดว่าลุงจะมีชีวิตได้มองเห็นหลานเติบโตมากถึงเพียงนี้ งามไม่แพ้แม่ของหลาน”
“ทรงหมายถึงเสด็จแม่ทาสของหม่อมฉันหรือเพคะ” เจ้าหญิงแอนนี่เชียรับสั่งเสียงเบาก้มหน้านิ่งกลบความเศร้าบนดวงตาเอาไว้ เจ้าชายฟาล์วเล็มเหมือนจะรู้สึกผิดรับสั่งเสียงเศร้าเช่นกัน
“หลานอย่าได้คิดมากเลย แม่ของหลานนางเป็นคนดีถึงจะมาจากไพร่แต่นางก็ไม่เคยทำอะไรให้เสื่อมเสีย” เจ้าชายฟาล์วเล็มตรัสอย่างปลอบใจ อดสงสารหลานสาวผู้นี้ไม่ได้
“หลานดีใจเพคะที่เสด็จลุงทรงฟื้นขึ้นมาได้ทันเวลา” เจ้าชายฟาล์วเล็มรู้สึกจุกที่คอ แล้วภาพแห่งความทรงจำในอดีตก็หวนกลับมา เจ้าชายฟาล์วเล็มรีบถามถึงพระราชาอิมรูนนาซอฟผู้เป็นพี่ชายกับมเหสีทันที
“แล้วพระราชากับมเหสีละ เวลานี้ทรงประทับอยู่ที่ใด พาลุงไปพบหน่อย” เจ้าหญิงแอนนี่เชียพระพักตร์เศร้าหมอง ตอบเสียงเศร้าโศก“เสด็จลุงเพคะ หลานไม่รู้จะทูลอย่างไรดี เวลานี้ทั้งสองพระองค์ทรงสวรรคตแล้วเพคะ”
“อะไรนะ” เจ้าชายฟาล์วเล็มเหมือนนิ่งอึ้งไป ฟังเจ้าหญิงแอนนี่เชียต่อ “ทั้งสองพระองค์ถูกลอบวางยาพิษในเครื่องเสวยเพคะ” เหมือนทุกอย่างที่วาดฝันล่มสลายไปในบัดดล น้ำพระเนตรไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ทรงกันแสง เสด็จลุงทรงเจ็บปวดตรงไหนหรือเพคะ”
“ลุงไม่ได้ร้องไห้เพราะเจ็บป่วย แต่ลุงร้องไห้เพราะความชั่วร้ายนั่น ช่างยาวนานเหลือเกินแต่ไม่คิดเลยว่าฟื้นขึ้นมาจะได้รับรู้เรื่องเลวร้ายขนาดนี้”เสียงฝีเท้าของคนไม่ต่ำกว่าสองคนกำลังมุ่งหน้ามาที่พระตำหนักพักฟื้น ไม่นานก็ปรากฏร่างของเจ้าหญิงมาเรียนาลีพร้อมหมอหลวงและบารีน่าบ่าวคนสนิท เจ้าหญิงมาเรียนาลีเข้ามาหาพร้อมกับก้มลงกราบจากนั้นก็หยิบพระหัตถ์หนาของพระปิตุลามากุมไว้ด้วยความดีใจ
“เสด็จลุง หลานดีใจเหลือเกินที่ทรงฟื้นเสียที” เจ้าชายฟาล์วเล็มทรงทอดพระเนตรพระพักตร์งามตรงหน้า แววตาดุฉาบรอยยิ้มราวคนเจ้าเล่ห์ แต่กระนั้นยังมีเคล้าของพระมารดาแฝงอยู่
“นี่คงจะเป็นมาเรียนาลีสินะ”
“เพคะ จริงสิหลานมีเรื่องมากราบทูลเกี่ยวกับเจ้าพี่อัสมัน”
“พระพี่นาง” เจ้าหญิงแอนนี่เชียตรัสขึ้นราวกับจะค้านในสิ่งที่พระพี่นางของนางกำลังจะกราบทูลเสด็จลุง ต้องยอมรับว่าเวลานี้สภาพจิตใจและร่างกายของพระปิตุลาทรงยังไม่สู้ดี เห็นไม่สมควรที่จะเอาเรื่องอื่นมาทูลให้ทรงปวดหัวอีก เจ้าหญิงมาเรียนาลีหันมาสบตาดุดันใส่น้องต่างมารดา ตรัสด้วยวาจาที่กำลังโกรธเคือง
“เจ้าไม่ต้องมาห้ามเรา เพราะเราไม่สามารถทนนิ่งเฉยไม่รู้สึกไม่รู้ร้อนกับการหายตัวไปของพระเชษฐาของเราดั่งเช่นที่เจ้าทำอยู่ไม่ได้”
ที่ท้องพระโรงของพระราชวังแห่งบันนาตุกะ เจ้าชายฟาล์วเล็มมีราชโองการเรียกขุนนางระดับสูงพร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่เพื่อหารือและรับฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน รับสั่งถึงตัวการสำคัญที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการลอบปลงพระชนต์ของพระราชาองค์ก่อนและมเหสีข้างกาย เจ้าหญิงมาเรียนาลีกับเจ้าหญิงแอนนี่เชียก็เข้าร่วมรับฟังในครั้งนี้ด้วย มาเรียนาลีลอบมองสีหน้องของน้องต่างมารดาด้วยแววตายิ้มเยาะ เมื่อทุกอย่างได้ประจักษ์ว่าผู้ก่อการร้ายตัวจริงคือกษัตริย์ของเซนารักซึ่งนั่นก็เท่ากับเจ้าหญิงผู้เลอโฉมของเซนารักก็จะต้องกลายมาเป็นศัตรูด้วย การราชาอภิเษกก็จะถูกคัดดค้าน พระเชษฐาของนางจะไม่สามารถเอาเจ้าหญิงของเมืองศัตรูมาเป็นชายาได้
เจ้าหญิงแอนนี่เชียไม่อาจจะทนฟังแผนการจากพระปิตุลาได้อีกเมื่อทรงตรัสถึงการทำสงครามให้เหล่าข้าราชบริวารที่เกี่ยวข้องทราบ เจ้าหญิงมาเรียนาลีเสด็จตามมาด้วยในใจนึกสะใจ
“เจ้าเป็นอะไรไป เสียใจงั้นหรือที่เราจะมีสงครามกับเซนารัก” เจ้าหญิงแอนนี่เชียหันมามองเห็นดวงตาเยาะเย้ยจากผู้พี่ เจ้าหญิงมาเรียนาเลียตรัสด้วยพระพักตร์เบิกบาน
“ต่อไปแผ่นดินเซนารักคงมีเหลือไว้แค่ชื่อ เซนารักคงจะได้ล่มสลาย การราชาอภิเษกของเจ้าพี่กับลูกศัตรูจะไม่เกิดขึ้น ดีจริงๆ ที่เสด็จลุงทรงฟื้นขึ้นมาได้ทันเวลา”
“บางที่อาจจะเกิดการเข้าพระทัยผิด พระราชาของเซนารักอาจจะถูกใส่ร้าย”
“บังอาจ นี่เจ้ากำลังจะกล่าวหาเสด็จลุงของข้าว่าทรงโป้ปด ช่างไม่ประมาณตน เอ หรือที่เจ้าเข้าข้างศัตรูเพราะกำลังคิดแผนการที่จะก่อกบฏ”
“ไม่จริงนะเพคะ พระพี่นางอย่างทรงปลักปลำน้อง น้องเพียงแต่แสดงความคิดเท่านั้น”
“ความคิดที่อาจจะฆ่าเจ้านะสิ อย่าให้ข้ารู้นะว่าเจ้าคิดจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเซนารัก ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งโดยไม่ต้องรอลงอาญาจากเจ้าพี่” เจ้าหญิงมาเรียตรัสเสียงก้าวร้าว มองเจ้าหญิงผู้น้องด้วยความโกรธเกลียดอย่างที่สุด ไม่นานร่างนั้นก็เสด็จจากไป เจ้าหญิงแอนนี่เชียร้อนรนเฝ้ารอเวลาให้พระเชษฐาเสด็จกลับมาโดยเร็ว
ฝ่ายเจ้าชายอัสมันเมื่อขี่ม้ามาถึงหน้าด่านทางเข้าเมืองกลับต้องหยุดม้าด้วยความแปลกพระทัยด้วยด่านหน้ามีฐานทหารตั้งอยู่เป็นเหมือนกำแพงยาวที่ปิดกั้นเมืองไว้ราวกับจะมีภัยแก่บ้านเมือง สายพระเนตรดำขลับมองสบตาองค์รักคู่ใจที่ต่างก็กำลังอยู่ในอาการตกตะลึง
“ยัซซิน เจ้าเห็นอย่างที่ข้าเห็นหรือไม่” ตรัสถามเพื่อนร่วมเดินทาง จากเมืองไม่กี่วันมีเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การตั้งฐานทหารหากไม่ได้รับคำสั่งจากกษัตริย์ผู้ครองเมืองจะกระทำการตามอำเภอใจได้อย่างไร พระองค์คิดว่าเรื่องนี้มันต้องมีที่มาที่ไปแน่
“เหตุใดพวกทหารถึงมาตั้งฐานที่หน้าเมืองแล้วผู้ใดเล่าเป็นผู้สั่งในเมื่อฝ่าบาทก็ทรงประทับที่เซนารักไม่ได้มีเวลามาสั่งการทหารเลย”
“นั่นสิ ทำราวกับจะมีศึกสงคราม” แล้วจู่ๆ คำว่าสงครามก็ชะงักแก่ทั้งสอง พระราชาหนุ่มมองหน้าองครักษ์พร้อมกับเอ่ยออกมาพร้อมกัน
“สงคราม”
ยัซซินเริ่มหน้าเครียดเพราะไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น นานแล้วที่ศึกสงครามห่างหายไปจากดินแดนนี้ บันนาตุกะเป็นดินแดนที่แสนกว้างใหญ่พอแล้วที่จะทำสงครามล่าอาณาเขตแต่หากไม่ใช่เรื่องสงครามแล้วเหตุใดเหล่าขุนทหารน้อยใหญ่ถึงมารวมตัวกันอยู่ที่ฐานนี่เล่า
เสียงความพร้อมของทหารที่กำลังฝึกฝนอย่างหนักสร้างความสงสัยให้กับผู้ที่เดินทางมาถึง หน้าด่านของเมืองเต็มไปด้วยทหารนับแสน สายพระเนตรมองหาเหล่าท่านแม่ทัพที่กำลังคุมคนทุกส่วน ทุกอย่างดูพร้อมเพรียงจนคิดไปทางอื่นไม่ได้นอกจากการทำสงคราม แล้วร่างของแม่ทัพใหญ่ท่านหนึ่งก็วิ่งเข้ามาหากษัตริย์หนุ่มก่อนจะก้มคำนับ ยัซซินผู้เป็นลูกจึงถามขึ้น
“ท่านพ่อ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงได้นำทหารมากมายมาตั้งหลักฐานที่หน้าพระราชวัง” ยัซซินถามบิดา เมื่อบิดาของตนคือท่านแม่ทัพใหญ่ที่กำลังเข้มงวดกับการฝึกซ้อมเหล่าทหารเป็นจำนวนมาก
“เป็นกระแสรับสั่งของเจ้าชายฟาล์วเล็ม พระปิตุลาแห่งฝ่าบาท” ท่านแม่ทัพตอบลูกชาย หันมากราบทูลให้กษัตริย์แห่งบันนาตุกะทรงทราบ
“เวลานี้ พระปิตุลาเจ้าชายฟาล์วเล็มทรงฟื้นจากการประชวรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จลุงอย่างนั้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้ยินจากปากของท่านแม่ทัพใหญ่ กษัตริย์อัสมันคงจะรู้สึกเช่นไรเพราะหลังจากการฟื้นจากพระประชวรหนักของเสด็จลุงจะนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์
“ท่านแม่ทัพอารี ท่านช่วยอธิบายให้เราฟังหน่อย ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกทหารพวกนี้ถึงมารวมตัวกันที่นี่ได้แล้วเสด็จลุงของข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับการในครั้งนี้” ตรัสถามด้วยพระพักตร์ที่ยังไม่หายวิตกนัก การเอาทหารมาตั้งถิ่นฐานหน้าเมืองถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงเพราะนั่นหมายถึงการทำศึกสงคราม
แต่จะทำศึกสงครามกับผู้ใดเล่า
ดวงยิหวาแห่งราชันย์ ตอนที่ 9
“นี่เสด็จลุงของเรายังไม่ทรงฟื้นอีกหรือ” เจ้าหญิงแอนนี่เชียรับสั่งถามเอาจากผู้ดูแลก่อนจะหันพระพักตร์มองไปที่แท่นบรรทม มีร่างของเจ้าชายฟาล์วเล็มบรรทมอยู่
“เสด็จลุงเพคะ หลานเป็นห่วงเจ้าพี่อัสมันเหลือเกิน ป่านนี้เจ้าพี่ยังไม่เสด็จกลับมาบ้านเมืองของเราเลย หลานรู้สึกเป็นห่วงเจ้าพี่เหลือเกิน” พระหัตถ์เล็กโอบกุมที่พระหัตถ์ของผู้เป็นลุงอย่างอบอุ่น ไม่เพียงแค่นั้นพระพักตร์ของเจ้าหญิงก็ยังคงไม่สู้ดี ดวงพระเนตรหลับนิ่งราวกับกำลังคิดถึงสิ่งบางอย่างแต่ต้องสะดุ้งกับแรงบีบ แอนนี่เชียก้มพระพักตร์มองไปที่พระหัตถ์ของเสด็จลุงถึงขั้นปล่อยเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจสุดขีด เหมือนมันเป็นปฏิหาริย์ที่ทำให้เสด็จลุงตื่นจากการบรรทมเป็นเวลานาน
“เสด็จลุง ทรงฟื้นแล้ว” เจ้าหญิงแอนนี่เชียรับสั่งสั่นๆ มือไม้สั่นไปหมด หันมาทางบ่าวผู้แลแล้วออกคำสั่งให้ไปตามหมอหลวงโดยเร็ว
ทุกคนที่บันนาตุกะต่างตกอยู่อาการดีใจกันอย่างมากเมื่อข่าวในพระราชวังแห่งบันนาตุกะรายงานถึงพระอาการป่วยของเจ้าชายฟาล์วเล็มว่าทรงฟื้นตัวแล้วและยังมีพลานามัยที่แข็งแรงไม่มีโรคภัยแทรกซ้อนอีก เจ้าหญิงแอนนี่เชียอยู่ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่อดสงสัยไม่ได้ที่เห็นผู้เป็นลุงเอาแต่จ้องมองนางอยู่แบบนั้น
“ทรงมองหน้าหลานทำไมเพคะ”
“เพราะลุงไม่คิดว่าลุงจะมีชีวิตได้มองเห็นหลานเติบโตมากถึงเพียงนี้ งามไม่แพ้แม่ของหลาน”
“ทรงหมายถึงเสด็จแม่ทาสของหม่อมฉันหรือเพคะ” เจ้าหญิงแอนนี่เชียรับสั่งเสียงเบาก้มหน้านิ่งกลบความเศร้าบนดวงตาเอาไว้ เจ้าชายฟาล์วเล็มเหมือนจะรู้สึกผิดรับสั่งเสียงเศร้าเช่นกัน
“หลานอย่าได้คิดมากเลย แม่ของหลานนางเป็นคนดีถึงจะมาจากไพร่แต่นางก็ไม่เคยทำอะไรให้เสื่อมเสีย” เจ้าชายฟาล์วเล็มตรัสอย่างปลอบใจ อดสงสารหลานสาวผู้นี้ไม่ได้
“หลานดีใจเพคะที่เสด็จลุงทรงฟื้นขึ้นมาได้ทันเวลา” เจ้าชายฟาล์วเล็มรู้สึกจุกที่คอ แล้วภาพแห่งความทรงจำในอดีตก็หวนกลับมา เจ้าชายฟาล์วเล็มรีบถามถึงพระราชาอิมรูนนาซอฟผู้เป็นพี่ชายกับมเหสีทันที
“แล้วพระราชากับมเหสีละ เวลานี้ทรงประทับอยู่ที่ใด พาลุงไปพบหน่อย” เจ้าหญิงแอนนี่เชียพระพักตร์เศร้าหมอง ตอบเสียงเศร้าโศก“เสด็จลุงเพคะ หลานไม่รู้จะทูลอย่างไรดี เวลานี้ทั้งสองพระองค์ทรงสวรรคตแล้วเพคะ”
“อะไรนะ” เจ้าชายฟาล์วเล็มเหมือนนิ่งอึ้งไป ฟังเจ้าหญิงแอนนี่เชียต่อ “ทั้งสองพระองค์ถูกลอบวางยาพิษในเครื่องเสวยเพคะ” เหมือนทุกอย่างที่วาดฝันล่มสลายไปในบัดดล น้ำพระเนตรไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ทรงกันแสง เสด็จลุงทรงเจ็บปวดตรงไหนหรือเพคะ”
“ลุงไม่ได้ร้องไห้เพราะเจ็บป่วย แต่ลุงร้องไห้เพราะความชั่วร้ายนั่น ช่างยาวนานเหลือเกินแต่ไม่คิดเลยว่าฟื้นขึ้นมาจะได้รับรู้เรื่องเลวร้ายขนาดนี้”เสียงฝีเท้าของคนไม่ต่ำกว่าสองคนกำลังมุ่งหน้ามาที่พระตำหนักพักฟื้น ไม่นานก็ปรากฏร่างของเจ้าหญิงมาเรียนาลีพร้อมหมอหลวงและบารีน่าบ่าวคนสนิท เจ้าหญิงมาเรียนาลีเข้ามาหาพร้อมกับก้มลงกราบจากนั้นก็หยิบพระหัตถ์หนาของพระปิตุลามากุมไว้ด้วยความดีใจ
“เสด็จลุง หลานดีใจเหลือเกินที่ทรงฟื้นเสียที” เจ้าชายฟาล์วเล็มทรงทอดพระเนตรพระพักตร์งามตรงหน้า แววตาดุฉาบรอยยิ้มราวคนเจ้าเล่ห์ แต่กระนั้นยังมีเคล้าของพระมารดาแฝงอยู่
“นี่คงจะเป็นมาเรียนาลีสินะ”
“เพคะ จริงสิหลานมีเรื่องมากราบทูลเกี่ยวกับเจ้าพี่อัสมัน”
“พระพี่นาง” เจ้าหญิงแอนนี่เชียตรัสขึ้นราวกับจะค้านในสิ่งที่พระพี่นางของนางกำลังจะกราบทูลเสด็จลุง ต้องยอมรับว่าเวลานี้สภาพจิตใจและร่างกายของพระปิตุลาทรงยังไม่สู้ดี เห็นไม่สมควรที่จะเอาเรื่องอื่นมาทูลให้ทรงปวดหัวอีก เจ้าหญิงมาเรียนาลีหันมาสบตาดุดันใส่น้องต่างมารดา ตรัสด้วยวาจาที่กำลังโกรธเคือง
“เจ้าไม่ต้องมาห้ามเรา เพราะเราไม่สามารถทนนิ่งเฉยไม่รู้สึกไม่รู้ร้อนกับการหายตัวไปของพระเชษฐาของเราดั่งเช่นที่เจ้าทำอยู่ไม่ได้”
ที่ท้องพระโรงของพระราชวังแห่งบันนาตุกะ เจ้าชายฟาล์วเล็มมีราชโองการเรียกขุนนางระดับสูงพร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่เพื่อหารือและรับฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน รับสั่งถึงตัวการสำคัญที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการลอบปลงพระชนต์ของพระราชาองค์ก่อนและมเหสีข้างกาย เจ้าหญิงมาเรียนาลีกับเจ้าหญิงแอนนี่เชียก็เข้าร่วมรับฟังในครั้งนี้ด้วย มาเรียนาลีลอบมองสีหน้องของน้องต่างมารดาด้วยแววตายิ้มเยาะ เมื่อทุกอย่างได้ประจักษ์ว่าผู้ก่อการร้ายตัวจริงคือกษัตริย์ของเซนารักซึ่งนั่นก็เท่ากับเจ้าหญิงผู้เลอโฉมของเซนารักก็จะต้องกลายมาเป็นศัตรูด้วย การราชาอภิเษกก็จะถูกคัดดค้าน พระเชษฐาของนางจะไม่สามารถเอาเจ้าหญิงของเมืองศัตรูมาเป็นชายาได้
เจ้าหญิงแอนนี่เชียไม่อาจจะทนฟังแผนการจากพระปิตุลาได้อีกเมื่อทรงตรัสถึงการทำสงครามให้เหล่าข้าราชบริวารที่เกี่ยวข้องทราบ เจ้าหญิงมาเรียนาลีเสด็จตามมาด้วยในใจนึกสะใจ
“เจ้าเป็นอะไรไป เสียใจงั้นหรือที่เราจะมีสงครามกับเซนารัก” เจ้าหญิงแอนนี่เชียหันมามองเห็นดวงตาเยาะเย้ยจากผู้พี่ เจ้าหญิงมาเรียนาเลียตรัสด้วยพระพักตร์เบิกบาน
“ต่อไปแผ่นดินเซนารักคงมีเหลือไว้แค่ชื่อ เซนารักคงจะได้ล่มสลาย การราชาอภิเษกของเจ้าพี่กับลูกศัตรูจะไม่เกิดขึ้น ดีจริงๆ ที่เสด็จลุงทรงฟื้นขึ้นมาได้ทันเวลา”
“บางที่อาจจะเกิดการเข้าพระทัยผิด พระราชาของเซนารักอาจจะถูกใส่ร้าย”
“บังอาจ นี่เจ้ากำลังจะกล่าวหาเสด็จลุงของข้าว่าทรงโป้ปด ช่างไม่ประมาณตน เอ หรือที่เจ้าเข้าข้างศัตรูเพราะกำลังคิดแผนการที่จะก่อกบฏ”
“ไม่จริงนะเพคะ พระพี่นางอย่างทรงปลักปลำน้อง น้องเพียงแต่แสดงความคิดเท่านั้น”
“ความคิดที่อาจจะฆ่าเจ้านะสิ อย่าให้ข้ารู้นะว่าเจ้าคิดจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเซนารัก ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งโดยไม่ต้องรอลงอาญาจากเจ้าพี่” เจ้าหญิงมาเรียตรัสเสียงก้าวร้าว มองเจ้าหญิงผู้น้องด้วยความโกรธเกลียดอย่างที่สุด ไม่นานร่างนั้นก็เสด็จจากไป เจ้าหญิงแอนนี่เชียร้อนรนเฝ้ารอเวลาให้พระเชษฐาเสด็จกลับมาโดยเร็ว
ฝ่ายเจ้าชายอัสมันเมื่อขี่ม้ามาถึงหน้าด่านทางเข้าเมืองกลับต้องหยุดม้าด้วยความแปลกพระทัยด้วยด่านหน้ามีฐานทหารตั้งอยู่เป็นเหมือนกำแพงยาวที่ปิดกั้นเมืองไว้ราวกับจะมีภัยแก่บ้านเมือง สายพระเนตรดำขลับมองสบตาองค์รักคู่ใจที่ต่างก็กำลังอยู่ในอาการตกตะลึง
“ยัซซิน เจ้าเห็นอย่างที่ข้าเห็นหรือไม่” ตรัสถามเพื่อนร่วมเดินทาง จากเมืองไม่กี่วันมีเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การตั้งฐานทหารหากไม่ได้รับคำสั่งจากกษัตริย์ผู้ครองเมืองจะกระทำการตามอำเภอใจได้อย่างไร พระองค์คิดว่าเรื่องนี้มันต้องมีที่มาที่ไปแน่
“เหตุใดพวกทหารถึงมาตั้งฐานที่หน้าเมืองแล้วผู้ใดเล่าเป็นผู้สั่งในเมื่อฝ่าบาทก็ทรงประทับที่เซนารักไม่ได้มีเวลามาสั่งการทหารเลย”
“นั่นสิ ทำราวกับจะมีศึกสงคราม” แล้วจู่ๆ คำว่าสงครามก็ชะงักแก่ทั้งสอง พระราชาหนุ่มมองหน้าองครักษ์พร้อมกับเอ่ยออกมาพร้อมกัน
“สงคราม”
ยัซซินเริ่มหน้าเครียดเพราะไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น นานแล้วที่ศึกสงครามห่างหายไปจากดินแดนนี้ บันนาตุกะเป็นดินแดนที่แสนกว้างใหญ่พอแล้วที่จะทำสงครามล่าอาณาเขตแต่หากไม่ใช่เรื่องสงครามแล้วเหตุใดเหล่าขุนทหารน้อยใหญ่ถึงมารวมตัวกันอยู่ที่ฐานนี่เล่า
เสียงความพร้อมของทหารที่กำลังฝึกฝนอย่างหนักสร้างความสงสัยให้กับผู้ที่เดินทางมาถึง หน้าด่านของเมืองเต็มไปด้วยทหารนับแสน สายพระเนตรมองหาเหล่าท่านแม่ทัพที่กำลังคุมคนทุกส่วน ทุกอย่างดูพร้อมเพรียงจนคิดไปทางอื่นไม่ได้นอกจากการทำสงคราม แล้วร่างของแม่ทัพใหญ่ท่านหนึ่งก็วิ่งเข้ามาหากษัตริย์หนุ่มก่อนจะก้มคำนับ ยัซซินผู้เป็นลูกจึงถามขึ้น
“ท่านพ่อ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงได้นำทหารมากมายมาตั้งหลักฐานที่หน้าพระราชวัง” ยัซซินถามบิดา เมื่อบิดาของตนคือท่านแม่ทัพใหญ่ที่กำลังเข้มงวดกับการฝึกซ้อมเหล่าทหารเป็นจำนวนมาก
“เป็นกระแสรับสั่งของเจ้าชายฟาล์วเล็ม พระปิตุลาแห่งฝ่าบาท” ท่านแม่ทัพตอบลูกชาย หันมากราบทูลให้กษัตริย์แห่งบันนาตุกะทรงทราบ
“เวลานี้ พระปิตุลาเจ้าชายฟาล์วเล็มทรงฟื้นจากการประชวรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จลุงอย่างนั้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้ยินจากปากของท่านแม่ทัพใหญ่ กษัตริย์อัสมันคงจะรู้สึกเช่นไรเพราะหลังจากการฟื้นจากพระประชวรหนักของเสด็จลุงจะนำไปสู่เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์
“ท่านแม่ทัพอารี ท่านช่วยอธิบายให้เราฟังหน่อย ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกทหารพวกนี้ถึงมารวมตัวกันที่นี่ได้แล้วเสด็จลุงของข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับการในครั้งนี้” ตรัสถามด้วยพระพักตร์ที่ยังไม่หายวิตกนัก การเอาทหารมาตั้งถิ่นฐานหน้าเมืองถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงเพราะนั่นหมายถึงการทำศึกสงคราม
แต่จะทำศึกสงครามกับผู้ใดเล่า