ว่าด้วยเรื่องของภาษีสังคม

กระทู้สนทนา
สิ้นเดือนแบบนี้เพื่อนๆคงกระเป๋าหนักกันเป็นพิเศษนะคะ เป็นช่วงเวลาของการจับจ่ายใช้สอยกันพัลวัน
มีทั้งรายจ่ายที่วางแผนได้และวางแผนไม่ได้ และไอ้เจ้ารายจ่ายอย่างหลังนี่หละคะที่เป็นประเด็นในวันนี้..... T T'

จะมาว่ากันด้วยเรื่องของภาษีสังคมคะ
เดือนพฤษภาคมนี้ได้รับการ์ดงานแต่งของเพื่อนๆมาถึงสามงานด้วยกัน......ซึ่งตามธรรมเนียมปฎิบัติของสังคมที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก
จะมีการใส่ซองเงินช่วยให้กับเจ้าของงานใช่มั้ยคะ....เดือนนี้สามงานกะจะงานละห้าร้อยก็พันห้าพอดี.....มีกำลังเพียงแค่นี้จริงๆคะ
มากกว่านี้อาจจะทำให้เราลำบากได้ในปลายเดือน.....พอมาถึงบ้านก็ได้รับข่าวเรื่องภาษีสังคมต่อที่2เพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกันเสียชีวิต
คุณแม่จะต้องใส่ซองเงินช่วยอีกห้าร้อย....เท่ากับเดือนนี้บ้านเราต้องจ่ายภาษีสังคมถึงสองพัน....ภาวะฉุกเครียดก็เข้าครอบงำทันที
บ้านเราเองช่างแสนสมถะไม่เคยจัดงานบวชงานแต่งอะไรกับใครเค้า....มีแต่งานศพของญาติผู้ใหญ่ในบ้านซึ่งก็ผ่านมาหลายปี
ที่บ้านก็ดันรับซองเงินช่วยจากเพื่อนบ้านมาคราวนี้แม่ก็ต้องมานั่งทำบัญชีว่าใครช่วยอะไรมาเท่าไหร่......โดยส่วนตัวคิดว่า

1.ถ้าเป็นงานอวมงคล....เราไม่รับซองเงินช่วยใดๆได้มั้ย? แต่ถ้าคนมางานอยากจะให้ก็ให้บริจาคกับวัดกับสาธารณกุศลใดๆก็ได้ตามที่เค้าต้องการจะดีกว่ารึเปล่า?
2.ถ้าเป็นงานมงคลของบ้านเราจัดงานกันเล็กๆเป็นกันเองไม่รับซองรับเงินช่วยแต่ชวนกันไปทำทานกับสถานสงเคราะห์หรือทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อยอด มากกว่า
มานั่งนับเงินกำไรขาดทุนกันหลังงานจบ......

พอเรามีความเห็นแบบนี้ก็กลายเป็นแกะดำของบ้านทันทีเพราะแม่เห็นว่าเรา คิดอะไร"ขวางโลก"ขีดวงอยู่ คนแบบแกมันต้องอยู่คนเดียว
นอกจากเป็นแกะดำของบ้านแล้วยังถูกจับไปเป็นแกะดำของสังคมอีกต่างหาก........
แต่ก็ไม่โกรธใครหรอกนะคะ.....ถ้าจะโทษก็คงต้องโทษตัวเองที่ผิดแผกแตกแยกจากคนในครอบครัว คิดเห็นไม่ลงรอยกับคนส่วนใหญ่

แต่หวังว่าจะค้นพบหนทางที่จะจ่ายภาษีสังคมด้วยการให้ในแบบอื่นๆที่สร้างสรรค์กว่าการเอาตังค์ใส่ซองแล้วแตะน้ำลายรูดปิดผนึกกินๆๆๆๆ
แล้วก็กลับบ้านใครบ้านมัน........
ขอให้มีความสุขเป๋าตุงทุกคนค่าาาาา.....;)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่